Published on phrathai.net (http://www.phrathai.net)
เขาพระวิหาร ในงานโบราณคดี
By เก้า
ตั้งเมื่อ 03/23/2008 - 19:08

ส่วนหนึ่งของปราสาทที่พังทลาย - อาจารย์รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล

ข้อพิพาทกรณี "ประสาทเขาพระวิหาร" โบราณสถานชื่อดัง ที่กัมพูชายื่นเสนอขอเป็นมรดกโลกต่อองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) แต่ฝ่ายไทยไม่ยอม เพราะกัมพูชาอ้างสิทธิจัดการแต่เพียงผู้เดียว คงต้องว่ากันอีกยาว โดยในช่วงเดือนมิ.ย.ปีนี้ ยูเนสโกจะมีการประชุมถึงเรื่องนี้กันอีกครั้ง


แต่ครั้งนี้จะละข้อพิพาทไว้ จะมุ่งเฉพาะเรื่องในเชิงโบราณคดีของเขาพระวิหาร โดยนายรุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่นำผลการศึกษาและภาพถ่ายต่างของปราสาทมาบรรยายที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร


อาจารย์รุ่งโรจน์เริ่มว่า การบรรยายครั้งนี้ไม่มีรายงานของการขุดแต่ง เพื่อศึกษาบนปราสาทเขาพระวิหารเลย การขุดแต่งที่เขาพระวิหารทำครั้งสุดท้ายเมื่อปีพ.ศ.2502 หลังจากไม่ได้ขุดค้นอีกเลย แต่มีการสำรวจทางโบราณคดีของกรมศิลปากร

ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นประสาทหินศิลาแลง เป็นโบราณสถานสมัยขอมโบราณ ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก สูงจากพื้นดิน 547 เมตร และสูงจากน้ำทะเล 657 เมตร ตัวปราสาทจะอยู่บริเวณชะง่อนผา จ.พระวิหาร ประเทศกัมพูชา ติดชายแดนไทยที่ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ อยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร นับเป็นปราสาทขอมสำคัญแห่งหนึ่งทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ และการก่อสร้างเทวสถาน

เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับตัวปราสาทเขาพระวิหาร ที่นานมาแล้วถึงปัจจุบันนับได้ 100 ปี ผลงานชิ้นแรกเรื่องจารึกภาษาสันสกฤตอาณาจักรกัมพูชา ส่วนในประเทศไทยก็มีเขียนไว้ของ ศ.ศิลป์ พีระศรี และเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ศาสนบรรพตที่โดดเด่นที่สุดในภาคพื้นอาคเนย์ ของ ศ.ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์

หินแกะสลักนาคเศียรโล้น

หน้าบันเขาพระวิหาร

ทางขึ้นเขาพระวิหาร

อาจารย์รุ่งโรจน์ กล่าวว่า แต่การนำเสนอในครั้งนี้ อาจจะมีมุมมองที่ต่างจากครูรุ่นเก่าๆ เนื่องจากมีข้อมูลเพิ่มขึ้น ตัวปราสาทเขาพระวิหาร ตามประวัติศาสตร์รุ่นหลัง มีการกล่าวถึงกัมพูชาฉบับนพรัตน์ คือกล่าวในเชิงตำนานความเชื่อ และมีภาพสลักบนหินหน้าบัน เช่น รูปพระศิวะปราบช้าง พระวิษณุทรงครุฑ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังพบจารึกในหลักศิลาปราสาทเขาพระวิหาร สลักบนเหลือบประตู แบ่งออกเป็น 2 สมัยหลักๆ คือ 1.สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และ 2.พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทำให้กำหนดอายุของตัวประสาทเขาพระวิหารได้ค่อนข้างง่าย แต่มีปัญหาอยู่อีก เพราะหลักจารึกตัวสุดท้ายมีนักวิชาการมองต่างกัน บางคนบอกว่าสร้างรุ่นพระเจ้ายโสวรมันที่ 1 และน่าจะอยู่สมัยร่วมรุ่นพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ซึ่งนักวิชาการไทยจะเชื่อว่าสร้างในสมัยพระเจ้ายโสวรมันที่ 1

อีกทั้งพบว่าจารึกสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 มีการสร้างศาสนสถานไว้หลายแห่ง คือ ปราสาทพนมบาเค็ง, ประสาทพนมชีซอร์, ปราสาทเขาพระวิหาร หรือเรียกในภาษาเขมรว่า "ศรีศิขเรศวร" โดยมีรูปเคารพ คือพระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ที่นิยมสร้างบนภูเขาสูงเป็นสำคัญ

ทับหลังปราสาทเขาพระวิหาร

ระเบียบคด

ทับหลังที่งดงามอีกจุด

โดยพบจารึกคำว่า "ปาสเขมา ไท" แปลว่า "ไทดำ" มีอยู่ในบรรทัดสุดท้าย แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าหมายถึงอะไร

ส่วนตัวปราสาทพระวิหาร หันหน้าไปทางทิศเหนือ มีนักวิชาการบางคนบอกว่าที่หันไปทางทิศเหนือ เพราะพื้นที่จำกัด ขณะที่บางคนบอกว่าเป็นการแสดงสัญลักษณ์ของการแผ่อำนาจเข้าไปดินแดนภาคอีสาน ของไทย

ภายในตัวปราสาทยังพบว่า ตรงปลายทางมีสระน้ำขนาดใหญ่ เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม หรือไม่ก็ใช้สำหรับอุปโภคบริโภค จะคล้ายกับปราสาทหินสด็อกก๊อกธม จ.สระแก้ว

ตำแหน่งหอบรรณาลัยจะไม่หันหน้าเข้าสู่ตัวประสาท เหมือนกับปราสาทอื่นๆ ในเขมร แต่จะหันหน้าชนกัน เพราะพื้นที่จำกัด ส่วนทางขึ้นเข้าไปตัวปราสาทพระวิหาร จะเห็นพญานาคเศียรโล้น เป็นศิลปะแบบบาปวน และลำตัวจะยาวเป็นราวสะพาน คือสัญลักษณ์ของ "สะพานสายรุ้ง" เชื่อว่าเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์

ทางเข้าสู่ประสาทประธาน มีโคปุระคั่นอยู่ 5 ชั้น ชั้นที่ 1 หรือถ้านับทางไทยชั้นที่ 3 สันนิษฐานว่าเป็นหลังคาไม้มุงกระเบื้อง ตัวหน้าบันปราสาทมี 2 อย่างปนกัน คือแบบกรวยระกา เหมือนจั่วสามเหลี่ยม ตรงปลายจะมีรูปตัวมะกรแบบอินเดีย แต่จะลดรูปพบว่ามีงวงม้วน ส่วนทางเดินจะปักเสานางเรียงเป็นต้นๆ จะแปลกจากที่อื่น เพราะจะไม่มีพญานาคเลื้อยขนาบข้าง เหมือนกับปราสาทหินพนมรุ้ง

ส่วนตัวปราสาทพระวิหาร ไม่สามารถศึกษาได้ เพราะพังทลายหมดแล้ว เหลือแต่มณฑปที่ยื่นออกมาข้างหน้า ส่วนเสาจะไม่ทำเสาหลอกเหมือนปราสาทเขาพนมรุ้ง แต่จะทำแบบเกลี้ยงๆ ในประเทศกัมพูชาปราสาทต่างๆ จะเห็นเสาแบบนี้ปรากฏอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ยังพบว่าตัวปราสาท สันนิษฐานว่าด้านข้างจะมีปราสาทหลังเล็ก หรือไม่บนปราสาทจะมีพระปรางค์เล็กๆ ประดับมุม

โดยส่วนตัวมองว่าน่าจะเป็นปราสาทหลังเดี่ยวๆ ส่วนปราสาทชั้นบนมีนักวิชาการพบว่า มีปราสาทจำลองอยู่ โดยพบภาพในหนังสือของ ม.ร.ว.สุริยวุฒิ ทำให้เราศึกษาง่ายขึ้น และมั่นใจว่ามีการทำประสาทจำลองประดับมุม

ส่วนกลีบขนุนนาคปรกที่พบตกอยู่ เห็นว่ามีที่ปราสาทหินสด็อกก๊อกธม เช่นกัน สันนิษฐานว่าสร้างหลังจากเขาพระวิหารไม่เกิน 20 ปี ตัวเขาพระวิหารยังคงใช้ประสาทจำลองประดับมุมอยู่ ต่อมาเปลี่ยนมาใช้พญานาคประดับชั้นบนของตัวประสาทประธาน และลดปริมาณตัวเนื้อหิน เพื่อให้รับน้ำหนักได้ ส่วนที่พบเห็นรูๆ บนตัวปราสาท สันนิษฐานว่าช่างสมัยนั้นทำเพื่อชักรอกศิลาในการก่อสร้าง

ในแง่โบราณคดี ประสาทหินเขาพระวิหาร ยังมีคุณค่า และเรื่องราวให้ศึกษากันต่อไปอีกนาน

ผู้เขียน:
นงนวล รัตนประทีป
ที่มา:
ข่าวสด [1]

Source URL: http://www.phrathai.net/node/728

Links:
[1] http://www.matichon.co.th/khaosod/