ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีการสร้างพระเมรุถวายพระเพลิงพระศพขึ้น โดยจัดสร้างตามแบบโบราณราชประเพณี เพื่อส่งเสด็จสู่เทวาลัยสถานบรรพต
เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยว กับความเป็นมาของพระเมรุถวายพระเพลิงพระศพ กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย สถาบันการศึกษาทางเลือก กองทุนเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ
ร่วมกันเผยแพร่เรื่องพระเมรุ โดยจัดกิจกรรมนำชมภูมิสถานในจ.พระนครศรีอยุธยา ที่เกี่ยวข้องกับพระเมรุในยุคแรก โดยเริ่มจากวัดไชยวัฒนาราม ที่เป็นต้นแบบพระเมรุมาศ สมัยพระเจ้าปราสาททอง พระปรางค์ ที่เชื่อว่าพระเจ้าปราสาททองโปรดให้ลอกแบบมาจากศูนย์กลางของปราสาทนครวัด แล้วปรับปรุงมาเป็นต้นแบบของพระเมรุมาศ
อาจารย์รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์และวิทยา ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นำชมอธิบายว่า การสร้างวัดไชยวัฒนาราม เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง พระองค์จะสร้างสิ่งใหญ่โต เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน
โดยเฉพาะการสร้างจักรวาลใหม่ เพื่อให้เกิดอำนาจขึ้นแก่พระองค์ โดยวัดไชยวัฒนารามมีพระปรางค์เป็นสถูปประธาน และมีเจดีย์ทำเป็นเมรุราย และเมรุทิศ รูปแบบการสร้างวัด รวมทั้งการสร้างพระระเบียงรอบนี้คือ การสร้างเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางของจักรวาล โดยได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะเขมร
ส่วนเมรุเผาศพอาจารย์รุ่งโรจน์ อธิบายว่า เริ่มมีในแผ่นดินของพระเจ้าปราสาททอง ราวปี พ.ศ.2181 หลังจากนั้นจึงใช้สร้างชั่วคราวด้วยไม้ ใช้เผาศพเจ้านายเท่านั้น เมรุในยุคแรกที่ใช้เผาศพเจ้านาย เรียกว่า "พระเมรุ" หรือ "พระเมรุมาศ" ใช้งานถวายพระเพลิงพระศพ ส่วนคนทั่วไปจะเผาบนเชิงตะกอนที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ
สรุปว่า "เมรุ" หรือ "พระเมรุ" ที่มีในสมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างเลียนแบบนครวัด หรือ "วิษณุโลก" ที่จำลองเขาพระสุเมรุ ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
ขณะที่ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม นักโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ร่วมเล่าถึงพระเมรุ และการจำลองเขาพระสุเมรุว่า ความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตายมีฐานของความเป็นมนุษย์ สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีพัฒนาการในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีบุคคลที่เป็นผู้นำชนชั้น
คนเหล่านี้จะได้รับการปฏิบัติในเรื่อง ของความตายแตกต่างจากคนอื่น แนวความคิดนี้ขานรับกับการเข้ามาของศาสนาพราหมณ์ ที่มีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางของจักรวาล ต่อมาความเชื่อนี้ได้เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในเขมรได้รับความเชื่อมาจากศาสนาฮินดู ที่เชื่อว่ามีสวรรค์ จึงสร้างสวรรค์จำลองขึ้น
แนวความคิดในการสร้างสวรรค์สำหรับ กษัตริย์ที่สวรรคตไปแล้ว เห็นได้จากนครวัด หรือ "วิษณุโลก" พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงทำหน้าที่ให้คล้ายกับพระวิษณุ แต่ไม่ได้ตีเสมือนว่าเป็นพระวิษณุ ในเรื่องพระเมรุคือการอภิเษกพระมหากษัตริย์ที่สวรรคตไปแล้วจะกลับเข้าสู่เขา พระสุเมรุ ดังจะเห็นได้จากฉากเกษียรสมุทรในนครวัด และภาพพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 จากจุดนี้เองเป็นที่มาของการเกิดพระเมรุมาศ สืบต่อมา
"งานพระเมรุ เผาพระศพเจ้านายกรุงศรีอยุธยา เริ่มมีในยุคสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ระหว่างปี พ.ศ.2172-2199 หลักฐานสำคัญในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ที่แสดงว่านำวัฒนธรรมเขมรมาใช้ คือ ปราสาทนครหลวง และวัดไชยวัฒนาราม ซึ่งปราสาทนครหลวงพยายามสร้างเลียนแบบนครวัด แต่ทำไม่ได้"
"ส่วนวัดไชยวัฒนารามนั้น นำระบบจักรวาลของเขาพระสุเมรุมาสร้าง และจัดเป็นต้นแบบพระเมรุมาศสมัยพระเจ้าปราสาททอง พระปรางค์ของวัด เชื่อว่าพระเจ้าปราสาททองให้ลอกแบบมาจากศูนย์กลางของนครวัด แล้วปรับใช้เป็นต้นแบบพระเมรุมาศ" รศ.ศรีศักร ย้ำให้เห็นภาพ
ลานหน้าจักรวรรดิ (ทุ่งพระเมรุ) พระที่นั่งจักร วรรดิไพชยนต์ และพระราชวังโบราณของเมืองกรุงเก่า เป็นอีกที่หนึ่งที่มีร่องรอยงานพระเมรุ โดยในงานพระเมรุเผาพระศพเจ้านายในยุคสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์โปรดให้ก่อสร้างพระเมรุมาศบริเวณที่ว่างทางใต้พระวิหารพระมงคลบพิตร แล้วมีพระราชพิธีบริเวณสนามหน้าจักรวรรดิ มีการอัญเชิญพระศพมาทางชลมารค
มีขบวนแห่ไปตั้งพระศพไว้บนพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ และสร้างพระที่นั่งสุริยามรินทร์ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพ เช่นเดียวกับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง แห่งกรุงรัตน โกสินทร์
เมื่อครบกำหนดแล้วให้เชิญพระศพจากพระที่นั่งจักรวรรดิ ไพชยนต์ ไปยังพระเมรุมาศด้านทิศตะวันออกและด้านใต้ สันนิษฐานว่าถนนเส้นนี้ คือลานหน้าพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ หรือสนามหน้าจักรวรรดิ เมื่อมีขบวนแห่พระบรมศพจะผ่านพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ผ่านสนามชัย และพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ พื้นที่ตรงนั่นคือ "ทุ่งพระเมรุ"
นอกจาก นี้ วัฒนธรรมสุวรรณภูมิที่มีในงานพระ เมรุเป็นอีกความเชื่อหนึ่งที่มีความสำคัญในการจัดงานพระเมรุ นั่นคือความเชื่อเกี่ยวกับความตายและชาติหน้า ที่มีอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเป็นเวลานาน สืบทอดปรากฏในงานพระเมรุมาโดยตลอด และผูกเรื่องด้วยศาสนาพราหมณ์และพุทธ คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีความเชื่อว่าเมื่อเสียชีวิตแล้วจะไปอยู่ใน ดินแดนที่เรียกว่าดินแดนบรรพบุรุษ และจะสามารถติดต่อกับลูกหลานตลอดเวลา
ด้าน ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอาวุโส อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า พิธีกรรมทำศพแบบโบราณ เราอาจจะพบได้จากการขุดค้นจากแหล่งโบราณคดีต่างๆ เช่น ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย มีการศึกษาเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับความตาย สำหรับจุดมุ่งหมายของการปลงศพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือการส่งวิญญาณของผู้ตาย โดยเฉพาะชนชั้นเจ้า กลับคืนสู่ดินแดนแห่งบรรพบุรุษ เพื่อที่จะได้ส่งพลังชีวิตกลับมาทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในโลกปัจจุบัน
ขณะที่พระเมรุของไทย มีหลายสิ่งที่อาจจะเข้าใจได้ว่า มาจากพิธีกรรมแบบเดียวกับที่เคยทำในบาหลี มีลักษณะที่คล้ายกันมาก เช่น การนำพระบรมโกศที่บรรจุพระศพข้ามเรือ เพื่อไปยังที่ปลงศพ พระเมรุมาศคือเป็นตัวแทนของเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระอินทร์ การนำศพเจ้านายกลับไปอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ คือการนำวิญญาณกลับไปสู่ดินแดนแห่งบรรพบุรุษ ซึ่งถูกแทนที่ด้วยสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
จากหลักฐานข้างต้นชี้ให้เห็น ว่าการเกิดพระมหาปราสาทที่ใช้ในงานพระบรมศพ รวมถึงขบวนแห่พระศพ เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง รวมทั้งการสร้างพระบรมโกศ เกิดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยการสร้างพระเมรุมาศ ต้องการสื่อให้เหมือนเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาล เพื่อให้กษัตริย์หรือเจ้านายชั้นสูงที่เป็นเหมือนเทพตามคติพราหมณ์เสด็จสู่ สรวงสวรรค์
Links:
[1] http://www.matichon.co.th/khaosod/