ร่าง
บันทึกหลักการและเหตุผล
ประกอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
พ.ศ. ....
หลักการ
เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
เหตุผล
คนไทยทั้งปวงล้วนมีความปรารถนาอย่างเดียวกัน คือ ต้องการอยู่ในสังคมที่ดีงามและมีความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน สังคมที่ดีงามและอำนวยประโยชน์สุขร่วมกันต้องเป็นสังคมที่มีจิตสำนึกทางคุณธรรมและจริยธรรมสูง สังคมที่ถือเงินเป็นตัวตั้งโดยขาดจิตสำนึกทางคุณธรรมและจริยธรรมจะนำไปสู่ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมและเกิดปัญหาสังคมต่าง ๆ ตามมามากมายทั้งปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ ปัญหาอบายมุขสิ่งเสพติด ปัญหาความรุนแรง ปัญหาในกลุ่มเยาวชน ตลอดจนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน และโดยที่กลไกที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอและเหมาะสมต่อการสร้างเสริมสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม จึงสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมคุณธรรมซึ่งกำหนดมาตรการ กลไกที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการและเป็นเอกภาพ ตลอดจนการสร้างกลไกอื่นเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งแก่องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านคุณธรรมและจริยธรรม ทั้งนี้ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมนำการพัฒนา อันจะนำมาซึ่งความสุขความเจริญอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
..................................
ร่าง
พระราชบัญญัติส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
พ.ศ. ....
..................................
..................................
................................................................................................................
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
................................................................................................................
...............................
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ...."
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
"คุณธรรม" หมายความว่า สิ่งที่มีคุณค่า มีประโยชน์ เป็นความดีงาม เป็นมโนธรรม เป็นเครื่องประคับประคองใจให้เกลียดความชั่ว กลัวบาป ใฝ่ความดี เป็นเครื่องกระตุ้นผลักดันให้เกิดความรู้สึกรับผิดชอบ เกิดจิตสำนึกที่ดีมีความสงบเย็นภายใน และเป็นสิ่งที่ต้องอบรมโดยเฉพาะเพื่อให้เกิดขึ้นและเหมาะสมกับความต้องการของสังคม
"จริยธรรม" หมายความว่า กรอบหรือแนวทางอันดีงามที่พึงปฏิบัติซึ่งกำหนดไว้สำหรับสังคม เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม เกิดความสงบร่มเย็นเป็นสุข เกิดความรักสามัคคี เกิดความอบอุ่น มั่นคงและปลอดภัยในการดำรงชีวิต เช่น ศีลธรรม กฎหมาย ธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น
"สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ" หมายความว่า กระบวนการที่ให้ประชาชน และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้อย่างใช้ปัญญาและสมานฉันท์ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของประชาชน โดยจัดให้มีการประชุมอย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม
"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
"กรรมการ" หมายความว่า กรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
"คณะกรรมการบริหารสำนักงาน" หมายความว่า คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
"กรรมการบริหารสำนักงาน" หมายความว่า กรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
"สำนักงาน" หมายความว่า สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
"ผู้อำนวยการ" หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ
มาตรา ๕ ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยอาจจัดให้มีการประชุมสมัชชาคุณธรรมระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่นได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้จะต้องประกาศให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวันประชุม
สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติประกอบด้วย องค์กรสมาชิกที่ปฏิบัติงานด้านการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม ได้แก่ องค์กรภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม รวมทั้งชุมชนท้องถิ่น การประชุมและคุณสมบัติขององค์กรสมาชิกให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๖ สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติมีวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลสถานการณ์ของสังคมเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรม อบายมุขและสิ่งเสพติด ตลอดจนเสนอนโยบาย ยุทธศาสตร์ มาตรการและแนวทางในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งการป้องกันแก้ไขปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติด ต่อรัฐบาล และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) พิจารณาเสนอความเห็นในการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ
(๒) พิจารณาเสนอความเห็นในการจัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
(๓) เสนอแนวทางและมาตรการในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และการป้องกันแก้ไขปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติดต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณากำหนดเป็นนโยบายต่อไป
(๔) จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านคุณธรรมแห่งชาติ
สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติจะต้องประมวลข้อเสนอจากสมัชชาคุณธรรมระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่นเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดในวรรคหนึ่งด้วย
ในกรณีที่สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติมีข้อเสนอให้หน่วยงานของรัฐนำไปปฏิบัติหรือนำไปพิจารณาประกอบในการกำหนดนโยบาย ให้เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการให้บรรลุผลตามควรแก่กรณีต่อไป
หมวด ๒
ธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ
มาตรา ๗ ธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) ปรัชญาและหลักการเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรม
(๒) องค์ความรู้ด้านคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมไทย
(๓) คุณธรรมและจริยธรรมของสังคมไทยที่พึงประสงค์
(๔) จรรยาบรรณและมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมในกลุ่ม องค์การ และวิชาชีพสาขาต่าง ๆ
(๕) แนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติด
(๖) แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม
(๗) บทบาทของสถาบันทางศาสนา
(๘) บทบาทหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
มาตรา ๘ ให้คณะกรรมการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และการดำเนินงานการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งการป้องกันแก้ไขปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติด
ในการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ ให้คณะกรรมการนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติมาประกอบการพิจารณาด้วย
เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ให้คณะกรรมการทบทวนธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติอย่างน้อยทุกห้าปี
มาตรา ๙ ธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ นโยบายและแผนแม่บทเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ผูกพันหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่ของตน
หมวด ๓
คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
มาตรา ๑๐ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ" ประกอบด้วย
(๑) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ
(๒) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง
(๓) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง
(๔) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธานกรรมการคนที่สาม
(๕) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(๖) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
(๗) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสิบสี่คน ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งพนักงานในสำนักงานจำนวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์เกี่ยวกับงานส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม
มาตรา ๑๑ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) อายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์
(๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(๔) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๕) ไม่มีประวัติเสื่อมเสียในด้านคุณธรรมและจริยธรรม
มาตรา ๑๒ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระหรือในกรณีที่ได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นu3651 .นระหว่างที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่งให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว
ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งตามวาระ หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่
มาตรา ๑๓ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก
(๔) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
(๕) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๑
(๖) สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติตัดชื่ออกจากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านคุณธรรมแห่งชาติ
มาตรา ๑๔ การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม หากรองประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่ง เป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๕ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ด ังต่อไปนี้
(๑) เสนอแนะและให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
(๒) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีให้มีหรือแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรม
(๓) พิจารณาเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงและระเบียบเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
(๔) จัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ
(๕) พิจารณาเสนอแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติต่อคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติเป็นแผนแม่บท
(๖) ประสานนโยบาย และแผน และเสริมสร้างความร่วมมือในการปฏิบัติงานของภาคส่วนต่าง ๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และการรณรงค์ลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติด
(๗) พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนงานและโครงการต่าง ๆ ในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และการรณรงค์ลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติด
(๘) กำหนดมาตรการในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งการรณรงค์ลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติด
(๙) ให้คำปรึกษา แนะนำ และประสานงานแก่หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมหรือที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัตินี้
(๑๐) กำกับการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารสำนักงาน รวมทั้งกำหนดระเบียบในส่วนที่เกี่ยวข้อง
(๑๑) เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา
(๑๒) พิจารณาหรือดำเนินการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายข้อเสนอแนะหรือความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง ต้องสอดคล้องกับธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ และให้คำนึงถึงข้อเสนอแนะของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติด้วย
มาตรา ๑๖ ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่แทนคณะกรรมการหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดหรือท้องถิ่นเพื่อปฏิบัติการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๔ มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม
หมวด ๔
สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
มาตรา ๑๗ ให้จัดตั้งสำนักงานขึ้นเรียกว่า "สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ" ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี
ให้สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น
กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่ผู้อำนวยการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่u3585 .ำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าว
มาตรา ๑๘ ให้สำนักงานมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม โดยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมไทยและพัฒนานโยบายส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
(๒) เฝ้าระวังสถานการณ์ปัญหาทางสังคม ติดตามและประเมินสถานการณ์ปัญหาเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมไทย และปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติด รวมทั้งการปฏิบัติตามนโยบายและยุทธศาสตร์การส่งเสริมคุณธรรม
(๓) จัดทำรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ด้านคุณธรรมและจริยธรรม และข้อเสนอแนะต่างๆ ต่อคณะรัฐมนตรี ตลอดจนเผยแพร่สู่สาธารณะ
(๔) ดำเนินการจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมให้คณะกรรมการพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และรัฐสภา
(๕) ดำเนินการจัดประชุมสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ รวมทั้งสมัชชาคุณธรรมระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น และดำเนินการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ
(๖) ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
(๗) เป็นศูนย์ประสานงานและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์รายงาน ผลงานวิจัย ข้อมูล องค์ความรู้ งานสร้างสรรค์ หรือกิจกรรมเพื่อส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมในรูปแบบต่างๆ และการลด ละ เลิกอบายมุข สิ่งเสพติด
(๘) ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และรณรงค์การลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติด รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมและจริยธรรม และสื่อรณรงค์ต่อต้านอบายมุขและสิ่งเสพติด
(๙) สนับสนุนการฝึกอบรม พัฒนาศักยภาพขององค์กรด้านคุณธรรมและจริยธรรม
(๑๐) เสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างองค์กรสมาชิกด้วยกันเอง หรือกับบุคคลภายนอก ตลอดจนการประสานงาน ส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาเครือข่ายองค์กรคุณธรรมและจริยธรรม
(๑๑) ประสานงานกับหน่วยงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินงานเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรม
(๑๒) ให้การอุดหนุนหรือช่วยเหลือกิจกรรมเพื่อส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมและติดตามประเมินผลการดำเนินงาน
(๑๓) กระทำการใดๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้องค์กรสมาชิกของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติชุมชน หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายในทุกระดับ ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม
(๑๔) ปฏิบัติงานธุรการทั่วไปของคณะกรรมการและของคณะกรรมการบริหารสำนักงาน
(๑๕) ปฏิบัติหน้าที่ที่อื่นตามที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานมอบหมาย หรือกระทำการอื่นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงาน
มาตรา ๑๙ นอกจากอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๑๘ ให้สำนักงานมีอำนาจทำกิจการดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง หรือก่อตั้งทรัพยสิทธิต่างๆ
(๒) ก่อตั้งสิทธิ หรือทำนิติกรรมใดๆ ที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน
(๓) จัดหาและให้ทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานตามที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด
(๔) ทำความตกลงและร่วมมือกับองค์การหรือหน่วยงานอื่นทั้งในและต่างประเทศในกิจการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน
(๕) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมายเพื่อให้ดำเนินการใดๆ ที่อยู่ภายในอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน
(๖) ให้ประกาศนียบัตร หนังสือรับรอง และเครื่องหมายวิทยฐานะในกิจกรรมตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน
(๗) ว่าจ้างหรือมอบให้บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นทำกิจการต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน
(๘) รับมอบหมายหรือรับจ้างองค์กรหรือบุคคลอื่นเพื่อประกอบกิจการภายในขอบวัตถุประสงค์ของสำนักงาน
(๙) รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการบริหารสำนักงาน และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานมอบหมาย
มาตรา ๒๐ ทุนและทรัพย์สินในการดำเนินกิจการของสำนักงานประกอบด้วย
(๑) เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นทุนประเดิม
(๒) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
(๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้
(๔) ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน ค่าบริการหรือรายได้จากการดำเนินการ
(๕) เงินอุดหนุนจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
(๖) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของสำนักงานหรือที่สำนักงานได้รับตามกฎหมายอื่นหรือโดยนิติกรรมอื่น
(๗) ดอกผลที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของสำนักงานเงินทุนประเดิมตาม (๑) และเงินอุดหนุนตาม (๒) นั้น รัฐบาลพึงจัดสรรให้แก่สำนักงานโดยตรงเป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินกิจการของสำนักงาน
มาตรา ๒๑ บรรดารายได้และดอกผลตามมาตรา ๒๐ ไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
มาตรา ๒๒ ให้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งสำนักงานได้มาจากการให้ หรือจากการซื้อด้วยเงินรายได้ของสำนักงานเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงาน
ให้สำนักงานมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ จำหน่าย และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงาน
มาตรา ๒๓ การใช้จ่ายเงินของสำนักงาน ให้ใช้จ่ายไปเพื่อกิจการของสำนักงานโดยเฉพาะการเก็บรักษา และเบิกจ่ายเงินของสำนักงานให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด
มาตรา ๒๔ การบัญชีของสำนักงานให้จัดทำตามหลักสากลตามแบบและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสำนักงาน ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการบริหารสำนักงานทราบอย่างน้อยปีละครั้ง ให้มีผู้ปฏิบัติงานของสำนักงานทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะและให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการบริหารสำนักงาน ตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด
มาตรา ๒๕ ให้สำนักงานจัดทำงบดุล งบการเงิน และบัญชีทำการส่งให้ผู้สอบบัญชี ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับตั้งแต่วันที่สิ้นบัญชีทุกปี
ในทุกรอบปีบัญชี ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลภายนอกตามที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานแต่งตั้งด้วยความเห็นชอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงาน โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด แล้วทำบันทึกรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการบริหารสำนักงาน
เพื่อการนี้ ให้ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของสำนักงาน สอบถามผู้อำนวยการ ผู้ตรวจสอบภายใน พนักงานและเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน และเรียกให้ส่งสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของสำนักงานเป็นการเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น
มาตรา ๒๖ ให้มีคณะกรรมการบริหารสำนักงานคณะหนึ่ง เรียกว่า "คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ" ประกอบด้วย
(๑) ประธานกรรมการบริหารสำนักงานซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจากบุคคลที่ได้รับการสรรหาซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ รวมทั้งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนด้านการบริหารงานและด้านการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม
(๒) กรรมการบริหารสำนักงานผู้แทนจากส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนสามคน ได้แก่ ผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ และผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
(๓) กรรมการบริหารสำนักงานผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินหกคน ซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ รวมทั้งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนด้านการบริหารงานและด้านการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม
ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการบริหารสำนักงานและเลขานุการ และให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งพนักงานในสำนักงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการบริหารสำนักงานและกรรมการบริหารสำนักงานตาม (๑) และ (๓) ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๒๗ ประธานกรรมการบริหารสำนักงาน และกรรมการบริหารสำนักงานผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) อายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์
(๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๔) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
(๕)ไม่มีประวัติเสื่อมเสียในด้านคุณธรรมและจริยธรรม
มาตรา ๒๘ ประธานกรรมการบริหารสำนักงาน และกรรมการบริหารสำนักงานผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี
เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งประธานกรรมการบริหารสำนักงาน หรือกรรมการบริหารสำนักงานผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้ประธานกรรมการบริหารสำนักงาน หรือกรรมการบริหารสำนักงานผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินการต่อไป จนกว่าประธานกรรมการบริหารสำนักงาน หรือกรรมการบริหารสำนักงานผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่
ประธานกรรมการบริหารสำนักงาน หรือกรรมการบริหารสำนักงานผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งพ้นจาก ตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
มาตรา ๒๙ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ประธานกรรมการบริหารสำนักงาน และกรรมการบริหารสำนักงานผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๖ (๑) และ (๓) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) คณะกรรมการให้ออก
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๒๗
มาตรา ๓๐ ในกรณีประธานกรรมการบริหารสำนักงาน หรือกรรมการบริหารสำนักงานผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งผู้อื่นดำรงตำแหน่งแทน เว้นแต่วาระเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่แต่งตั้งประธานกรรมการบริหารสำนักงาน หรือกรรมการบริหารสำนักงานผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้ และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของประธานกรรมการบริหารสำนักงาน หรือสำนักงานกรรมการบริหารสำนักงานผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งตนแทน
ในกรณีที่ประธานกรรมการบริหารสำนักงาน หรือกรรมการบริหารสำนักงานผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการบริหารสำนักงานประกอบด้วยกรรมการบริหารสำนักงานทั้งหมดที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งประธานกรรมการบริหารสำนักงาน หรือกรรมการบริหารสำนักงานผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างตามวรรคหนึ่ง และในกรณีที่ประธานกรรมการบริหารสำนักงานพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระให้กรรมการบริหารสำนักงานเท่าที่มีอยู่เลือกกรรมการบริหารสำนักงานคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานกรรมการบริหารสำนักงานเป็นการชั่วคราว
มาตรา ๓๑ คณะกรรมการบริหารสำนักงานมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) ควบคุมดูแลการดำเนินงานของสำนักงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และกรอบอำนาจหน้าที่
(๒) เสนอแนะและให้ความเห็นต่อคณะกรรมการในเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม
(๓) กำหนดนโยบายการบริหารงาน และการจัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ รวมทั้งให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงานของสำนักงาน
(๔) อนุมัติแผนการเงิน โครงการ และงบประมาณประจำปีของสำนักงาน
(๕) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด
(๖) ควบคุมดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานทั่วไป ตลอดจนกำหนดระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับสำนักงานในเรื่องดังต่อไปนี้(ก) การบริหารงานทั่วไปของสำนักงาน การจัดแบ่งส่วนงานของสำนักงาน และขอบเขตหน้าที่ของส่วนงานดังกล่าว
(ข) การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่นของผู้อำนวยการ พนักงานและเจ้าหน้าที่
(ค) การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การถอดถอน วินัยและการลงโทษทางวินัย การออกจากตำแหน่ง การร้องทุกข์และการอุทธรณ์ลงโทษผู้อำนวยการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจ้างผู้อำนวยการ พนักงานและเจ้าหน้าที่
(ง) การบริหารและจัดการการเงิน การพัสดุ และทรัพย์สินของสำนักงาน
(จ) การจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์แก่ผู้อำนวยการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ (ฉ) ขอบเขตอำนาจหน้าที่และระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายใน(๗) กำหนดระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่คณะกรรมการมอบหมาย หรือกระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงานตามกรอบอำนาจหน้าที่
มาตรา ๓๒ การประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักงานต้องมีกรรมการบริหารสำนักงานมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารสำนักงานทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักงาน ถ้าประธานกรรมการบริหารสำนักงานไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการบริหารสำนักงานคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
ในการปฏิบัติหน้าที่ ประธานกรรมการบริหารสำนักงานหรือกรรมการบริหารสำนักงานผู้ใดมีส่วนได้เสียโดยตรง หรือโดยอ้อมในเรื่องที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานพิจารณา ให้ประธานกรรมการบริหารสำนักงานหรือกรรมการบริหารสำนักงานผู้นั้นแจ้งให้ที่ประชุมทราบ และให้ที่ประชุมพิจารณาว่ากรรมการบริหารสำนักงานผู้นั้นสมควรจะอยู่ในที่ประชุมและมีมติในการประชุมเรื่องนั้นได้หรือไม่ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการบริหารสำนักงานคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๓๓ ให้คณะกรรมการบริหารสำนักงานมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารสำนักงาน เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานมอบหมาย รวมทั้งการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารสำนักงานในระดับจังหวัดหรือท้องถิ่นเพื่อปฏิบัติงานเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๓๒ มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะอนุกรรมการบริหารสำนักงานโดยอนุโลม
มาตรา ๓๔ ให้ประธานกรรมการบริหารสำนักงาน กรรมการบริหารสำนักงาน และอนุกรรมการบริหารสำนักงานได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๓๕ ให้สำนักงานมีผู้อำนวยการคนหนึ่ง เป็นผู้บริหารกิจการของสำนักงานภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการบริหารสำนักงานเป็นผู้มีอำนาจคัดเลือก แต่งตั้งและถอดถอนผู้อำนวยการ
หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้อำนวยการให้เป็นไปตามข้อกำหนดของคณะกรรมการบริหารสำนักงาน
มาตรา ๓๖ ผู้อำนวยการต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถด้านการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมและมีประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการ
(๒) มีอายุไม่เกินหกสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันที่ได้รับการแต่งตั้ง และสามารถปฏิบัติงานให้แก่สำนักงานได้เต็มเวลา
(๓) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
(๔) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๗ (๑) (๓) (๔) และ (๕)
(๕) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับสำนักงาน
มาตรา ๓๗ ผู้อำนวยการมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) คณะกรรมการบริหารสำนักงานให้ออก
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๖
มาตรา ๓๘ ผู้อำนวยการมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
(๑) บริหารกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย กรอบอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน นโยบาย มติ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และข้อกำหนดของคณะกรรมการ และคณะกรรมการบริหารสำนักงาน
(๒) ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล การเงิน การงบประมาณและการบริหารด้านอื่นของสำนักงานตามระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และข้อกำหนดของคณะกรรมการบริหารสำนักงาน
(๓) กำหนดระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศเกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงานเท่าที่ไม่ขัดหรืแย้งกับกฎหมาย นโยบาย มติ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และข้อกำหนดของคณะกรรมการ และคณะกรรมการบริหารสำนักงาน
(๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะรัฐมนตรี คณะกรรมการ และคณะกรรมการบริหารสำนักงานมอบหมาย
มาตรา ๓๙ ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้แทนของสำนักงานในกิจการของสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก แต่ผู้อำนวยการจะมอบหมายให้บุคคลใดปฏิบัติงานในเรื่องใดแทนตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนดก็ได้
มาตรา ๔๐ ให้สำนักงานจัดทำแผนปฏิบัติการเรียกว่า "แผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ" เสนอให้คณะกรรมการบริหารสำนักงานพิจารณาเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณา ในการจัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง ให้มีการเสนอรับฟังความคิดเห็นจากสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติด้วย แผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๔๑ ให้สำนักงานประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติตามมาตรา ๔๐ โดยคำนึงถึงข้อเสนอของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ ผลการวิจัย ตลอดจนสภาพความจำเป็นและเงื่อนไขด้านสังคมของปัญหาที่หน่วยงานและภาคส่วนดังกล่าวต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยอาจจัดทำเป็นแผนระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาวตามความเหมาะสม และควรจะต้องประกอบด้วยแผนงาน โครงการ กิจกรรม และมาตรการในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) การพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมในสังคม โดยคำนึงถึงทุนทางสังคมอย่างเหมาะสม
(๒) การส่งเสริมสนับสนุน และการพัฒนาองค์กรด้านคุณธรรมและจริยธรรมให้มีประสิทธิภาพ
(๓) การส่งเสริมสนับสนุน และพัฒนาองค์กรด้านคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งเครือข่ายให้มีบทบาทในการปฏิบัติงานและทำกิจกรรมร่วมกันในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม
(๔) เรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม ตลอดจนการช่วยเหลือองค์กรด้านคุณธรรมและจริยธรรมให้สามารถดำเนินการต่อไป
มาตรา ๔๒ ให้หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ รายงานผลการดำเนินงานต่อสำนักงานอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ตามแบบรายงานที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
มาตรา ๔๓ เพื่อให้การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติตามมาตรา ๔๐ บรรลุเป้าหมายและเพื่อประโยชน์ในการประเมินผลการดำเนินงานและการจัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติดังกล่าว ให้หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่ตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมออกเผยแพร่ในส่วนที่เกี่ยวข้องและส่งให้สำนักงานเพื่อเก็บรวบรวมไว้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบาย รวมถึงการจัดทำรายงานสถานการณ์ และแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติต่อไป
มาตรา ๔๔ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาและปรับปรุงระบบปฏิบัติงานของสำนักงานให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สร้างความรับผิดชอบและความเชื่อถือแก่สาธารณชนในกิจการของสำนักงาน ตลอดจนการติดตามความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ และการตรวจสอบการดำเนินงานของสำนักงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ โครงการ และแผนงานที่ได้จัดทำไว้ ให้สำนักงานจัดให้มีการประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานตามระยะเวลาที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด แต่ต้องไม่นานกว่าสามปี
การประเมินผลตามวรรคหนึ่ง ให้จัดทำโดยสำนักงานหรือองค์กรที่เป็นกลาง ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงาน รวมทั้งรายละเอียดตามที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด
การประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงาน จะต้องแสดงข้อเท็จจริงให้ปรากฏประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาองค์กร และในรายละเอียดอื่นตามที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานได้กำหนดเพิ่มเติมขึ้น
ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเป็นการเฉพาะกาลจะจัดให้มีการประเมินเป็นครั้งคราวตามมาตรานี้ด้วยก็ได้
มาตรา ๔๕ ให้สำนักงานทำรายงานประจำปีเสนอคณะกรรมการทุกสิ้นปีงบประมาณโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารสำนักงาน รายงานนี้ให้กล่าวถึงผลงานของสำนักงานในปีที่ล่วงมาแล้ว บัญชีทำการพร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี รวมทั้งคำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายของคณะกรรมการบริหารสำนักงาน โครงการ และแผนงานที่จะจัดให้ทำในภายหน้า
มาตรา ๔๖ ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลกาu3619 .ดำเนินกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามกฎหมายและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสำนักงาน นโยบายของรัฐบาล มติคณะรัฐมนตรี มติของคณะกรรมการ และมติของคณะกรรมการบริหารสำนักงานที่เกี่ยวกับสำนักงาน เพื่อการนี้ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้สำนักงานชี้แจง แสดงความคิดเห็น ทำรายงาน หรือยับยั้งการกระทำของสำนักงานที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสำนักงาน นโยบายของรัฐบาล มติคณะรัฐมนตรี มติของคณะกรรมการ หรือมติของคณะกรรมการบริหารสำนักงานที่เกี่ยวกับสำนักงาน ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการของสำนักงานได้
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๔๗ ในวาระเริ่มแรกก่อนที่จะมีกรรมการตามมาตรา ๑๐ (๗) ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการตามมาตรา ๑๐ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) ทำหน้าที่ไปก่อนจนกว่าจะมีกรรมการตามมาตรา ๑๐ (๗)
มาตรา ๔๘ เมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม ในสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดให้เป็นของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน และเงินงบประมาณของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ในส่วนของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรมไปเป็นของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้ ให้โอนผู้ปฏิบัติงานของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรมในสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)ไปเป็นพนักงานและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔๙ ให้นำบรรดาระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับ ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรมมาใช้บังคับกับการปฏิบัติงานของสำนักงานโดยอนุโลม จนกว่าจะได้มีระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้
ให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรมอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการตาม พระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
.............................................
นายกรัฐมนตรี
ที่มา: ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย [2]
Links:
[1] http://www.phrathai.net/download/m040549.pdf
[2] http://www.bpct.org/
[3] http://www.phrathai.net/node/1311