พระพุทธศาสนานั้นเป็นแก่นและเป็นเสาหลักของวิถีไทยมานับพันปีโดยที่ค่านิยมต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนาและจารีตประเพณีของพระภิกษุสงฆ์ได้กำหนดพฤติกรรมและค่านิยมทางวัฒนธรรมในทุกด้านของคนไทย
นับตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย และประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ใช้ปีพุทธศักราชเป็นการนับปีอย่างเป็นทางการ จนความรู้สึกของความเป็นชาวพุทธและความเป็นคนไทยนั้นมิอาจแยกจากกันได้ โดยมีจำนวนชาวพุทธกว่าร้อยละเก้าสิบ
ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมานั้นตั้งแต่ปรากฎการณ์วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นกับพุทธศาสนาในประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่าทุกๆ ปีในสังคมยุคใหม่ พุทธศาสนิกชนจำนวนมากมีความเบื่อหน่ายกับข่าวร้ายนับไม่ถ้วนอันเกี่ยวกับการประพฤติตัวของพระภิกษุ พุทธพานิชย์ พระปลอม พระพ่อค้า พระนักธุรกิจ การเรี่ยรายอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อนของสำนักบางสำนักจนเป็นสาเหตุให้เกิดความแตกแยกของครอบครัวจำนวนมาก คดีเครื่องราชย์การค้าขายตำแหน่งสมณะศักดิ์ การเล่นพรรคเล่นพวกในวงการสงฆ์ พระมาเฟีย พระหมอดู พระเสนห์ยาแฝด การประท้วงของพระสงฆ์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อประสงค์ทางการเมือง อันสวนทางต่อความเห็นของสาธารณะชน ฯลฯ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ชาวพุทธรู้สึกหมดหวังและหลายฝายร้องขอให้มีการปฏิรูปพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรมเสียที
เสียงร้องเรียนเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวตลอดระยะเวลาหลายสิบปีทีผ่านมาแต่เป็นที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งที่เมื่อใกล้ฤดูการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ไม่มีพรรคการเมืองใดเลยที่บรรจุนโยบายที่จะปฏิรูปพระพุทธศาสนา มีแต่อย่างมากก็เพียงแต่กล่าวว่า จะทนุบำรุงพระพุทธศาสนาและประเพณีอันดีงามของคนไทย หรือไม่ก็ไม่กล่าวถึงพระพุทธศาสนา เลยหรือเมื่อถูกถามก็ตอบเพียงว่า ศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน "คม ชัด ลึก" ได้รวบรวมบางส่วนของนโยบายพรรคการเมืองต่างๆที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า สิ่งที่นักการเมืองในปัจจุปันต้องการมากที่สุดคือ เรื่องคุณธรรม ถ้าไม่ให้องค์การทางศาสนาทำให้การเมืองมีคุณธรรมแล้ว จะให้ใครทำ ให้การเมืองมีคุณธรรม แล้วจะให้ใครทำ องค์กรทางศาสนาไม่สามารถกระตุ่นให้คุณธรรมเข้ามาสู่การเมือง หมายความว่า บ้านเมืองละเลยเรื่องพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ขอย้ำนโยบายวาระประชาชนเพราะเป็นนโยบายที่ทำขึ้นโดยประชาชนเป็นใหญ่ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมไม่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ยึดแต่ผลประโยชน์พวกพ้องสิ่งดีๆก็จะไม่เกิดขึ้นกับประเทศ
ในขณะที่นโยบายของพรรคพลังประชาชนนั้นนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค บอกว่า ทางพรรคมีนโยบายแก้ปัญหาการพนัน ปัญหาเด็กขายตัวปัญหาพระเสพเมถุนสิ่งต่างพวกนี้ทางพรรคเองเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วก็จะขอให้มีกฏออกมาและจะจัดการเพื่อให้สังคมมีศาสนาประจำใจมีศิลธรรมและต้องการพระที่เทศเก่งๆช่วยมาอมรมสั่งสอนของพรรคประชาชนด้วยเพื่อให้ช่วยกันส่งเสริมพระพุทธศาสนานโยบายพรรค กับนโยบายพุทธนโยบายพระ
ส่วนนโยบายด้านศาสนาของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พล.อ.เชษฐาฐานะจาโร หัวหน้าพรรค บอกว่า ในเรื่องนโยบายพรรคเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ทางพรรคเราได้ให้ความสำคัญ และให้ความสนใจเป็นพิเศษ ที่จะส่งเสริมให้ศาสนาได้เข้าไปถึงประชาชนในทุกองค์กรได้ยึดมั่นในเรื่องของศีล ๕ เอาไว้ให้มาก แล้วต้องเน้นการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้ก็เชื่อว่าจะช่วยให้สังคมเราอยู่กันอย่างสงบสุข ไม่มีเรื่องร้ายๆ ที่จะเกิดกับสังคมไทยเรา ซึ่งจะเป็นการเน้นให้ทุกกลุ่มได้ศึกษาหนังสือธรรมะกัน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กๆ และเยาวชนตามโรงเรียนต่างๆ เพราะจะทำให้พวกเขาได้ซึมซาบในเรื่องราวของธรรมะเข้าไป
"ผมคิดว่าการศึกษา หรือสถานศึกษาต่างๆ จะต้องสอนเรื่องธรรมะ หรือเรื่องศีลธรรมกับกลุ่มนักเรียนกันอย่างจริงจัง เช่น การฟื้นฟูให้ทุกโรงเรีรยนปฏิบัติในทุกสัปดาห์จะต้องมีการสวดมนต์ เรียกได้ว่าอะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่พระสงฆ์ท่านแนะนำมาไม่ว่าจะสวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำ มีการแข่งขันการสวดมนต์กันนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมคิดว่าต่อไปทุกโรงเรียนต้องเน้นในเรื่องนี้ให้มาก เพราะหากเด็กได้รับการอบรมในเรื่องของศีลธรรมกันอย่างจริงจัง ก็เชื่อว่าพวกเขาจะสามารถแยกแยะสิ่งผิดชอบชั่วดีได้ รวมทั้งหน่วยงานราชการจะต้องปฏิบัติเช่นนี้เหมือนกัน"
ทางด้านนายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน เขตบึงกุ่ม กทม. บอกว่า แนวทางนโยบายของพรรคนี้ในเรื่องพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรมในพรรคมีแนวทางคือเราจะฟื้นฟูวัฒนธรรมฟื้นฟูวัดให้ทัดเทียมโดยดูจากฝั่งพนครเป็นตัวอย่างและจะพัฒนาฝั่งธนบุรีให้มีวัดที่เจริญรุ่งเรืองและจะให้มีวัดเป็นที่พัฒนามีแหล่งศึกษามากขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีให้เด็กและเยาชนเข้ามาศึกษาภายในวัดค้นคว้าหาความรู้ได้โดยที่เด็กและเยาวชนจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดสิ่งอบายยมุขจะหมดไปด้านศิลปวัฒนธรรมเราก็จะมีการให้รวมตัวจากนักศิลปินให้สร้างผลงานทางด้านวาดรูปและมาจัดแสดงได้ที่สวนจตุจักร สวนลุมพิณีเป็นต้นหรือผู้ที่สนใจก็ได้เข้ารวมการประกวดได้แต่สิ่งเหล่านี้นโยบายแนวทางนี้เราก็จะเน้นในเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน
นพ.ดร.มโน เลาหวณิช หรือ อดีต พระด ร.มโนเมตฺตานนฺโท ผู้สมัครพรรคชาติไทยเขต ๑ กทม บอกว่า เหตุที่พรรคการเมืองไม่กล้าเขียนนโยบายทางศาสนาไว้อย่างชัดเจน คือ พรรคกลัวกระเทือนฐานเสียงและพรรคไม่รู้เรื่องพุทธศาสนาอย่างลึกซึ่ง เพาะขาดการศึกษาอย่างจัดเจน บุคลลที่รู้เรื่องพุทธศาสนาในวงการเมืองมีน้อย เมื่อได้รับแต่ตั้งให้เป็นรัฐมนตรีที่ดูแลเกี่ยวข้องกับศาสนาจึงไม่มีการพัฒนาเท่าที่น่าจะเป็น
ส่งผลให้ตลอดระยะเวลาตั้งแต่มีพ.ร.บ.สงฆ์เกิดขึ้นในแผ่นดินไทยการศึกษาของสงฆ์ก็มิได้รับการพัฒนา จากการที่พระภิกษุเป็นผู้นำทางความคิดและสติปัญญาของชาวบ้าน ในปัจจุบันพระภิกษุเป็นผู้ที่ต้องเรียนรู้จากฆราวาสในเรื่องวิชาการต่าง ๆมากมาย แม้ความรู้ใหม่ ๆ อันเกิดขึ้นจากการค้นคว้าของนักวิชาการนานาชาติเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา พระไทยที่เรียนตามระบบนักธรรมบาลีก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับรู้ ภิกษุไทยจำนวนมากที่เมื่อบวชอยู่นาน ๆ จึงหันไปเอาดีทางการดูหมอดู ปลุกเสกข์ หรือสอนธรรมะในเชิงที่เน้นความเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ชาวพุทธมิได้รับประโยชน์ทางสติปัญญาจากพระไตรปิฎกหรือคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธศาสนา การปฏิรูปพระพุทธศาสนาโดยการจัดระเบียบคณะสงฆ์นั้นอาจไม่เป็นการเพียงพอที่จะทำให้พระศาสนาดีขึ้นบ้านเมืองต้องการเห็นความโปร่งใสในการบริหารการคณะสงฆ์ และยิ่งไปกว่านั้นคือการนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น เป็นแนวทางในการปฏิรูปการศึกษา และระบบการกระจากการบริการทางสาธารณสุข หรือยิ่งไปกว่านั้นคือการสร้างกรอบทางจริยธรรมของประชาชน และรัฐบาล ทั้งนี้เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าพระพุทธศาสนานั้นมีหลักธรรมที่สุขุมลุ่มลึก สามารถเป็นรากฐานหรือแนวทางในการบริหารงานของประเทศให้สมกับที่เป็นศาสนาประชาชาติ
"การสร้างความโปร่งใสในการแต่งตั้งสมณะศักดิ์เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะตำแหน่งสมณะศักดิ์เหล่านี้ล้วนใช้เงินภาษีอากรที่เก็บมาจากประชาชน และเป็นสิ่งที่ไม่มีในพระธรรมวินัย การที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นจึงเป็นสิ่งที่เป็นธรรมและชอบด้วยเหตุผล" นพ.ดร.มโนกล่าว
Links:
[1] http://www.komchadluek.net/