Published on phrathai.net (http://www.phrathai.net)
นิทานหลวงพ่อมิตซูโอะ (ตอนจบ)
By นายเว็บ
ตั้งเมื่อ 08/19/2007 - 10:32

นิทานเรื่องที่ 3 คนเลี้ยงควาย

เวลาเลี้ยงควาย เราปล่อยควายให้เดินไปตามถนน เจ้าของก็เดินตามควาย สบายๆ สองข้างทางเป็นไร่นา บางครั้งควายเดินออกนอกถนน ไปกินข้าวในนาของเพื่อนบ้าน เจ้าของก็ต้องตีบ้าง กระตุกเชือกบ้าง ให้ควายกลับขึ้นมาบนถนนใหม่

เมื่อควายเรียบร้อย เดินบนถนนก็เดินตามหลังควายสบายๆ เมื่อควายเข้าไปในนากินต้นข้าว รีบดึงควายให้กลับออกมาบนถนน ทำอยู่อย่างนั้นเรื่อยๆ ไป

เจ้าของควาย คือ สติ

ควาย คือ จิต

ถนนยาวๆ คือ ลมหายใจยาวๆ

ต้นข้าว คือ นิวรณ์ 5 (กำหนัด, พยาบาท, หดหู่เซื่องซึม, ฟุ้งซ่านรำคาญ, ลังเลสงสัย)

เอาสติผูกจิตไว้กับลมหายใจ พยายามกำหนดรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า

ติดต่อกันสม่ำเสมอ เหมือนเอาสติผูกจิตไว้กับลมหายใจ ความรู้สึกอยู่ที่ไหน จิตก็อยู่ที่นั่น

เมื่อสติรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า จิตก็อยู่ที่นั่น ขาดสติเมื่อไร จิตก็คิดไปต่างๆ นานา ตามกิเลส ตามนิวรณ์ ก็รับต่อสติ กำหนดรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า

อานาปานัสสติ ขั้นที่ 1-2

เมื่อจิตคิดออกไป รีบเรียกมาอยู่ที่ลมหายใจออกยาว ลมหายใจเข้ายาว หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สบายๆ

การเจริญอานาปานัสสติ เหมือนกับคนเลี้ยงควาย คอยควบคุมควายให้เดินบนถนน หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สบายๆ

มีสติรู้อยู่กับลมหายใจ ให้ติดต่อกันตลอดสาย

ในวิสุทธิมรรค (ปกรณ์พิเศษ ข้อเขียนของพระอรรถกถาจารย์นามว่า พุทธโฆสาจารย์ เปรียบเทียบการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ ดุจคนเอาลูกวัวผูกติดกับหลัก ลูกโคเปรียบจิตของเรา หลักคือลมหายใจออกลมหายใจเข้า เชือกคือสติ แรกๆ ลูกโคก็จะดิ้นไปดิ้นมาเพื่อเป็นอิสระ แต่เมื่อมันดิ้นอย่างไรก็ไปไม่หลุด พอเหนื่อยเข้าก็หมอบอยู่กับหลักนั้นแล ฉันใดฉันนั้น วิธีการก็คล้ายกับนิทานของหลวงพ่อมิตซูโอะ ต่างแต่ของหลวงพ่อพุทธโฆสาจารย์เป็นลูกโค ของหลวงพ่อมิตซูโอะเป็นควาย

ทั้งโคทั้งควาย ผู้ฟัง (ยกเว้นผู้ดีตีนแดง) รู้จักกันดี ฟังแล้วมองเห็นภาพชัดแจ๋วแจ้งจางปาง เมื่อมองเห็นชัด การปฏิบัติก็รุดหน้า แม่นกา

นิทานเรื่องที่ 4 รีดผ้า (ทำให้จิตใจเป็นสมาธิ)

การรีดผ้า ไถเตารีดกลับไปกลับมา ผ้า เตารีด มือ สัมผัส สนิท ไม่เบาไม่หนัก

ไม่ให้ห่างกัน แม้แต่กระเบียดเดียว

ผ้าคือลมหายใจ

เตารีด คือจิตใจ

มือ คือสติ

ทำจิตให้ตั้งมั่นกับลมหายใจ อุปมาเหมือนรีดผ้า เมื่อเริ่มมีสติ จะระงับความฟุ้งซ่าน ความคิดต่างๆ นานาได้

แต่ถ้าเราสังเกตละเอียดแล้วก็เห็นได้ว่า จิตใจยังวอกแวก รับรู้สัญญาต่างๆ เช่นคำพูด รูปภาพต่างๆ รับรู้เสียง ความรู้สึกต่างๆ อยู่อย่างนั้น

เรียกว่าฟุ้งซ่านภายใน หรือฟุ้งซ่านละเอียด

อานาปานัสสติขั้นที่ 3

สติระลึกรู้ลมหายใจ 20-30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิกับลมหายใจจริงๆ ให้สติที่ระลึกรู้ลมหายใจติดต่อกัน

ลมหายใจออกตลอดสาย ลมหายใจเข้าตลอดสาย สติติดต่อกันแล้ว ก็จะเป็นสมาธิ

การกำหนดลมหายใจก็เช่นเดียวกัน ในที่สุดสมาธิก็จะเกิด จิตตั้งมั่นกับลมหายใจตลอดสาย

นิทานเรื่องที่ 5 อาบปีติ (ทำให้จิตเต็มไปด้วยปีติสุข)

บุรุษหนึ่งท่องเที่ยวในป่าน้อยใหญ่ วันหนึ่งได้พบบ่อน้ำทิพย์ เมื่อลงไปอาบ ปีติ สุข ได้เกิดขึ้น

การเจริญอานาปานัสสติ เมื่อจิตเป็นสมาธิ ปีติ สุข ที่มีอยู่ไม่มากก็น้อย ยกเอาความรู้สึก ปีติ เป็นอารมณ์กรรมฐาน (ให้จิตยึดเหนี่ยว)

สร้างกำลัง สติ สมาธิ ปัญญา โดยควบคุมปีติ

เมื่อต้องการเพิ่มปีติ ก็เพิ่มให้มากขึ้นๆๆ เมื่อมากจนจิตใจของเราเต็มไปด้วยปีติแล้ว ค่อยๆ ลดลงจนเหลือแต่สุข

เมื่อเรามีกำลังสติ สมาธิ ปัญญา เพิ่มขึ้น มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพดีแล้ว ก็จะควบคุมเวทนาได้ รักษาจิตให้อยู่เหนือเวทนาได้

เมื่อเราปฏิบัติถึงจุดนี้แล้ว จนได้ผล ผลที่ปล่อยออกมาก็คือ อาคันตุกะทุกข์ต่าง (ทุกข์ที่จรมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว) น้อยใจ เสียใจ กลัว โกรธ ฯลฯ จะหมดไป

เพราะทุกข์เกิดขึ้น ไม่ได้ตั้งอยู่นาน เราสามารถทำให้เกิดความรู้สึกดีได้ทันที โทสะก็จะหมดไป ใจดี ใจเมตตา ก็จะเข้ามาแทน

อานาปานัสสติ ขั้นที่ 5-6

ทุกครั้งที่ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า จิตจดจ่อ จิตตั้งมั่น กับความรู้สึก ปีติ สุข ระมัดระวัง ประคับประคอง รักษา ความรู้สึกดีๆ ปีติ สุข เอาไว้

จะเพิ่ม ก็หาวิธีอุบายเพิ่ม อาศัยกำลังสมาธิ กำลังปัญญา เหมือนกับน้ำที่อยู่ในใต้ดิน

ปีติ สุข ก็มีอยู่ในจิตใจของทุกคน เรามีหน้าที่หาจุด น้ำพุ ปีติ สุข ทุกครั้งที่หายใจออก หายใจเข้า

จนเรียกว่าจิตใจของเราเต็มไปด้วยปีติ สุข

เมื่อต้องการลด เอาน้ำใสมาทำให้จางๆ หน่อยก็ได้ตามใจชอบ

จิตใจของเราก็จะอิสระ จากเวทนาที่เป็นอกุศลคือ ทุกข์ใจ เดือดร้อนใจและกิเลส

นิทานเรื่องที่ 6 ลิงปอกหอมใหญ่ (วิปัสสนาคือการทิ้ง ปล่อยวาง ทุกอย่าง)

เราเอาหอมใหญ่ให้ลิงหนึ่งลูก ลิงก็ปอกเปลือกทีละชั้นๆๆ...นี่ไม่ใช่ ทิ้ง นี่ไม่ใช่ ทิ้งไป นี่ก็ไม่ใช่ ทิ้งไป นี่กินไม่ได้ นี่ก็กินไม่ได้

จนในที่สุด มันก็รู้ว่า ไม่มีอะไรกินได้ นี่ก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ใช่

ในที่สุดก็ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) มันเป็นของหนัก เราก็แบกขันธ์ 5 ไปๆ มาๆ อยู่อย่างนั้น เพราะเรามีอุปาทาน (ยึดมั่น) ในขันธ์ 5

มองไปจุดไหน มองไปที่อะไร ก็มีแต่ตัวตน มีแต่เรา มีแต่ของเราทั้งนั้น

รู้สึกว่าขันธ์ 5 เป็นเรา เป็นของเรา หนักใจ เครียด ร้องไห้กันอยู่ทุกวันนี้ เพราะอุปาทานยึดมั่นถือมั่น

ผู้เจริญวิปัสสนาก็เหมือนกัน สิ่งที่เรารู้สึกเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวเป็นตนของเรา...

อานาปานัสสติขั้นที่ 13-16

เมื่อเจริญสมถวิปัสสนากรรมฐาน เราก็เข้าไปดูๆ ก็เห็นว่า อ้อ นี่ไม่ใช่ของเรา นี่ก็ไม่ใช่ของเรา เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ปล่อยวางไป ยึดเห็นชัดๆ แล้วปล่อยไป

ปล่อยไป...ปล่อยไป...ปล่อยไป

จิตใจเราจะเข้าถึงพุทธภาวะ ภาวะแห่งการรู้อยู่ ตื่นอยู่ เบิกบานใจ

เป็นการเทศนาโดยยกนิทานเปรียบเทียบ แม้พูดเรื่องธรรมปฏิบัติลึกซึ้ง ก็มองเห็นภาพและวิธีปฏิบัติได้ดีครับ

ปล. อาทิตย์ที่แล้ว นำนิทานสอนธรรมปฏิบัติของหลวงพ่อมิตซูโอะ แห่งปาร์แมน เอ๊ย แห่งสำนักวัดป่าสุนันทวนาราม กาญจนบุรี มาเล่าให้ฟัง หลายท่านอ่านแล้วชอบใจ ถามมาว่าจะหาได้ที่ไหน ผมมีอยู่เล่มเดียว ชื่อ ความสุขสูงสุด (ฉบับปีมะเส็ง) ถ้าอยากได้ให้ติดต่อที่มูลนิธิมายา โคตมี โทร.0-2676-3453

ผู้เขียน:
เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ที่มา:
มติชน [1]

Source URL: http://www.phrathai.net/node/6

Links:
[1] http://www.matichon.co.th/matichon/