Published on phrathai.net (http://www.phrathai.net)
เขียนตัวเต็มบรรทัด กับเรื่อง...วาจา
By ต้นหลิว
ตั้งเมื่อ 02/19/2008 - 22:52

ในแต่ละวัันเราย่อมมีปัญหาให้พบเจอมากมายอยูแล้ว
และก็รู็สึกว่าปัญหาต่างๆ มันยุ่งเหยิง วุ่นวาย จนน่าอึดอัด
แต่ปัญหา..ไม่ใช่เชือกที่ผูกไว้จะได้เอากรรไกรมาตัดทิ้ง
หรือดึงออกได้โดยง่าย มันต้องค่อยๆ แก้ทีละปม

ถ้าเรารู้จักกำหนดปัญหา จัดลำดับของเรื่องราว
เลือกทำในสิ่งที่เร่งที่สุด เลือกในเรื่องสำคัญที่สุดก่อน
อย่างนี้จะช่วยให้เราแก้ปัญหาเฉพาะข้างหน้าได้
เพราะปัญหาจะมาไม่พร้อมกัน แต่เราเองนั่นแหล่ะ..
ที่มักจะเอามันมาทับซ้อน กองทับ จนสางมันไม่ออก

ที่สำคัญ คือ การกำหนดสติเฉพาะหน้า กำหนดอารมณ์รับรู้
ในงานที่ต้องทำเท่านั้น เพราะการที่เราเอาจิตของตน
สอดส่าย หรือปล่อยให้ฟุ้งซ่านตามกิเลส สติย่อมเผลอจากหน้าที่
แล้วสิ่งที่เราทำย่อมเกิดความผิดพลาดได้ง่าย
จิตที่ละเอียด...ย่อมทำให้งานที่ทำละเอียด

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า...
อย่าพูดคุยกันในเรื่องที่ทำให้เกิดการโต้เถียง
เพราะการโต้เถียง...ทำให้ผู้พูดต้องพูดมาก
ผู้พูดมาก...ย่อมหลงลืมสติ
ผู้ลืมสติ...จิตย่อมห่างไกลจากสมาธิ

ให้ดูที่ตัวเอง แก้ที่ตัวเอง
เรื่องคนอื่น เป็นเรื่องของโลก
เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้
แต่เราสามารถทำตัวเราเองให้ดีขึ้นกว่านี้ได้

สิ่งต่างๆ ที่แต่ละคนทำ ไม่ว่าเรา หรือเขาก็ตาม
ทุกคนล้วนแต่คิดว่าสิ่งที่ตนทำนั้นดีแล้ว ถึงทำด้วยกันทั้งสิ้น
แต่จริงๆ แล้วมันดีแค่ตอนนั้น ถูกแค่ตอนนั้น
แม้แต่โจร...ขโมยของก็เพราะเห็นว่าดี สบาย ไ่ม่ต้องเหนื่อยเอง
ความคิดของเขา เรารู้ว่าเขาผิดแน่นอน
ความคิดของเรา ก็ยังไม่แน่ว่าจะใช่
ถูกที่สุด ก็ต้องความคิดของพระพุทธเจ้า
เพราะท่านตรัสแต่ความจริง เช่น อริยสัจ ๔ ไตรลักษณ์ เป็นต้น

โบราณว่าไว้...
อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยูกับมิตรให้ระวังวาจา
แค่เฉพาะคำพูด เราจะพูดให้ดีก็ได้ จะพูดให้ไม่ดีก็ได้
หรือจะพูดเพื่อให้เกิดประโยชน์ก็ได้

ในศีล ๕ มีข้อที่ว่า ไม่พูดปด...
ถ้าเราไม่ได้พูดปดก็ยังถือว่าศีลข้อนี้ยังสมบูรณ์อยู่
ส่วนเรื่องของการนินทา ว่าร้ายต่างๆ นั้น
จะว่าไปแล้วก็ถือเป็นธรรมะส่วนละเอียดขึ้น
ถ้าศีลละเอียดมากขึ้น จิตละเอียดมากขึ้น ปัญญาเห็นมากขึ้น
แม้แต่เรื่องที่รู้ว่าเป็นสิ่งที่พูดแล้วทำให้เกิดความเสียหาย
เราก็จะพลอยไม่ทำไปด้วย

ดังนั้น เราแค่กำหนดสติของเราเฉพาะหน้า อยู่กับงานของเรา...
คือสมาธิ (เวลาว่างๆ ตามรู้ลมหายใจดูบ้าง หายใจเข้ารู้อยู่ว่าเข้า
หายใจออก รู้อยู่ว่าหายใจออก) จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน
ถึงเวลางานในประจำวันที่ต้องทำ ก็ไปทำให้เต็มกำลังความสามารถ
เพราะถ้ามัวแต่ไปยินดี ก็เป็น โลภะ กับ ราคะ
ถ้าไม่ยินดีก็เป็น โทสะ กับ โมหะ

เมื่อเรารู็ว่าอันไหนดี เป็นบุญ เป็นกุศล เราก็ทำ
สิ่งไหนไม่ดี เป็นความชั่ว เราก็ละ
รู้แค่นี้ ทำแค่นี้ ก็เพียงพอจะประคับประคองชีวิตให้มีความสุขไปได้


Source URL: http://www.phrathai.net/node/604