“พระจริยานิเทศก์” หากไม่ใช่คนในแวดวงพระพุทธศาสนา น้อยคนนักที่จะรู้ว่า พระจริยานิเทศก์มีความสำคัญอย่างไร
ทั้งที่หากเจาะลึกถึงหน้าที่ของพระจริยานิเทศก์แล้วจะเข้าใจแจ่มแจ้งถึงความสำคัญ ที่มีต่องานพระพุทธศาสนาอย่างมาก โดยเฉพาะในระดับจังหวัด
เพราะมีระบุไว้อย่างชัดเจนในระเบียบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ว่าด้วยพระจริยานิเทศก์ พ.ศ.2547 ถึงหน้าที่ของพระจริยานิเทศก์
แต่น่าเสียดายที่พระจริยานิเทศก์ บางจังหวัดกลับไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะเจ้าคณะจังหวัดไม่กล้าใช้บ้าง และบางส่วนก็เกิดจากพระจริยานิเทศก์บางรูป ก็ไม่กล้าที่จะเสนอแนวทางในการพัฒนาพระพุทธ ศาสนาต่อเจ้าคณะจังหวัดเช่นกัน
การจัดประชุมสัมมนาพระจริยานิเทศก์ ประจำปี 2550 ที่วัดพระธาตุพนม จ.นครพนม ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เป็นเจ้าภาพ จึงมีเป้าหมายเพื่อปรับแนวทางในการทำงาน ของพระจริยานิเทศก์ พร้อมทั้งนำคณะเดินทางไปศึกษาแนวทางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในพื้นที่ ของประเทศเวียดนาม ซึ่ง ทีมข่าวศาสนา มีโอกาสติดตามคณะพระจริยานิเทศก์ เพื่อเกาะติดการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้วย
นางบุญศรี พานะจิตต์ รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ระบุถึงสาเหตุของการเดินทาง ไปประเทศเวียดนามครั้งนี้ว่า หลายคนอาจจะมองว่าทำไมต้องไปดูแนวทางของการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาของประเทศ ที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักของประเทศ แต่ต้องอย่าลืมว่าเวียดนามต้องผ่านภาวะสงครามมาเป็นเวลาหลายปี จึงเป็นเหตุที่น่าสนใจว่า แม้จะมีคนนับถือพระพุทธศาสนาในส่วนน้อย แต่ทำไมพระสงฆ์ในเวียดนาม ถึงยังคงมีความเข้มแข็ง และสามารถทำให้พระพุทธศาสนายังคงดำรงอยู่ในเวียดนามได้
“พระจริยานิเทศก์ ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ จะเป็นเลขานุการฝ่ายวิชาการของเจ้าคณะจังหวัด การที่ได้ออกมาดูงานนอกประเทศ จึงจะเกิดผลดีอย่างแน่นอน เพราะจะได้นำแนวทางไปพัฒนาการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาของแต่ละจังหวัดได้ และหลังจากนี้ทางสำนักงาน พระพุทธศาสนาฯ จะทำกรอบในการทำแผนดำเนินงานของพระจริยานิเทศก์ ถวายไปทุกจังหวัด โดยจะเน้นที่การศึกษา และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา” นางบุญศรี กล่าว
พระมหาสุกฤษฐิ์ ปญฺญาวโร วัดอุดมธานี พระจริยานิเทศก์ จ.นครนายก กล่าวว่า สิ่งที่เห็นได้ถึงข้อแตกต่างระหว่างไทยกับเวียดนาม คือการรักษาเอกลักษณ์ของชาติ เพราะในประเทศไทยยังขาดการคำนึงถึงการรักษาเอกลักษณ์ของชาติ โดยเฉพาะจะต้องทำให้ศาสนาเป็นวิถีชีวิต ให้เกิดขึ้นกับคนไทยให้ได้
ขณะที่ พระครูอมรธรรมนิเทศก์ วัดท่าสว่าง พระจริยานิเทศก์ จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า จากนี้ไปควรที่จะมีการตั้งศูนย์พระจริยานิเทศก์ เพื่อให้เป็นแม่ข่ายในการดำเนินงาน เผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระจริยานิเทศก์ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้อง รวมตัวกันให้ได้
ทีมข่าวศาสนา มองว่า พระจริยานิเทศก์ เสมือนกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้าน พระพุทธศาสนาให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะคุณสมบัติของพระจริยานิเทศก์ ที่ต้องเป็นพระซึ่งสำเร็จการศึกษาไม่น้อยกว่าเปรียญธรรม 6 ประโยค และนักธรรมชั้นเอก หรือจบปริญญาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ และต้องมีความรู้ทางพระปริยัติธรรม ไม่น้อยกว่าเปรียญธรรม 4 ประโยค และนักธรรมชั้นเอก
เรามองว่าการสร้างวิสัยทัศน์ การให้โอกาส และการมีเวทีแสดงผลงาน ที่เป็นรูปธรรม คือหัวใจในการสร้างพระจริยานิเทศก์
การนำคณะพระจริยานิเทศก์ ไปดูงานที่ประเทศเวียดนามครั้งนี้ เท่ากับเป็นการ เปิดมิติใหม่ในการสร้างวิสัยทัศน์ ในการเรียนรู้แนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติสุข เพื่อ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดความเหมาะสม ในประเทศไทย
ส่วนการจัดประชุมสัมมนาพระจริยานิเทศก์ ประจำปี 2550 ซึ่งกำหนดเป้าหมายชัดเจนเพื่อปรับแนวทางการทำงานของพระจริยานิเทศก์ เพื่อทำให้งานพระพุทธศาสนาในแต่ละจังหวัดมีความเข้มแข็ง
เท่ากับเป็นการเปิดโอกาส และมีเวทีให้พระจริยานิเทศก์ แสดงศักยภาพให้เป็นที่ ประจักษ์ต่อพระเถระชั้นผู้ใหญ่ตามลำดับ ที่สำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่น ต่อพุทธศาสนิกชน ถึงความมั่นคงและความจีรังยั่งยืนของพระธรรมคำสอน ของพระพุทธองค์
เมื่อศรัทธาเกิด “คุณธรรม” และ “จริยธรรม” ที่เหมือนจะเลือนหายไปจาก สังคมไทย ก็จะกลับคืนสู่จิตใจของพุทธศาสนิกชน สังคมไทยก็จะกลับสู่ ความสงบสุข สันติ และร่มเย็น ที่ยั่งยืน!!!
Links:
[1] http://www.thairath.co.th/