พระธรรมกิตติเมธี เปิดการแถลงข่าวว่า ในปัจจุบันภาวการณ์ต่างๆของสังคมมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะรัฐบาลได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ไปตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2550 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนี้ก็ได้มีร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ พ.ศ...... ซึ่งใน พ.ร.บ. ฉบับนี้มีหลายมาตราที่มีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มี 49 มาตรา
มหาเถรสมาคม ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มี พระพรหมุนี เป็นประธาน ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า ควรเสนอให้มีการระงับไว้ก่อนจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง คณะกรรมการมีมตินำเสนอต่อมหาเถรสมาคมมี 4 ข้อคือ
พลเอกธงชัย เกื้อสกุล เสนอว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นอย่างยิ่ง เราคงมองเห็นภาพได้ชัดเจนว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการประกาศตั้งศาสนาใหม่โดยกลุ่มคณะบุคคล ผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้คือ นายไพบูลย์ ศิริวัฒนธรรม รัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคม เขาได้กำหนดบุคคลไว้พร้อมแล้วเรียกว่าสมัชชาแห่งชาติ ศาสนาใหม่นี้กำหนดโดยคณะบุคคล การทำหน้าที่บางอย่างมีความพิสดาร นอกจากนั้นบุคคลกลุ่มนี้ยังจะเป็นผู้กำหนดบทบาทของทุกศาสนา ที่สำคัญร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 79 ที่ว่ารัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านานและศาสนาอื่น ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อส่งเสริมคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต” รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้วทำไมต้องมีหลักคุณธรรมจริยธรรมใหม่ขึ้นมาอีก ประเด็นหนึ่งจะมีการกำหนดคุณธรรมจริยธรรมของประชาชนทุกสาขาอาชีพ ความจริงคุณธรรมจริยธรรมมีบัญญัติไว้แล้วในแต่ละศาสนา เมื่อกำหนดขึ้นมาใหม่อาจจะขัดแย้งกับคุณธรรมของศาสนาเดิม
หน้าที่ของรัฐควรจะสนับสนุนให้แต่ละศาสนาทำหน้าที่ของตนเองให้สมบูรณ์ แต่เมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศใช้ก็จะเป็นการขัดกับหลักการของรัฐ เราจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบ ขณะนี้กฤษฎีกาได้พิจารณา ส่งกลับมาพร้อมกับความเห็นสามประการ เราจะทำอย่างไรจึงจะระงับมิให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศใช้ ทางออกคือส่งหนังสือคัดค้านหรือใช้พลังพระสงฆ์ออกมาคัดค้าน
พระวิสุทธิภัทรธาดา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มจร หากดูตามวัตถุประสงค์น่าจะดี แต่เมื่อดูเนื้อหากลับเป็นไปอีกอย่าง เพราะไม่มีบุคลากรของคณะสงฆ์อยู่เลย มจร พร้อมที่จะให้การสนับสนุนการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ หากมติออกมาอย่างไรก็จะดำเนินตามนั้น เรื่องของศาสนาเป็นเรื่องของศรัทธา ไม่ใช่สิ่งที่จะออกกฎหมายมาบังคับ พระพุทธศาสนาก็มีธรรมวินัยคอยกำกับอยู่แล้ว
นายถนอม บุตรเรือง รองอธิการบดีฝ่ายการเงินและทรัพย์สิน ประการแรก มมร เห็นชอบกับมติกรรมการที่นำเสนอมหาเถรสมาคมทั้ง 4 ข้อ ใคร่ตั้งข้อสังเกตว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ตั้งคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเป็นนามธรรมมาเป็นประเด็นหลัก เมื่อเป็นนามธรรมจึงเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยาก หลักคุณธรรมจริยธรรมที่กำหนดขึ้นมาใหม่นั้นจะอยู่บนพื้นฐานของศาสนาหรือลัทธิใด อาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้กำหนดธรรมนูญแห่งชาติขึ้นมา จะใช้บังคับกับบุคคลทุกกลุ่มหรือไม่ พระสงฆ์หรือนักบวชของศาสนาอื่นๆจะต้องหันมาปฏิบัติตามธรรมนูญแห่งชาติด้วยหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นหลักศาสนาของแต่ละศาสนาจะถูกละทอดทิ้ง สมควรที่รัฐบาลควรจะจัดตั้งคณะกรรมการทบทวนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้
พระธรรมกิตติเมธี สรุปว่า การแถลงข่าววันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น โดยมี มมร มจร องค์กรชาวพุทธ เป็นแนวร่วม ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อความรู้สึก ขัดต่อจารีตประเพณีของสังคมไทย หลักคุณธรรมจริยธรรมมีอยู่แล้วในสังคม เมื่อมีร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาทุกคนจะต้องปฏิบัติ ก็จะเป็นการขัดต่อเสรีภาพของมนุษย์
ขอให้พวกเราต่อสู้ต่อไป คนที่อยากให้ออกก็พยายามเร่ง ส่วนคนที่คัดค้านก็ต้องพยายามไม่ให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมา อยากให้ทุกคนได้อ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้
เมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้ บังคับในมาตรา 48 ระบุว่าให้โอนผู้ปฏิบัติงานของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรมในสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(องค์กรมหาชน)ไปเป็นพนักงานและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้
ศูนย์ส่งเสริมฯ นี้คืออะไร ข้อมูลจาก http://www.moralcenter.or.th/ [1] ได้นำเสนอความเป็นมาของศูนย์ว่า “ท่ามกลางความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วได้ก่อให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมทางสังคมศีลธรรมจริยธรรมอย่างรุนแรง แม้ในปัจจุบันมีหน่วยงานองค์กร สถาบัน ทั้งภาครัฐและเอกชนได้จัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม อย่างหลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละองค์กรต่างได้ดำเนินการตามความถนัดและขีดความสามารถได้คุณภาพระดับหนึ่งแล้ว แต่หากองค์กรทั้งหลายได้มารวมพลังกัน ก็น่าจะทำให้เกิดกระบวนการขับเคลื่อนในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิผลสูงขึ้น
นายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ประธานคณะกรรมการนโยบายบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ได้ลงนามประกาศจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม ขึ้นเป็นหน่วยงานเฉพาะด้านหน่วยงานหนึ่ง ภายใต้สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2547 โดยมีพลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งเกษียณอายุเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548
จากนั้นนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการปัจจุบันเลื่อนเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ พลตรี จำลอง ศรีเมือง เป็นประธานที่ปรึกษา พลเอกบวร งามเกษม เป็นที่ปรึกษา พลตำรวจเอก เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิรักษาการประธานกรรมการ นายนิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นอกจากนั้นยังประกอบด้วยกรรมการผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม กรรมการผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการผู้แทนสำนักงบประมาณ กรรมการผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ กรรมการผู้แทนสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ ในการบริหารจัดการ และพัฒนาองค์ความรู้ด้านการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนการเสริมหนุนเชื่อมประสาน เพิ่มพลังเครือข่ายในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมในบริบทต่าง ๆ ในทุกภาคส่วนของสังคม ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ เลขที่ 69 อาคารวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล(CMMU) ชั้น 16-17 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร
ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติประกอบด้วย 49 มาตรา มีหลักการเหตุผลเพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติว่า “คนไทยทั้งปวงล้วนมีความปรารถนาอย่างเดียวกัน คือ ต้องการอยู่ในสังคมที่ดีงามและมีความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน สังคมที่ดีงามและอำนวยประโยชน์สุขร่วมกันต้องเป็นสังคมที่มีจิตสำนึกทางคุณธรรมและจริยธรรมสูง สังคมที่ถือเงินเป็นตัวตั้งโดยขาดจิตสำนึกทางคุณธรรมและจริยธรรมจะนำไปสู่ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมและเกิดปัญหาสังคมต่าง ๆ ตามมามากมายทั้งปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ ปัญหาอบายมุขสิ่งเสพติด ปัญหาความรุนแรง ปัญหาในกลุ่มเยาวชน ตลอดจนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน และโดยที่กลไกที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอและเหมาะสมต่อการสร้างเสริมสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม จึงสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมคุณธรรมซึ่งกำหนดมาตรการ กลไกที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการและเป็นเอกภาพ ตลอดจนการสร้างกลไกอื่นเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งแก่องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านคุณธรรมและจริยธรรม ทั้งนี้ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมนำการพัฒนา อันจะนำมาซึ่งความสุขความเจริญอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ให้ความหมายของคุณธรรมและจริยธรรมไว้ในมาตรา 3 ว่า “คุณธรรม” หมายความว่า สิ่งที่มีคุณค่า มีประโยชน์ เป็นความดีงาม เป็นมโนธรรม เป็นเครื่องประคับประคองใจให้เกลียดความชั่ว กลัวบาป ใฝ่ความดี เป็นเครื่องกระตุ้นผลักดันให้เกิดความรู้สึกรับผิดชอบ เกิดจิตสำนึกที่ดีมีความสงบเย็นภายใน และเป็นสิ่งที่ต้องอบรมโดยเฉพาะเพื่อให้เกิดขึ้นและเหมาะสมกับความต้องการของสังคม
พระมหาบุญไทย ปุญญมโน [2] มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รายงาน
ที่มา: ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย [3]
Links:
[1] http://www.moralcenter.or.th/
[2] mailto:boonthai@mbu.ac.th
[3] http://www.bpct.org/