Published on phrathai.net (http://www.phrathai.net)
ธรรมะไต้ธรรมาสน์
By เก้า
ตั้งเมื่อ 04/04/2008 - 16:56

แม่พิมพ์ของลูก

ท่านพ่อแม่ที่นับถือทั้งหลาย...

จงจำไว้ว่า...

เด็กมีความสังเกต ความจำอย่างว่องไวที่สุด

และมีปกติอยากรู้อยากเห็นในทุกสิ่งที่ผ่านประสาททั้งห้าของเขา

ถ้าหากเขาสามารถพูดออกมาเป็นถ้อยคำได้ ท่านคงตอบคำถามเขาไม่หวาดไหวทีเดียว และเมื่อเขาได้รู้ได้จำสิ่งใดแล้ว เขาจะจำไว้จนตลอดชีวิต ข้อนี้เราทุกคนรู้ได้ ความรู้อันใดที่รับมาแต่เด็กๆ นั้น มันอาจจะจำติดอยู่ในใจไม่ลืมเลือนเลย แต่ความรู้ที่มารับเมื่ออายุยี่สิบปี...จำไว้ยากเต็มที สมองของเด็กยังไม่มีอะไรเข้าไปทำให้ยุ่ง จึงรับและเก็บอะไรไว้ได้ดีเสมอ

เมื่อท่านทราบความจริงข้อนี้แล้ว โปรดระลึกไว้เสมอว่า ลูกน้อยของฉัน...ไม่มีความเป็นอิสระในตัวเอง ไม่เดียงสาอะไรๆ ฉันจึงต้องระวังลูกของฉันให้มาก ฉันต้องให้ความดีทั้งทางกายทางใจแก่เขา...ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อนาคตของลูกฉันอยู่ที่ฉันเอง

ถ้าพูดกันถึงสิ่งแวดล้อมของเด็ก มารดา บิดา เป็นสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ชิดเด็กที่สุด เป็นผู้มีอิทธิพลสูงในทางชักจูงจิตใจของเด็กให้เป็นอะไรไปก็ได้

ในทางพุทธศาสนาจึงมีคำกล่าวไว้ว่า...มารดาบิดาเป็นครูคนแรกของบุตรธิดา เป็นผู้ถ่ายทอดอะไรๆ ให้แก่บุตรธิดามากเหลือเกิน คนโบราณจึงกล่าวว่า "ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่" อันเป็นคำพังเพยที่ไม่มีใครคัดค้านแม้แต่น้อย

ปกติของเด็กๆ นั้น เขายังไม่มีอะไรที่จะกล่าวได้ว่าเป็นมายา เป็นความเท็จ เป็นความหลอกลวง เป็นความขลาดกลัว เป็นความริษยา ความอาฆาต ตามแบบที่ผู้ใหญ่มีกันเป็นส่วนมาก เขาจะมีแต่อาการตรงไปตรงมาเท่านั้นเอง เรื่องของเขาจึงไม่สลับซับซ้อน เป็นเรื่องที่อ่านได้อย่างง่ายๆ

แต่ถ้ามีอะไรที่ผิดปกติเกิดขึ้นในใจของเด็ก เช่น ความโกรธ ความริษยา ความขลาดกลัวต่างๆ เกิดขึ้น นั่นก็เกิดมาจากการรับมรดกจากมารดา บิดา หรือจากพี่เลี้ยงทั้งหลายผู้เป็นสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ชิดตัวเด็กนั่นแหละ เป็นการรับการถ่ายทอดโดยมิได้ตั้งใจ แต่ได้รับเอาและฝังไว้จนตลอดอายุของเด็ก ถ้าไม่แก้ไขเสียโดยเร็ว เขาก็จะติดนิสัยชั่วเหล่านั้น มารดาบิดาจึงเป็นตัวการสำคัญ ในการสร้างความดีและความชั่วของเด็ก

การอบรมบ่มนิสัยของเด็กมิใช่เป็นงานเบา

การทำให้เกิดมานั้น...ไม่ยาก

ดังสำนวนของนักเทศน์ผู้หนึ่งกล่าวว่า การทำคนไม่ยากอะไรดอกประเดี๋ยวเดียวก็ได้แล้ว แต่การทำให้เขาเป็นมนุษย์นี่สิยาก ต้องใช้เวลานานจึงจะได้ผล มนุษย์คือผู้มีจิตใจสูง พ้นจากระดับของความชั่วร้าย

การอบรมเด็กก็เพื่อสร้างนิสัยให้เด็กเป็นคนดีตามที่เราต้องการเป็นงานหนักมิ ใช่น้อย เป็นหน้าที่ที่มารดาบิดาพึงกระทำ จึงไม่ควรเบื่อหน่ายต่องานนี้ จงมีความพอใจ ความเบิกบานใจ และเป็นสิ่งที่ต้องทำเรื่อยไปด้วยความคิดชอบประกอบด้วยเหตุผลเสมอเถิด

วิธีการอบรมเด็กให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้เลี้ยง หรือว่าบิดามารดานั้น เป็นการยากที่จะวางหลักเกณฑ์ตายตัวลงไปว่า ต้องทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ บอกได้แต่หลักสำคัญอันเกี่ยวแก่อำนาจทางจิตใจของเด็ก เป็นการบอกไว้อย่างกว้างๆ ที่เหลือไว้ก็เป็นหน้าที่ของความฉลาดไหวพริบของมารดาบิดาและความเอาใจใส่ ดูแล

จงศึกษาธรรมชาติของเด็กของท่านให้เข้าใจ แล้วคิดหาทางแก้ไขว่าควรทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับการเป็นอยู่ของเด็กนั้นๆ ก็พอจะพบช่องทางในการที่จะอบรมเด็กของท่านให้เป็นคนดีได้

เรื่องที่ควรพูดย้ำกับท่านอีกหน่อย ก็คือ ท่านมารดา บิดา เป็นกระจกเงาของเด็ก เด็กของใคร...ก็ถือเอาของคนนั้นเป็นกระจกเงาเขารับอะไรจากท่านทุกวินาที การกระทำอันใดของท่านต่อหน้าเด็ก อย่านึกว่ามันจะไม่เป็นภาพประทับลงไปในใจของเด็ก และสร้างอะไรขึ้นในใจของเด็กเป็นอันขาด แต่จงนึกว่า การกระทำของพ่อแม่คือการพิมพ์ภาพลงในใจของเด็ก จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเสมอ

ลูกของท่าน...

ควรอยู่ในความรับผิดชอบของท่านเท่านั้น

พี่เลี้ยง นางนมเป็นแต่ผู้ช่วยเหลือ

แต่ความรับผิดชอบอยู่ที่ท่านสองคน

อย่าละเลยต่อหน้าที่โดยตรงของท่าน

เพราะผลที่เกิดขึ้นในอนาคต...

จะต้องเป็นของลูกท่านและของตัวท่านเองทั้งหมด

ถ้าลูกดี...เขาก็ว่าพ่อแม่ให้การอบรมดี

ถ้าลูกชั่ว..เขาก็ว่าพ่อแม่มันไม่ดี ลูกมันจึงเป็นอย่างนั้น

ขออย่าให้ท่านต้องร้อนใจในภายหลัง

เพราะเขาด่าว่าพ่อแม่มันไม่ดีในเรื่องการอบรมลูกเลย.

พ่อ...แม่ เป็นสัมมาทิฏฐิ

ตั้งอยู่ในศีลในธรรม เคร่งครัดต่อศาสนา

เด็กก็เป็นคนอยู่ในศีลในธรรม

...เหมือนพ่อ...เหมือนแม่

แต่ถ้าพ่อแม่เดินนอกศีล นอกธรรม

...ลูกก็เป็นเช่นนั้น

นี่แหละเขาเรียกว่า "ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น"

โลกเราดีงามในกาลต่อไปอย่างไรนั้น

ก็เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับพ่อแม่ในปัจจุบันนี้เป็นสำคัญ

โลกจะน่าอยู่ก็เพราะชาวโลกเป็นคนดี

...มารดาบิดา...

จึงควรทำหน้าที่สร้างคนดีให้ออกมาอยู่ในโลกให้มากขึ้น

สัญชาตญาณของเด็ก

ท่านพ่อแม่ที่นับถือทั้งหลาย...

ใน วันก่อน...ได้พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับความโน้มน้อมของเด็กให้ท่านฟังแล้ว ข้อความในตอนก่อนได้ชี้ให้ท่านเห็นว่า เด็กเป็นผู้ไม่เดียงสาเขาสามารถรับอะไรๆ จากผู้ใหญ่หรือสิ่งแวดล้อมได้เสมอ จึงเป็นความจำเป็นที่ท่านผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเด็กจะพึงระมัดระวังให้ มากสักหน่อย อย่าได้กระทำอะไรๆ ให้เด็กของท่านเห็นและรับไว้ในทางที่ไม่ดีเป็นอันขาด วันนี้จะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติของเด็กต่อไป...

ในทางพุทธศาสนาสอนให้เราเข้าใจชีวิตว่า ชีวิตของคนเราประกอบด้วยสิ่งสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ รูปกับนาม หรือกายกับใจ สิ่งทั้งสองประการนี้รวมกันเข้าประกอบเป็นคนมีชีวิต อาศัยมารดาบิดาเป็นผู้สร้างสรรค์ มารดาบิดาจึงเป็นเทพเจ้าผู้สร้างบุตรนั่นเอง

ร่างกายเป็นส่วนผสมอันเกิดจากนานาวัตถุมากมายหลายประการ และจะเป็นปกติอยู่ได้ก็เพราะมีวัตถุประกอบด้วยเช่นกัน เราจึงต้องกินอาหารเพื่อความดำรงอยู่ของร่างกาย แต่สำหรับเด็กๆ นั้นกินอาหารเพื่อความเติบโตของร่างกาย ด้วยการเลี้ยงดู ซึ่งมารดาบิดาของเด็กทุกท่านได้ทำกันอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่ถูกต้องตามหลักการ ก็พอพาลูกของท่านให้เติบโตขึ้นมาได้ ส่วนการเลี้ยงทางใจยังบกพร่องอยู่มาก

คนเราจะมีชีวิตอยู่โดยเพียงแต่มีร่างกายไม่ได้

แต่ต้องมีใจประกอบเข้าด้วย

ใจกับกายจึงต้องอาศัยกันเป็นอยู่เสมอไป

ผู้เขียน:
ไต้ ตามทางแม่พิมพ์ของลูกท่านพ่อแม่ที่นับถือทั้งหลาย...จงจำไว้ว่า...เด็กมีความสังเกต ความจำอย่างว่องไวที่สุดและมีปกติอยากรู้อยากเห็นในทุกสิ่งที่ผ่านประสาททั้งห้าของเขาถ้าหากเขาสามารถพูดออกมาเป็นถ้อยคำได้ ท่านคงตอบคำถามเขาไม่หวาดไหวทีเดียว และเมื่อเขาได้รู้ได้จำสิ่งใดแล้ว เขาจะจำไว้จนตลอดชีวิต ข้อนี้เราทุกคนรู้ได้ ความรู้อันใดที่รับมาแต่เด็กๆ นั้น มันอาจจะจำติดอยู่ในใจไม่ลืมเลือนเลย แต่ความรู้ที่มารับเมื่ออายุยี่สิบปี...จำไว้ยากเต็มที สมองของเด็กยังไม่มีอะไรเข้าไปทำให้ยุ่ง จึงรับและเก็บอะไรไว้ได้ดีเสมอเมื่อท่านทราบความจริงข้อนี้แล้ว โปรดระลึกไว้เสมอว่า ลูกน้อยของฉัน...ไม่มีความเป็นอิสระในตัวเอง ไม่เดียงสาอะไรๆ ฉันจึงต้องระวังลูกของฉันให้มาก ฉันต้องให้ความดีทั้งทางกายทางใจแก่เขา...ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อนาคตของลูกฉันอยู่ที่ฉันเองถ้าพูดกันถึงสิ่งแวดล้อมของเด็ก มารดา บิดา เป็นสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ชิดเด็กที่สุด เป็นผู้มีอิทธิพลสูงในทางชักจูงจิตใจของเด็กให้เป็นอะไรไปก็ได้ในทางพุทธศาสนาจึงมีคำกล่าวไว้ว่า...มารดาบิดาเป็นครูคนแรกของบุตรธิดา เป็นผู้ถ่ายทอดอะไรๆ ให้แก่บุตรธิดามากเหลือเกิน คนโบราณจึงกล่าวว่า "ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่" อันเป็นคำพังเพยที่ไม่มีใครคัดค้านแม้แต่น้อยปกติของเด็กๆ นั้น เขายังไม่มีอะไรที่จะกล่าวได้ว่าเป็นมายา เป็นความเท็จ เป็นความหลอกลวง เป็นความขลาดกลัว เป็นความริษยา ความอาฆาต ตามแบบที่ผู้ใหญ่มีกันเป็นส่วนมาก เขาจะมีแต่อาการตรงไปตรงมาเท่านั้นเอง เรื่องของเขาจึงไม่สลับซับซ้อน เป็นเรื่องที่อ่านได้อย่างง่ายๆแต่ถ้ามีอะไรที่ผิดปกติเกิดขึ้นในใจของเด็ก เช่น ความโกรธ ความริษยา ความขลาดกลัวต่างๆ เกิดขึ้น นั่นก็เกิดมาจากการรับมรดกจากมารดา บิดา หรือจากพี่เลี้ยงทั้งหลายผู้เป็นสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ชิดตัวเด็กนั่นแหละ เป็นการรับการถ่ายทอดโดยมิได้ตั้งใจ แต่ได้รับเอาและฝังไว้จนตลอดอายุของเด็ก ถ้าไม่แก้ไขเสียโดยเร็ว เขาก็จะติดนิสัยชั่วเหล่านั้น มารดาบิดาจึงเป็นตัวการสำคัญ ในการสร้างความดีและความชั่วของเด็กการอบรมบ่มนิสัยของเด็กมิใช่เป็นงานเบาการทำให้เกิดมานั้น...ไม่ยากดังสำนวนของนักเทศน์ผู้หนึ่งกล่าวว่า การทำคนไม่ยากอะไรดอกประเดี๋ยวเดียวก็ได้แล้ว แต่การทำให้เขาเป็นมนุษย์นี่สิยาก ต้องใช้เวลานานจึงจะได้ผล มนุษย์คือผู้มีจิตใจสูง พ้นจากระดับของความชั่วร้ายการอบรมเด็กก็เพื่อสร้างนิสัยให้เด็กเป็นคนดีตามที่เราต้องการเป็นงานหนักมิ ใช่น้อย เป็นหน้าที่ที่มารดาบิดาพึงกระทำ จึงไม่ควรเบื่อหน่ายต่องานนี้ จงมีความพอใจ ความเบิกบานใจ และเป็นสิ่งที่ต้องทำเรื่อยไปด้วยความคิดชอบประกอบด้วยเหตุผลเสมอเถิดวิธีการอบรมเด็กให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้เลี้ยง หรือว่าบิดามารดานั้น เป็นการยากที่จะวางหลักเกณฑ์ตายตัวลงไปว่า ต้องทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ บอกได้แต่หลักสำคัญอันเกี่ยวแก่อำนาจทางจิตใจของเด็ก เป็นการบอกไว้อย่างกว้างๆ ที่เหลือไว้ก็เป็นหน้าที่ของความฉลาดไหวพริบของมารดาบิดาและความเอาใจใส่ ดูแลจงศึกษาธรรมชาติของเด็กของท่านให้เข้าใจ แล้วคิดหาทางแก้ไขว่าควรทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับการเป็นอยู่ของเด็กนั้นๆ ก็พอจะพบช่องทางในการที่จะอบรมเด็กของท่านให้เป็นคนดีได้เรื่องที่ควรพูดย้ำกับท่านอีกหน่อย ก็คือ ท่านมารดา บิดา เป็นกระจกเงาของเด็ก เด็กของใคร...ก็ถือเอาของคนนั้นเป็นกระจกเงาเขารับอะไรจากท่านทุกวินาที การกระทำอันใดของท่านต่อหน้าเด็ก อย่านึกว่ามันจะไม่เป็นภาพประทับลงไปในใจของเด็ก และสร้างอะไรขึ้นในใจของเด็กเป็นอันขาด แต่จงนึกว่า การกระทำของพ่อแม่คือการพิมพ์ภาพลงในใจของเด็ก จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเสมอลูกของท่าน...ควรอยู่ในความรับผิดชอบของท่านเท่านั้นพี่เลี้ยง นางนมเป็นแต่ผู้ช่วยเหลือแต่ความรับผิดชอบอยู่ที่ท่านสองคนอย่าละเลยต่อหน้าที่โดยตรงของท่านเพราะผลที่เกิดขึ้นในอนาคต...จะต้องเป็นของลูกท่านและของตัวท่านเองทั้งหมดถ้าลูกดี...เขาก็ว่าพ่อแม่ให้การอบรมดีถ้าลูกชั่ว..เขาก็ว่าพ่อแม่มันไม่ดี ลูกมันจึงเป็นอย่างนั้นขออย่าให้ท่านต้องร้อนใจในภายหลังเพราะเขาด่าว่าพ่อแม่มันไม่ดีในเรื่องการอบรมลูกเลย.พ่อ...แม่ เป็นสัมมาทิฏฐิตั้งอยู่ในศีลในธรรม เคร่งครัดต่อศาสนาเด็กก็เป็นคนอยู่ในศีลในธรรม...เหมือนพ่อ...เหมือนแม่แต่ถ้าพ่อแม่เดินนอกศีล นอกธรรม...ลูกก็เป็นเช่นนั้นนี่แหละเขาเรียกว่า "ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น"โลกเราดีงามในกาลต่อไปอย่างไรนั้นก็เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับพ่อแม่ในปัจจุบันนี้เป็นสำคัญโลกจะน่าอยู่ก็เพราะชาวโลกเป็นคนดี...มารดาบิดา...จึงควรทำหน้าที่สร้างคนดีให้ออกมาอยู่ในโลกให้มากขึ้นสัญชาตญาณของเด็กท่านพ่อแม่ที่นับถือทั้งหลาย...ใน วันก่อน...ได้พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับความโน้มน้อมของเด็กให้ท่านฟังแล้ว ข้อความในตอนก่อนได้ชี้ให้ท่านเห็นว่า เด็กเป็นผู้ไม่เดียงสาเขาสามารถรับอะไรๆ จากผู้ใหญ่หรือสิ่งแวดล้อมได้เสมอ จึงเป็นความจำเป็นที่ท่านผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเด็กจะพึงระมัดระวังให้ มากสักหน่อย อย่าได้กระทำอะไรๆ ให้เด็กของท่านเห็นและรับไว้ในทางที่ไม่ดีเป็นอันขาด วันนี้จะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติของเด็กต่อไป...ในทางพุทธศาสนาสอนให้เราเข้าใจชีวิตว่า ชีวิตของคนเราประกอบด้วยสิ่งสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ รูปกับนาม หรือกายกับใจ สิ่งทั้งสองประการนี้รวมกันเข้าประกอบเป็นคนมีชีวิต อาศัยมารดาบิดาเป็นผู้สร้างสรรค์ มารดาบิดาจึงเป็นเทพเจ้าผู้สร้างบุตรนั่นเองร่างกายเป็นส่วนผสมอันเกิดจากนานาวัตถุมากมายหลายประการ และจะเป็นปกติอยู่ได้ก็เพราะมีวัตถุประกอบด้วยเช่นกัน เราจึงต้องกินอาหารเพื่อความดำรงอยู่ของร่างกาย แต่สำหรับเด็กๆ นั้นกินอาหารเพื่อความเติบโตของร่างกาย ด้วยการเลี้ยงดู ซึ่งมารดาบิดาของเด็กทุกท่านได้ทำกันอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่ถูกต้องตามหลักการ ก็พอพาลูกของท่านให้เติบโตขึ้นมาได้ ส่วนการเลี้ยงทางใจยังบกพร่องอยู่มากคนเราจะมีชีวิตอยู่โดยเพียงแต่มีร่างกายไม่ได้แต่ต้องมีใจประกอบเข้าด้วยคอลัมน์ ธรรมะไต้ธรรมาสน์ ไต้ ตามทาง
ที่มา:
ข่าวสด [1]

Source URL: http://www.phrathai.net/node/776

Links:
[1] http://www.matichon.co.th/khaosod/