คำถาม: 'อยากให้อาจารย์แสดงว่าความคิดเรื่องภาพ "ภิกษุสันดานกา" ของนายอนุพงษ์ จันทร อ.คณะสถาปัตย กรรมศาสตร์ ภาควิชาวิจิตรศิลป์ หน่อยครับ...เพราะบอกว่าเอามาจากพระไตรปิฏก...แต่ผมว่าพระไตรปิฏกมีเยอะทำมายไม่อ่านเรื่องอีกครับ.. ถ้าอ่านจริงแล้ว..นายอนุพงษ์ (ไม่ใช่ผบ.ทบ) คงไม่กล้าเขียนเพราะจะเป็นเหมือนพาลบัณฑิตและเทวทูตสูตรครับ'.. (น้ำบาดาล)
คำตอบ: คำถามของคุณ 'น้ำบาดาล' ผมขอตอบเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
1.ศิลปะมาจากคำสันสกฤตว่า 'ศิลฺป' ตรงกับภาษาบาลีว่า 'สิปฺป' ภาษาอังกฤษใช้ว่า 'art' ซึ่งเป็นศัพท์ที่รับมาจากรากศัพท์ในภาษาละตินผ่านภาษาฝรั่งเศสว่า art- แปลตามรูปศัพท์ก็คือ 'ความชำนาญ' (skill) ความสามารถทางศิลปะที่แสดงออกมาเป็นผลมาจากการสะสมประสบการณ์หรือการฝึกหัดทำในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนชำนาญ (Traditionally, the term art was used to refer to any skill or mastery) ปัญญาชนควรทราบว่าความชำนาญดังกล่าวนี้เป็นคำกลางๆ อยู่ ด้วยเหตุนี้ ศิลปินจะใช้ความชำนาญสร้างศิลปะอย่างไรก็ได้ หมายความว่าใช้ไปในทางชั่วก็ได้ ทางดีก็ได้ โดยปรกติ ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา คนยุโรปเมื่อประเมินคุณค่าทางศิลป์จะใช้บรรทัดฐานกว้างๆ อยู่ 3 ประเด็นคือ:-
เพราะเกณฑ์การประเมินค่าของศิลปะค่อนข้างกว้างไกล โลกผู้สร้างศิลปะจึงเป็นโลกที่ไร้พรมแดนของศาสนา เขาจะเขียนรูปขึ้นมาสนับสนุนพระพุทธศาสนาก็ได้ เขาจะเขียนขึ้นมาเพื่อสนับสนุนกิเลสตัณหาก็ได้ คนมีความชำนาญแล้วจะใช้ความชำนาญในทางดีก็ได้ ในทางร้ายก็ได้ เช่น คนชำนาญในการยิงปืน สามารถใช้ความชำนาญในการยิงปืนเพื่อเป็นนักฆ่ามืออาชีพก็ได้ สามารถเป็นตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ก็ได้คนวาดรูปสวยๆ สามารถวาดรูปพระพุทธเจ้า วัด เจดีย์ วิหารหรือวิวทิวทัศน์ก็ได้ สามารถวาดรูปคนเปลือยกายเพื่อกระตุ้นกิเลสตัณหาก็ได้ เ มื่อพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาตว่า พาหุสจฺจญฺจ สิปฺปญฺจ (ขุ.สุตฺ.25/6/4) 'ความเป็นพหุสุตและการมีศิลปะ 'เป็นอุดมมงคล' ในมงคล 38 ประการ ก็ทรงอยากให้พุทธมามกะรู้จักใช้ศิลปะในทางส่งเสริมศีลธรรม ไม่ใช่เอาไปส่งเสริมกิเลสตัณหาหรือส่งเสริมสิ่งที่ผิดศีลธรรม ศิลปินที่ใช้ความรู้ความชำนาญไปรับใช้กิเลสตัณหาผิดวิสัยของชาวพุทธ
อาจารย์อภัย นาคคง ครูสอนวิชาโบราณคดีและพุทธศิลป์ที่มหามกุฏราชวิทยาลัยสมัยผมเป็นนักศึกษาเคยพานักศึกษาไปทัศนาจรดูหลักฐานทางโบราณคดีและพุทธศิลปะในจังหวัดต่างๆ หลายจังหวัด โดยเฉพาะกำแพงเพชร, สุโขทัย, อยุธยา ท่านสอนนักศึกษารุ่นผมว่า 1. ศิลปินทั้งหลายยังเต็มไปด้วยอาสวกิเลส คนพวกนี้จึงอาจใช้ความชำนาญในเชิงศิลปะไปเผยแพร่สิ่งที่ผิดศีลธรรม เช่น ถ่ายภาพนู๊ด, เขียนภาพอนาจาร, ปั้นรูปคนสืบพันธุ์เพื่อประดิษฐ์กลางที่สาธารณะ ฯลฯ 2. ศิลปินพวกนี้มีอยู่เป็นจำนวนมากที่เป็นประเภทอัตตาจัด หมายความว่าถ้าอยากจะผลิตศิลปะประเภทใด ก็ไม่ได้คำนึงกฎเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น เอาตัวกูของกูเป็นใหญ่ อยากจะทำตามที่ใจชอบ ไม่มีพรมแดน
พูดง่ายๆ ว่าศิลปินสามารถใช้ความรู้ทางศิลปะไปในทางดีก็ได้ ทางร้ายหรือในทางเสื่อมเสียศีลธรรมก็ได้ ไม่มีใครรับประกันว่าผู้เรียนทางศิลปะ จะมีจิตสำนึกเชิงคุณธรรมศีลธรรมสูงขึ้นทุกคน ท่านอาจารย์อภัยยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าศิลปินบางคนทุ่มเทปั้นพระพุทธรูปหรือสร้างวัดจนตัวตาย แต่ศิลปินบางคนเอาความรู้กล้องถ่ายภาพไปถ่ายภาพลามกอนาจาร เพื่อพิมพ์หนังสือขาย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นจิตใจของศิลปินว่าสูงต่ำเพียงไร
ประการสำคัญก็คืองานศิลปะนี้ ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่งานจิตรกรรม แต่จะรวมศาสตร์ทุกประเภทที่ต้องใช้ 'ความชำนาญ' เป็นหลัก ซึ่งรวมทั้งประติมากรรม, วิชาการแสดง, วิชาการดนตรี, วิชาการแสดงภาพยนตร์ ฯลฯ เราก็มองเห็นตัวอย่างชัดๆ ว่า ผู้กำกับหลายคนผลิตหนังที่สร้างเสริมจิตสำนึกในทางดีแก่ผู้คน แต่ผู้กำกับและทีมดารานักแสดงบางกลุ่มเลือกจะแสดงหนังลามกอนาจารเพื่อมอมเมาผู้คน คนกลุ่มหลังนี้ ไม่ได้สนใจว่าจะทวนกระแสคำสอนของพระพุทธศาสนาหรือไม่ ถ้าชาวพุทธไปตั้งคำถามเข้า ก็จะรู้ว่าสิ่งที่ศิลปินพวกนี้หยิบมาเป็นสรณะในการประกอบวิชาชีพแท้จริงแล้วไม่ใช่พระพุทธศาสนา แต่เป็น 'ประชาธิปไตย+สิทธิเสรีภาพ' แบบสังคมทุนนิยมเสรีนั่นเอง
ดังนั้น เราต้องนึกว่าสังคมปัจจุบัน เปิดกว้างให้บรรดาศิลปินอัตตาจัดพวกนี้ผลิตผลงานได้อย่างเสรี เพราะสังคมเราตกอยู่ภายใต้สังคมทุนนิยมเสรี กฎหมายก็อนุญาตให้ทำได้เสรี เมื่อประชาชนชาวพุทธประท้วง ก็ประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ศิลปินมีจิตสำนึกที่ดีขึ้น เพื่อให้การผลิตภาพที่จะลบหลู่พระรัตนตรัยต่อไปลดลง แต่ก็ต้องทำใจด้วยว่าพวกศิลปินพวกนี้ไม่ได้มีหิริโอตตัปปะสูงเท่าพวกท่านที่ประท้วง จิตใจศิลปินสมัยใหม่จำนวนมากจะหันไปอ้าง 'ระบอบประชาธิปไตย' หรือ 'สิทธิเสรีภาพ' แบบตะวันตกกันมากกว่า จนเห็น 'พระพุทธศาสนา' เป็นเรื่องรอง
ที่จริง การใช้ศิลปะในทางมิควรไม่ใช่เพิ่งมีแค่ในประเทศไทย ท่านศาสตราจารย์เอิร์นสท์ กอมบริช (Ernst Gombrich) นักประวัติศาสตร์ศิลปะที่มีชื่อเสียงก้องยุโรป ซึ่งเป็นบิดาของอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญาเอกผมในอ๊อกซฟอร์ด เคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ (Richard Woodfield [ed.], The Essential Gombrich, 299) ว่า เพลโต้ (ค.ศ.428-328 BC) ก็เคยตั้งข้อสังเกตเหมือนกันว่าพวกศิลปินมักจะใช้ความรู้ทางศิลปะในทางเสื่อมเสียจากบรรทัดฐานที่ควรจะเป็น (From Plato onwards, critics have been increasingly concerned with the possibility that skills might be abused...Plato resisted or resented the power of all art to pander to the lower faculties of the soul. He looked back to the ritualistic immobility pf Egyptian music liturgy and art; but the main cause of his concern was the increasing skill of the sophists in swaying the emotions of the crowd. It was they who had corrupted the honesty of argument by introducing illicit effects that should flatter the ear with jingling euphonies, rather than persuade reason with sound evidence)
2. ความจริงแล้ว พระภิกษุเสพเมถุนกับสีกา, พระภิกษุที่มั่วสีกา, พระภิกษุที่ละเมิดธรรมวินัยเป็นอาจิณด้วยวิธีต่างๆ ฯลฯ เป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นตั้งแต่สมัยพุทธกาล มีบันทึกในพระไตรปิฎกด้วยซ้ำว่าบางรูปเสพเมถุนกับเดรัจฉาน, บางรูปเสพเมถุนแม้แต่กับแม่ตัวเอง, บางรูปเสพเมถุนกับซากศพ ฯลฯ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคนเข้ามาบวชในบวรพุทธศาสนาไม่ได้เน้นหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหมด เรามีบวชเรียนตามประเพณี หลายคนที่บวชในประเทศไทย ก็พ่อแม่จับบวช บ้าง ไม่มีงานทำก็บวชบ้าง ฯลฯ เมื่อคนพวกนี้ บวชเข้าไปมากๆ ก็ทำให้สังฆมณฑลมัวหมอง
กระนั้นก็ดี เราต้องยอมรับว่าสังฆมณฑลนั้นส่วนมากยังบริสุทธ์อยู่ พระสงฆ์ส่วนใหญ่ยังน่าเคารพสักการะอยู่ คนเป็นพุทธมามกะแท้จริงต้องเข้าใจประเด็นนี้ อีกอย่างหนึ่ง พุทธบริษัทควรต้องตระหนักว่าพระสงฆ์หรือสมมติสงฆ์นั้นเป็นหนึ่งในพระรัตนตรัยที่ชาวพุทธกราบไว้อยู่ทุกวันคนเป็นพุทธมามกะที่มีหิริโอตตัปปะอย่างแท้จริง จะไม่ลบหลู่หรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อพระรัตนตรัยเด็ดขาด เพราะพระรัตนตรัยคือที่พึ่งที่ระลึกถึงของชาวพุทธ นายอนุพงษ์ จันทร ก็คงไม่ปฏิเสธว่าตนเองรู้เรื่องพระพุทธศาสนามาจนทุกวันนี้ก็เพราะความสามารถของพระสงฆ์ที่เป็นสมมติสงฆ์ได้ช่วยกันเผยแผ่สั่งสอนมา คุณูปการที่พระสงฆ์ได้ทำต่อชาวโลกนั้นมากมายเหนือคณานับ สามารถที่จิตรกรหรือศิลปินจะรังสรรค์งานให้โลกเห็นได้มากมายหลายแง่มุม นอกจากวัด เป็นสถานที่อบรมบ่มนิสัยแล้ว ยังสร้างโรงเรียน ยังปลูกฝังจริยธรรม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ไม่ค่อยขึ้นปกหนังสือพิมพ์นัก แต่ถ้ามีข่าวพระภิกษุมีเรื่องเสื่อมเสียก็มักจะขึ้นปกเสมอ ทำให้ประชาชนเห็นภาพด้านลบต่อสงฆ์มากกว่าด้านดี
การไปจับประเด็นภิกษุละเมิดพระวินัยมาทำเป็นภิกษุสันดานกาในทรรศนะผมเท่ากับไปเอาประเด็นเล็กๆ มาทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าคนเห็นภาพนายอนุพงษ์แล้วรู้สึกว่าสังคมสงฆ์ไทยมีแต่เรื่องฉาวโฉ่และลดศรัทธาที่มีต่อพระสังฆรัตนะ เพราะรู้สึกเบื่อ ก็จะเป็นบาปมหันต์ของนายอนุพงษ์ผู้ผลิตเอง เพราะศิลปะที่ตนเองสร้างสรรค์ขึ้นได้ผลักคนออกนอกพระพุทธศาสนาไป
3. โดยปรกติ วรรณคดีบาลีในพระพุทธศาสนาจะเปรียบคนอยู่ 2 ประเภทว่าเสมือนกา
พระไตรปิฎก เล่มที่ 28 ขุททกนิกาย ชาดก (ขุ.ชา.28/80/35) กล่าวถึงพระราชบิดาของทีฆาวุกุมารมีพระราชกระแสรับสั่งขณะมอบราชสมบัติให้โอรสของพระองค์ว่า: 'อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว, มาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคํ ' แปลว่า 'เราจักบวชในวันนี้ให้ได้ ใครจะพึงรู้ว่าเราอาจตายในวันพรุ่งนี้ก็ได้ เราไม่ใช่คนโง่ที่จะตกอยู่ในอำนาจของกามทั้งหลายเหมือนกา' (โปรดเทียบกับ ขุ.สุตฺ.25/355/410) ในบริบทนี้ กาถูกนำมาเปรียบกับคนที่ตกอยู่ในอำนาจของกามแบบปุถุชน พูดไปแล้ว วิถีปุถุชนทั่วไปก็คือวิถีของกา คือดิ้นรนตามความอยากตนเอง และไร้ยางอาย
บริบทที่กล่าวถึงพระภิกษุทั่วไปมีในพระไตรปิฎกบาลีเช่นเดียวกันแต่บางทีใช้คำว่า กากสูร (กล้าเพียงดังกา, หน้าด้านเหมือนดังกา) ผมพบในพระไตรปิฎกเล่ม 25 (ขุ.ธมฺม.25/28/48) ว่า
สุชีวํ อหิริเกนกากสูเรน ธํสินา
ปกฺขนฺทินา ปคพฺเภน สงฺกิลิฏฺเฐน ชีวิตํฯ
'ชีวิตคนไม่มีหิริ หน้าด้านเหมือนกา มีนิสัยชอบกำจัดคนอื่นที่ขวางตนเอง (ธํสินา)
จุ้นจ้านไปทุกเรื่อง (ปกฺขนฺทินา) ชอบคะนองกายวาจา (ปคพฺเภน) เป็นอยู่ง่าย'
หิรีมตา จ ทุชฺชีวํ นิจฺจํสุจิคเวสินา
อลีเนนาปคพฺเภนสุทฺธาชีเวน ปสฺสตาฯ
'ส่วนคนที่รู้จักละอาย คอยแต่จะปรับปรุงให้จิตตน
สะอาดเป็นนิจ ไม่หดหู่ ไม่คะนองกาย มีอาชีวะที่หมดจด
เห็นอยู่ว่ามีอาชีวะสะอาดหมดจด เป็นอยู่ยาก'
พุทธพจน์นี้แสดงให้เห็นว่าพระที่มีศีลบริสุทธ์ท่านจะเป็นอยู่เรียบง่าย บางทีก็อาจอยู่ลำบาก เหมือนพระป่าทั่วไป แต่จิตท่านสะอาด ส่วนพระที่ฉันอยู่อย่างสะดวกสบาย สมบูรณ์พูนสุขด้วยอาหารและเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ จะไร้ยางอายเหมือนกา หิริโอตตัปปะจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับพระมักน้อยในป่า เพราะฉะนั้น ที่นายอนุพงษ์ จันทรพยายามถ่ายทอดลักษณะอันตะกละตะกลามของพระภิกษุที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ออกมาจึงเป็นเรื่องสมจริง (realist) ในภาษาศิลปะ โลกผู้ชื่นชมศิลปะย่อมจะต้องยกย่องเขา ซึ่งไม่แปลกอะไร เพราะนายอนุพงษ์ก็ได้ชื่อว่า 'สะท้อนความจริง' ออกมาในรูปของศิลปะ
แต่ขณะเดียวกัน พุทธพจน์ข้างต้นนี้ก็แสดงให้เห็นชัดด้วยว่า บรรดาเหล่าคฤหัสถ์ปุถุชนทั้งหลายที่อาศัยแก้ผ้าถ่ายรูปหากิน (เงินมาผ้าหลุด) ก็ดี, บรรดาช่างกล้องตลอดจนนายทุนทั้งหลายที่หากินเลี้ยงกระเพาะตัวเองด้วยวิธีถ่ายและพิมพ์สื่อลามกอนาจารออกเผยแพร่ก็ดี, บรรดาศิลปินทั้งหลายที่ผลิตศิลปะหากินโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม หมายความว่าไม่พยายามยกระดับจิตใจตนเองให้สูงขึ้น โดยการรักษาศีลและฝึกสมาธิเป็นกิจวัตรก็ดี ก็ล้วนแต่เป็นพวกที่มี 'สันดานหากินแบบกา' เช่นเดียวกันทั้งสิ้น
4. ประเด็นที่เราพึงถกก็คือ ความจริงทุกเรื่องควรสะท้อนออกมาในรูปศิลปะหรือไม่? ศิลปินจำเป็นต้องผลิตศิลปะเพื่อถ่ายทอดทุกเรื่องที่จริงในสังคมกระนั้นหรือ? ศิลปินควรหลีกเลี่ยงผลิตศิลปะที่กระทบต่อความรู้สึกคนอื่นหมู่มาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับศาสนาที่คนอื่นเขานับถือหรือไม่? ศิลปินควรหลีกเลี่ยงไม่ไปวาดรูปหรือผลิตศิลปะที่กระทบความเชื่อของคนหมู่มากหรือไม่?
ตรงนี้ ผมเชื่อว่าในโลกแห่งศิลปะเองก็ไม่มีการกล่าวถึงชัดเจนนัก ความควรไม่ควรกลายเป็นจิตสำนึกของศิลปินเองมากกว่า ถ้ามีใครเขียนภาพลบหลู่ศาสนาอิสลาม บทลงโทษก็คือ คนผู้นั้นจะถูกประณามและอาจไม่มีแผ่นดินจะอยู่ แต่คนที่เขียนภาพลบหลู่พระพุทธศาสนา มักไม่มีบทลงโทษเป็นกฎหมายชัดเจนนัก เพราะส่วนใหญ่ในสังคมไทยนั้น มีแต่ประเภทชาวพุทธในนาม ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นเมืองพระพุทธศาสนา แต่เราก็เห็นช่างภาพจำนวนมากใช้ความสามารถถ่ายภาพลามกอนาจาร (ซึ่งพวกเขาเองก็มักอ้างว่าเป็นงานศิลปะ) แล้ววางขายตามท้องตลาด, ผู้กำกับภาพยนตร์จำนวนมากหันไปสร้างหนังลามกอนาจาร (ซึ่งเขาก็อ้างกันว่าเพื่องานศิลปะเช่น เดียวกัน) หรือกระตุ้นราคะตัณหาเพื่อมอมเมาประชาชน, คนสร้างศิลปะประเภทอื่นๆ จำนวนมากกินเหล้าเที่ยวอาบ อบนวดอยู่ประจำ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่าศิลปินสมัยปัจจุบันที่ไม่เคารพในวัฒนธรรมพุทธเลย ละโมบโลภมาก เห็นแก่กระเพาะของตัวเอง ไม่เห็นแก่สังคม นับวันจะมากขึ้นทุกที
เมื่อพวกศิลปินสมัยทุนนิยมเสรีมีอิสระที่จะผลิตศิลปะอย่างไรก็ได้ตามความพึงพอใจ อยู่เรื่อยๆ ก็สมควรที่ชาวพุทธต้องประท้วง เพราะประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา คนเป็นพุทธมามกะ เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นพุทธ มีหิริโอตตัปปะเพียงพอ คงไม่มีใครนำเอาเรื่องราวพระสงฆ์ที่ปฏิบัติผิดธรรมผิดวินัยไปประจานหรอกครับ มีแต่จะลุกขึ้นมาหาทางช่วยกันแก้ไขตามหน้าที่ชาวพุทธแท้ แต่ก็นั่นแหละครับ สมัยทุกวันนี้ คนเป็นพุทธแต่ในนาม แต่หากินโดยวิถีผิดหลักศีลธรรม เช่น เปิดผับ บาร์ ผลิตเหล้าและขายเหล้า เป็นเจ้าของอาบ อบ นวด ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ผมจึงสนับสนุนให้ชาวพุทธได้ประท้วงกันอย่างเต็มที่
เหมือนกรณีที่ดาราไฮโซถ่ายนู๊ดหวังช่วยเหลือเอดส์เข้ากองทุนอาทรประชานาถ ของพระอาจารย์อลงกต ติกฺขปญฺโญ วัดพระพุทธบาทน้ำพุ แต่โดนท่านปฏิเสธ เพราะเงินได้มาแบบวิธีผิดศีลธรรม ท่านทำถูกต้องที่ปฏิเสธเงินบริจาคจากดาราพวกนี้ เพราะถ้ารับเงินก็เท่ากับยอมรับศิลปะที่ผิดศีลธรรมโดยอัติโนมัติ อย่างน้อย ก็กระตุ้นต่อมจิตสำนึกให้คนพวกนี้เข้าใจว่าไม่ใช่ชาวพุทธทุกคน ที่ตกเป็นขี้ข้าวัฒนธรรมทุนนิยมเสรีแบบฝรั่งโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมของพระพุทธศาสนา
ผมดีใจที่กลุ่มชาวพุทธประท้วงภาพสันดานกา ผมเห็นด้วยว่าภาพทำนองนี้ไม่ควรได้รับการส่งเสริมในแผ่นดินที่พระพุทธศาสนา เจริญรุ่งเรืองอย่างในประเทศไทยเพราะผมถือว่าเป็นการลบหลู่พระรัตนตรัยที่ชาวพุทธทั้งปวงเคารพนับถือ ผมอยากให้ประท้วงจนถึงที่สุด ด้วยเหตุผลสองประการ 1. รัฐบาลไทยแต่ไหนแต่ไรมาไม่ได้มีนโยบายชัดเจนในการปกปักพิทักษ์พระพุทธศาสนา สส.ชาวพุทธส่วนใหญ่เล่นการเมืองเพื่อกระเพาะตัวเอง หรือเพื่อรักษาทรัพย์สินมรดกของตระกูลให้คงอยู่ มีน้อยรายจะดูแลเอาใจใส่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ถ้าพระสงฆ์ไม่ประท้วง ใครเล่าจะประท้วง 2. พระสงฆ์ที่ประพฤติผิดธรรมวินัยมีจำนวนน้อย ชาวพุทธแท้ควรมีหิริโอตตัปปะ ไม่ควรเอาเรื่องเสียๆ หายๆ ของสงฆ์มาประจาน ถ้าพระสงฆ์ในประเทศไทยพากันอยู่เฉยๆ ภาพทำนองเดียวกันนี้ก็จะเพิ่มมาอีกนับไม่ถ้วน
ด้วยเหตุนี้ ถ้าชาวพุทธไม่ร่วมกันประท้วงอย่างจริงจัง โอกาสที่จะรักษาเกียรติพระพุทธศาสนาไว้ในแผ่นดินไทยคงเป็นได้ยาก จะโดนชาวพุทธ (แต่ในนาม) ด้วยกันเขียนประจานอยู่เรื่อยๆ ถ้าเห็นพระภิกษุประพฤติย่อหย่อนหลักพระธรรมวินัย หน้าที่ของชาวพุทธที่ถูกต้องก็คือ เราต้องช่วยกันท้วงติงเพื่อปรับปรุงแก้ไขอย่างถูกวิธี เท่าที่กำลังความสามารถจะพึงมี ไม่ใช่ฉวยโอกาสนำไปตีแผ่ในทำนองประจานให้เกิดความเสื่อมเสีย
ศิลปินที่สร้างวัดสร้างพระพุทธรูปเป็นพุทธบูชาอย่าง อภัย นาคคง, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และอีกหลายท่านที่ผมไม่อาจระบุได้หมดต่างหากที่ควรได้รับรางวัลเกียรติยศเพื่อยกย่องเชิดชูให้เป็นที่ปรากฏ เพื่อเป็นแบบอย่างให้ศิลปินอื่นๆ เจริญรอยตาม.
ที่มา http://www.bodhinanda.com/ [1]
Links:
[1] http://www.bodhinanda.com/