Published on phrathai.net (http://www.phrathai.net)
สาวิกาสิกขาลัย สร้างกระแสอริยะสู่สังคม
By ขุนพลน้อย
ตั้งเมื่อ 01/14/2008 - 23:15

การเรียนรู้เพื่อเข้าใจชีวิตด้านในมากขึ้น จะทำให้เราร่าเริง รู้ตื่นและเบิกบาน มีชีวิตอย่างสงบเย็นและเป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์อย่างไม่เลือกปฏิบัติด้วย อย่างนี้เรียกว่าทันสมัย กลายเป็นผู้ที่มีเครดิตด้านใน โดยที่คนอื่นรับรองเราไม่ได้ แต่เราต้องรับรองตัวเอง

มาช่วยกันสร้างโลกให้มีอริยะ เพราะอริยะสร้างได้ อริยะคือคำตอบของโลก... !?! เริ่มต้นด้วยประโยคเช่นนี้ คงทำให้หลายคนออกอาการครุ่นคิด และพยายามค้นหาความหมาย จึงขอขยายความต่อโดยยกเอาคำกล่าวของ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถานที่ว่า...อริยะ คือประเสริฐ หากสามารถทำให้คนประเสริฐได้มากเท่าใด ก็คือคำตอบของโลก เพราะ อัจฉริยะยังไม่ใช่คำตอบ คนฉลาดอย่างเดียว แต่ไม่มีปัญญา ก็เป็นทุกข์... ผู้ที่เป็น "อริยะชน" กับ "อัจฉริยะชน" นั้น แตกต่างกันตรงนี้

แต่ก่อนที่จะก้าวสู่ความเป็นอริยะได้ เราจะอยู่อย่างไรเล่า เพื่อไม่ให้ทุกข์ ผู้รู้บอกว่า...ก็ต้องอยู่อย่างคนที่เห็นทุกข์ แต่ไม่เป็นทุกข์
คำถามที่ตามมาก็คือ การอยู่อย่างไม่ทุกข์เลยนั้น ทำได้จริงหรือ? "บางทีทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น หากเราเป็นคนที่ยืนดูทุกข์จะเห็นธรรมชาติของทุกข์ว่ามีความเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นคนที่ยืนดูจึงไม่ใช่ผู้แสดง ไม่มีทุกข์ของฉัน ไม่มีทุกข์ที่ฉันเข้าไปยึดถือได้" แม่ชีศันสนีย์ ย้ำชัดถึงการมองทุกข์อย่างเข้าใจ
และนั่นก็เป็นที่มาของวิถีแห่ง "สาวิกาสิกขาลัย" วิทยาลัยการเรียนรู้ที่มุ่งจัดการศึกษาให้คนฉลาดแต่ไม่ขาดปัญญา และเปรียบเสมือนสถานีของชีวิตที่จะทำให้คนเรารู้ทันความเป็นจริงของธรรมชาติ

หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสตร์และศิลปะแห่งชีวิต สถาบันสาวิกาสิกขาลัย เป็นการศึกษาที่จะส่งเสริมการบรรลุธรรมตามอุดมคติของพระพุทธศาสนา คือ การมีชีวิตที่สงบเย็น และ เป็นประโยชน์ด้วยการพัฒนาตนให้พ้นทุกข์ เพื่อสร้างสังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข พ้นทุกข์ร่วมกัน โดยนำหลักพุทธจิตวิทยามาเยียวยาบุคคล และสังคมที่กำลังทุกข์ เพราะการใช้ชีวิตที่ไม่เข้าใจการมีชีวิตและความตาย ทำให้สามารถตอบคำถามตัวเองได้ว่า เราเกิดมาทำไม จุดสูงสุดของชีวิตคือที่ไหน สามารถไปได้โดยวิธีใด และอย่างไร รวมแล้วเรียกว่า "ศาสตร์แห่งชีวิต"

แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ประธานมูลนิธิเสถียรธรรมสถาน และผู้อำนวยการสถาบันสาวิกาสิกขาลัย กล่าวว่าการจัดการศึกษาปัจจุบัน มักมุ่งเน้นให้ผู้เรียนบรรลุเพียงความฉลาด แต่ยังไม่บรรลุถึงปัญญาดับทุกข์ และแม้จะมีโอกาสทางการศึกษา แต่เป็นที่ น่าเสียดายว่าการศึกษากลับไม่ได้ช่วยให้รอดพ้นจากความอึดอัดคับข้องทางจิตเลย
สาวิกาสิกขาลัย จึงเป็นการศึกษาทางเลือก หรือการศึกษาที่กลับไปอยู่กับธรรมชาติอย่างเข้าใจธรรมชาติ นั่นหมายถึงธรรมชาติจากภายใน คือเข้าใจจิต อารมณ์ ความคิดตนเอง เป็นการทันความคิดแต่ไม่หลงคิด และสามารถอยู่กับโลกอย่างคนที่เผชิญกับความทุกข์ได้อย่างอาจหาญโดยธรรม

ด้วยแนวคิดข้างต้น สถาบันฯ จึงพยายามคิดวิธีการจัดการศึกษาที่จะทำให้รู้ทันกาย ใจและชีวิตสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการปฏิเสธโลก ซึ่งที่นี่ไม่ได้สอนให้ปฏิเสธโลก แต่เหมือนเป็นสถานีของชีวิต ที่จะทำให้รู้จักชีวิตชัดเจนมากขึ้น โดยวิธีการหยุดและทบทวน หายใจอย่างมีสติ เห็นตามความ เป็นจริง แล้วจะไม่อึดอัดกับความจริงนี้ เพราะรู้ว่า ความจริงที่เห็นเป็นธรรมชาติล้วนๆ นั่นเอง และผลจากการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจธรรมชาติ ก็จะทำให้เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีใจที่รู้ตื่นและเบิกบาน เป็นอริยะชนที่ถูกฝึกให้มีจิตใจที่ประเสริฐได้ ไปสู่การทำหน้าที่การงานอย่างไม่ทุกข์ เป็นมนุษย์ที่แท้จริง และไม่เป็นเหยื่อของอารมณ์ในที่สุด

"การมีความเข้าใจจากการทดลองการใช้ชีวิตอีกครั้งกับการศึกษาในสาวิกาสิกขาลัย ไม่ใช่มีแต่เรื่องปริยัติเท่านั้น แต่เป็นเรื่องความจริงของชีวิต เอาชีวิตหรือความจริงในธรรมชาติเป็นตัวตั้ง แล้ว เอาศาสตร์สมัยใหม่มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้รู้จักชีวิตกับโลกและธรรม โดยทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน กายอยู่กับโลกใจเข้าถึงธรรม ก็จะทำให้เห็นพลังชีวิตที่จะอยู่ต่อไปในโลก อยู่กับสังคมที่เห็นแก่ตัวน้อยลง ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมากขึ้น" และถ้าสังเกตให้ดี หลักสูตรพุทธศาสตร์และศิลปะแห่งชีวิต แตกต่างจากสาขาวิชาใกล้เคียงกัน อาทิ วิชาปรัชญา ที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัยทั่วไปอย่างสิ้นเชิง โดยเป็นการศึกษาที่เน้นการปฏิบัติธรรมใช่เพียงศึกษาธรรม ซึ่งมีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ลงมือทดลองทำจริงให้เห็น ผลจริง และพิสูจน์ได้จริง จึงเป็นการท้าท้ายคน รุ่นใหม่ว่าหากอยากรู้จักชีวิต ก็อย่าเพิ่งเชื่อจาก คำบอกกล่าว ทว่าให้ลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง ให้ ประจักษ์ในใจ

ที่น่าสนใจ คือ สาวิกาสิกขาลัย ยังเป็นชุนชนแห่งการเรียนรู้หรือวิทยาลัยชีวิตที่มีคนเข้ามาเรียนตั้งแต่อยู่ในท้องไปจนถึงคนที่กำลังเผชิญกับความตาย เป็นเรื่องของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย"เรียนรู้การเป็นพ่อแม่คนอย่างไรให้มีจิตประภัสสร พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ในบ้านได้อย่างไร พ่อแม่เป็นอย่างไรลูกก็จดจำอยู่ในแกนสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ได้ เซลล์สมองของลูกเติบโตพร้อมกุศลของพ่อแม่ ถ้าเราเป็นพ่อแม่ ที่เป็นอริยะลูกก็จะอยู่ในกระแสของอริยะ ดังนั้นการสร้างโลกให้เป็นอริยะ ก็ต้องเริ่มจากครอบครัว เพราะอริยะสร้างได้และต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม"

นอกจากนี้ ระหว่างการศึกษา ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง การทำจิตบำบัด อยู่กับความเจ็บป่วยอย่างไรให้ทุกข์กายแต่ไม่ทุกข์ใจ ซึ่งจะมีการฝึกปฏิบัติงานจริงในลักษณะอาสาสมัครรับใช้สังคม เป็นการมุ่งเน้นสร้างบัณฑิตที่มีจิตอาสา แล้วใช้การทำงานกับความจริงมาเป็น ความเชี่ยวชาญทำให้เกิดการทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รองรับปัญหา แต่เป็นการป้องกัน โดยใช้ประสบการณ์ตรง เมื่อคนรุ่นใหม่เข้าถึงปัญญาดับทุกข์ เครดิตที่ได้จากการเรียนหลักสูตรนี้ เป็นสิ่งที่ท้าทายตนเองว่า หากเก่งจริงก็ต้องไม่ทุกข์ เห็นว่าทุกข์เป็นเพียงสภาวธรรมหนึ่งที่มีไว้ให้เห็น แต่ไม่ได้มีไว้ให้เป็น

ดังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอน ไว้ชัดเจนว่า คนที่เห็นทุกข์แล้วไม่เป็นทุกข์ คือ คนที่เป็นอริยะ คือ การบรรลุธรรม คือการมีชีวิตที่จะศึกษาเข้าไปถึงความเป็นจริงในธรรมชาติ ด้วยใจที่ทรงไว้ซึ่งความความปกติประภัสสร กิเลสใดจรมาก็เห็น แต่ไม่เข้าไปคลุกคลี ...เห็นความเป็นไปในโลก แต่ใจไม่เป็นทุกข์นั่นเอง...

สำหรับหลักสูตรปริญญาโทพุทธศาสตร์และศิลปะแห่งการใช้ชีวิตในปีการศึกษาแรก ๒๕๕๑ นี้ รับนักศึกษาประมาณ ๓๐ คน เรียนรู้ทั้งหมด ๓๖ หน่วยกิต แบ่งเป็นรายวิชาบังคับ ๑๒ หน่วย กิต รายวิชาเอก ๑๒ หน่วยกิต และรายวิชาเลือกอีก ๓-๑๒ หน่วยกิต (สาย ก ๓ หน่วยกิต/สาย ข ๑๒ หน่วยกิต)

ภายใต้การทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เบื้องต้นจะใช้เสถียรธรรมสถาน สวนธรรมอันร่วมรื่นเป็นห้องเรียน โดยมีคณาจารย์จากทั้งภายในและต่างประเทศเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ และจะขยายโอกาสทางการศึกษาเป็นหลักสูตรนานาชาติในอนาคตอันใกล้

แม่ชีศันสนีย์ เชื่อว่ามหาบัณฑิตจากสาวิกาสิกขาลัย จะเป็นที่ต้องการของสังคม เพราะเวลานี้สังคมต้องการผู้ที่มีจิตวิญญาณเข้มแข็งไปทำงาน โดยเฉพาะการเข้าไปเป็นที่ปรึกษาในชุมชนหรือสังคมที่มีผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือคนที่ต้องการที่พึ่งทางใจ เป็นการทำงานเชิงรุก ส่วนผู้ที่มีงานทำอยู่แล้ว เมื่อจบออกไปก็จะสามารถสานงานต่ออย่างมีปัญญามากขึ้น เป็นบัณฑิตอย่างแท้จริง ที่ไม่ใช่แค่บัณฑิตที่มีเครดิตเท่านั้น ไปอยู่ที่ใด สังคมก็เป็นสุข พ้นทุกข์ร่วมกัน "ปัญหามีไหม มี แต่มีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้ทุกข์ มาเรียนที่นี่แล้วใช่ว่าไม่มีปัญหา แต่เป็นการเผชิญอย่างไม่ทุกข์ มีปัญญาไว้แก้ปัญหา อยากให้คนรุ่นใหม่รู้จักสาวิกาสิกขาลัยในฐานะที่เป็นสถานีแห่งชีวิตที่ต้องเข้ามาเรียนรู้" เรียกได้ว่าสาวิกาสิกขาลัย เป็นสถานีแห่งชีวิตที่ใช่เพียงทางผ่าน ดังคำกล่าวของแม่ชีศันสนีย์ ที่ฝากไว้เป็นข้อคิดว่า...

ชีวิตมีไว้ให้เห็น ซึ่งต้องเห็นอย่างฉลาด และไม่ขาดปัญญาเยี่ยงอริยะชน อย่าละเลยการเข้าใจชีวิตของตน แต่ควรรู้ว่าเกิดมาครั้งหนึ่งน่าจะเป็นการเกิดที่ไม่เกิดทุกข์ เพราะทุกข์มีไว้ให้เห็น แต่ไม่ได้มีไว้ให้เป็น และการเป็นคนที่อยู่กับโลกอย่างหลงโลก ถือว่าล้าสมัย แต่ควรอยู่อย่างเข้าใจโลกและพ้นโลก นั่นคือสิ่งที่สาวิกาสิกขาลัย ท้าทายคุณ...

*หากอยากรู้ว่า "ทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น" เป็นอย่างไร สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สาวิกาสิกขาลัย โทร. ๐-๒๕๑๐-๖๖๙๗,
๐-๒๕๐๙-๐๐๘๕ หรือ www.sdsweb.org [1]

ที่มา:
คมชัดลึก [2]

Source URL: http://www.phrathai.net/node/387

Links:
[1] http://www.sdsweb.org
[2] http://www.komchadluek.net/