Published on phrathai.net (http://www.phrathai.net)
เบื้องหลัง 'เพชรยอดมงกุฏ' 'พระเทพภาวนาวิกรม' เจียระไนอัจฉริยะไทยวัยเรียน
By นายเว็บ
ตั้งเมื่อ 10/14/2007 - 12:05

 

โครงการ “เพชรยอดมงกุฎ” อาจ ไม่ค่อยคุ้นหูผู้คนทั่วไปนัก หากแต่ในแวดวงการศึกษาได้รับการยอมรับอย่างมาก ซึ่งโครงการดีโครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน และทำเพียงบางช่วงเวลา หากแต่ดำเนินต่อเนื่องมาถึง 10 ปีแล้ว โดยพระสงฆ์รูปหนึ่งที่ต้องการช่วยส่งเสริมพัฒนาการศึกษาของไทยให้เข้มแข็งมากขึ้น

“พระเทพภาวนาวิกรม” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ผู้อุปถัมภ์โครงการเพชรยอดมงกุฎ.....

“การเรียนของอาตมาในอดีต ไม่ได้เก่งกาจอะไร ออกจะโง่เสียด้วยซ้ำ ตรงนี้ก็เลยเป็นเหตุหนึ่งที่อาตมาเกิดแรงบันดาลใจ และ ทำให้เกิดความคิดที่จะส่งเสริมคนให้ฉลาดขึ้น เพราะไม่อยากให้ใครโง่เหมือนอาตมา” เป็น คำสนทนาบทแรก ๆ ที่ พระเทพภาวนาวิกรม หรือที่ศิษยานุศิษย์เรียกท่านติดปากว่า “ท่านเจ้าคุณธงชัย” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ บอกถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้หันมาส่งเสริมผลักดันเรื่องของการศึกษา

ท่านเจ้าคุณธงชัยได้ชี้ว่า การให้การศึกษาคือการทำให้เกิดปัญญา เมื่อคนเรามีปัญญาที่ดีก็ย่อมพร้อมที่จะเข้าถึงธรรมขั้นสูง ได้ดีขึ้น การศึกษาจึงทำให้คนเกิดปัญญา และซึมซับพระธรรมได้แม่นยำขึ้น

สำหรับประวัติของท่านเจ้าคุณธงชัยนั้น ท่านเล่าย้อนให้ฟังว่า ก่อนออกบวชเดิม ท่านชื่อว่า ธงชัย เอี่ยมสะอาด เกิดเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2496 ที่บ้านแหลมแค ต.หน้าประดู่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี เป็นบุตรของ นายสนม- นางสำรอง เอี่ยมสะอาด ส่วนเหตุผลที่ทำให้ท่านตัดสินใจออกบวชนั้น ท่านบอกว่าส่วนหนึ่ง ก็มีสาเหตุมาจากความยากจนด้วย

“พอเรียนจบ ป.4 แล้วอาตมาก็ไม่ได้เรียนต่อ เพราะต้องออกมาช่วยทางบ้านทำนา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงควายกลางท้องนา ในอดีตนั้น อ.พานทอง ของ จ.ชลบุรี เรียกว่าจนที่สุดในบรรดาทุกอำเภอ ซึ่งปีหนึ่ง ๆ ของอาตมาก็หมดไปกับวิถีชีวิตแบบนี้ พอดีมีอยู่วันหนี่งมีเณร ที่อยู่วัดไตรมิตรฯซึ่งก็คือ คุณวันชัย สอนศิริ ซึ่งเป็นคนที่เรียนเก่งมาก เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้าน โดยโยมวันชัยก็เป็นเพื่อนและเป็นญาติ กับอาตมา ท่านก็เลยชักชวนให้อาตมามาเที่ยวกรุงเทพฯ อาตมาก็เลยตามมา”

ตอนที่มาถึงวัดไตรมิตรฯ ก็ได้มาอยู่ที่กุฏิซึ่งเป็นที่จำพรรษาในปัจจุบันของท่าน เดิมทีกุฏิดังกล่าวนี้เป็นที่จำพรรษาของ พระวิสุทธาธิบดี อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรฯ ท่าน เป็นพระนักปกครองและสนใจเรื่องการศึกษาอย่างยิ่ง โดยถึงกับประกาศว่า...คนที่จะอยู่ที่วัดแห่งนี้ได้นั้น จะต้องเรียน ไม่ว่าเณร พระ หรือเด็กวัด หากอยากจะอยู่วัดนี้ต้องเรียนหนังสือจึงอยู่ได้ ใครไม่เรียนก็อยู่ไม่ได้

“อาตมาก็ตามเณรวันชัยมาอาศัยอยู่ ที่วัดนี้ ทีนี้พอผ่านไป 7 วันก็มีคนมาตามให้ไปพบท่านเจ้าอาวาส ท่านก็ถามว่าอยากเรียนหนังสือหรือเปล่า ซึ่งคำถามนี้แปลว่า เอ็งอยากอยู่วัดหรือไม่ จริง ๆ ตอนนั้นก็ยังไม่อยากเรียนแต่ยากอยู่วัด ก็เลยต้องตอบไปว่าอยากเรียน ท่านก็บอกให้ผู้ปกครองมาฝากใหม่ อีกสัก 3 เดือน ก็ได้เข้ามาอยู่รับใช้ท่าน โดยท่านให้ไปเรียนหนังสือกับพระเณร ซึ่งอาตมาเป็นเด็กวัดคนเดียวที่ได้เรียนหนังสือกับพระและเณร แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ค่อยได้เรียนสักเท่าไหร่ เพราะท่านมักจะจับขึ้นรถไปกับท่านเวลามีกิจตลอด

ตอนนั้นยังไม่ได้บวช เป็นเด็กวัดอยู่ 3 ปี เรียน ป.5-ป.6 กับเณร พอจบ ป.7 มีความคิดที่อยากจะบวชมาก เพราะเหตุผลที่โดนเด็กวัดด้วยกันรังแกเหลือเกิน ก็เลยตัดสินใจบอกกับท่านว่าขอบวช ผ้าเหลืองคงจะคุ้มหัวเราได้นะ หลวงพ่อท่านก็ไม่อยากให้บวช อยากให้เราคอยตามรับใช้ท่าน แต่ก็ตื๊อท่านอยู่นาน จนท่านยอมให้บวช ก็เริ่มจากการบวชเณรอยู่ประมาณ 7 ปี ก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุในปี 2517”

สาเหตุที่หันมาสนใจเรื่องการศึกษานั้น ท่านเจ้าคุณธงชัยบอกว่า เป็นเพราะการเรียนของท่านไม่ได้เก่งกาจอะไร ก็เลยเป็นเหตุบันดาลใจให้เกิดความคิดที่จะส่งเสริมคนให้ฉลาดขึ้น ทำให้เกิดความคิดที่จะสนับสนุนการศึกษา ให้เด็กมีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีไม่เหมือนในยุคของท่าน

“การศึกษานั้นเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยชีวิตคนได้ ตามหลักของพระพุทธเจ้า ถ้ามีปัญญาก็ช่วยตัวเองได้ และไม่ใช่เฉพาะช่วยตัวเองได้ แต่จะช่วยครอบครัวได้ ช่วยสังคมก็ได้ เมื่อเขามีปัญญาเราจึงจะสามารถให้ธรรมะซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดแก่เขาได้ ถ้าตราบใดไม่มีปัญญาเขาก็ไม่มีโอกาสบรรลุธรรมขั้นสูงได้ หน้าที่ของอาตมาก็คือ สร้างคน เตรียมพร้อม เพื่อรอให้เข้าถึง” ท่านเจ้าคุณกล่าวถึงวัตถุประสงค์

สำหรับโครงการ “เพชรยอดมงกุฎ” นี้ท่านเจ้าคุณเล่าว่า เกิดจากความคิดริเริ่มของ ดร.อุบล เล่นวารี อดีตที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งในอดีตมาเล่าให้ท่าน ฟังว่าการศึกษาในประเทศไทยกำลังตกต่ำ โดยเฉพาะวิชาด้านคณิตศาสตร์ ในการแข่งขันระดับโลกไทยยังถือว่าแพ้เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศกำลังเกิดใหม่ จุดนี้สะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังถอยหลังเข้าคลอง จึงเกิดแนวคิดว่าจะทำ อย่างไรที่จะกระตุ้นให้มีการพัฒนา เลยคิดกันว่า ควรจัดให้มี “เวทีแข่งขัน” ขึ้นเพื่อให้เด็กรู้ว่ามาตรฐานตนอยู่ระดับไหน

และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของโครงการ “เพชรยอดมงกุฎ”

“เราก็เริ่มทำจากเขตกรุงเทพฯใกล้ ๆ ก่อน พอปีที่ 2 ก็ได้ขยายทั่วกรุงเทพฯ สำหรับคณิตศาสตร์นี้โครงการก็เดินมาต่อเนื่องจนถึง ปีที่ 10 แล้ว ก็ถือว่าน่าชื่นใจ เพราะได้รับการยอมรับจากสถานศึกษาทั่วประเทศ เด็กไทยของเราเริ่มได้รางวัลกลับมาจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น จึงเป็นคำตอบที่ว่าเวทีนี้ช่วยให้เด็ก ครู สถานศึกษาตื่นตัวมากขึ้น การตื่นตัวของเด็กจะเกิดได้ต้องไปทั้งระบบคือ ครูต้องสอนเด็ก ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเห็นความสำคัญ จึงจะเข้าสู่กระบวนการพัฒนาการศึกษาที่ครบองค์ประกอบ เด็กเป็นเพียงปลายทางของการพัฒนา และทำให้เกิดขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม”

ท่านเจ้าคุณธงชัยชี้ให้เห็นอานิสงส์ ของผลทางอ้อมที่เกิดขึ้น ก่อนกล่าวเพิ่มว่านอกจากคณิตศาสตร์ซึ่งถือว่าเป็นส่วนเริ่มแรกแล้ว ก็ยังมีสาขาวิชา อื่น ๆ เพิ่มเติมตามมาอีกหลายวิชา อาทิ วิทยาศาสตร์ พระพุทธศาสนา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และภาษาจีน โดยการจัดกิจกรรมดำเนินการในนาม “มูลนิธิร่มฉัตร” โดยแบ่งเป็น 4 ช่วงชั้น คือช่วงชั้นที่ 1 ตั้งแต่ ป.1-ป.3 ช่วงชั้นที่ 2 ตั้งแต่ ป.4-ป.6 ช่วงชั้น ที่ 3 ม.1-ม.3 และช่วงชั้นที่ 4 ม.4-ม.6 โดยการแข่งขันจะเป็นการแข่งขันตามระบบของ กระทรวงศึกษาธิการ

“การออกข้อสอบถือเป็นหัวใจสำคัญ ข้อมูลที่ใช้ทดสอบเกิดจากการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขามาเป็นผู้ออกข้อสอบ ทำให้ เด็กหลายคนแม้จะผ่านเวทีระดับโลกมา แต่ก็ยังอยากจะเข้าร่วมทดสอบในเวทีนี้อยู่ เพราะ เขาคิดว่าเวทีนี้วัดระดับความสามารถของเขา”

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ท่านเจ้าคุณธงชัยกล่าวว่าท่านได้มองเห็นความตื่นตัวของผู้ปกครองมากขึ้น ซึ่งการเรียนการศึกษาต้องมีผู้ปกครองเข้ามาประกอบ ถึงจะผลักดันไปข้างหน้าได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งโครงการนี้ ถึงแม้จะใช้ชื่อว่าการแข่งขัน แต่จุดประสงค์หลักหาใช่เพียงผลแพ้-ชนะ

“แม้จะต้องมีผู้ชนะเพียงหนึ่ง แต่ ก็มีรางวัลลดหลั่นไปตามลำดับ อาตมาพยายามจะสร้างความรู้สึกไม่ให้เขาผิดหวัง เด็กทุกคนที่มาลงทะเบียนก็จะมีหนังสือรุ่น ให้มีชื่อเขาอยู่ มีเหรียญที่ระลึก มีใบประกาศ นียบัตรให้ด้วย ทำให้เขามีความภูมิใจ และไม่ว่าจะชนะเลิศหรือไม่ชนะเลิศ ล้วนเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น ที่สำคัญโครงการอาตมาจะไม่ทำให้ใครเสียใจ”

นอกจากจะเป็นเวทีวัดระดับความสามารถทางการศึกษาแล้ว เวทีนี้ยังเป็นแหล่งพบปะของเด็กและผู้ปกครองทั่วประเทศ ทำให้เด็กและผู้ปกครองมีสังคมมากขึ้น ได้รู้จักได้พบเห็นโลกที่แตกต่างไปจากตัวเขา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ท่านเจ้าคุณอธิบายว่าจะช่วยสร้างความเจริญแก่จิตใจ ทั้งในมุมของมนุษย์ และความคิดด้วย

“ครั้งหนึ่งมีเด็ก รร.จิตรลดาซึ่งสอบได้คณิตศาสตร์ที่ 1 และคนนี้อาตมาก็เห็นเขามาแข่งตั้งแต่ตอนอยู่ ม.4 เขาติด 1 ใน 50 ครั้งที่ 2 เขาอยู่ ม.5 เขาเขยิบมาติด 1 ใน 10 พอ ม.6 เขาได้ที่ 1 เลย ตรงนี้เป็นการพัฒนาที่เราเห็นและแสดงให้รู้ว่าโครงการนี้ทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่อง

อย่างตอนที่เราจะส่งเด็กไปแข่งภาษาจีนในเวทีนานาชาติ ก็มีหลายเสียงทักท้วงว่าออกไปแข่งก็แพ้ จะไปสู้ได้อย่างไร แต่อาตมา ก็มองว่าถ้าไม่แข่ง ไม่แพ้วันนี้ เราก็ไม่รู้ตัวเองว่าเราจะต้องพัฒนาไปอีกขนาดไหน ดีเสียอีก ถ้าจะแพ้วันนี้ แต่เรารู้ว่าเราจะต้องทำอะไร มากขึ้น เพื่อเดินไปข้างหน้า ดีกว่าชนะแล้วไม่รู้ว่าเรามีความสามารถที่แท้จริงระดับไหน”

“อดีตของเราโง่แล้ว ก็อย่าให้ปัจจุบัน และอนาคตโง่อีก เราต้องเปิดประตูรับความรู้จากเหล่านักปราชญ์ราชบัณฑิตมาเป็นเครื่องชี้นำ สิ่งที่หวังก็คือแม้วันหนึ่งวันใดอาตมาไม่อยู่ ก็ยังมีคนมาสานต่อโครงการให้เดินต่อไปได้ เพื่อให้เกิดเป็นดอกผลจากการสร้างนักปราชญ์ด้วยนักปราชญ์นี้นั่นเอง” เป็นคำกล่าวทิ้งท้ายของ “พระเทพภาวนาวิกรม” หรือ “ท่านเจ้าคุณธงชัย” แห่งวัดไตรมิตรฯ

พระภิกษุอีกรูปหนึ่งที่ไม่เพียงปวารณาตัวเองอุทิศให้กับพระพุทธศาสนา แต่ยังอุทิศเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับสังคมไทย ด้วยการส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนไทย ผ่าน ทางโครงการ “เพชรยอดมงกุฎ”.

'นวัตกรรมการศึกษา'

กิจกรรมการแข่งขันด้านการศึกษาของโครงการ “เพชรยอดมงกุฎ” ไม่เพียงเป็นการประเมินความรู้ของเด็กเท่านั้น แต่ยังประเมินตัวครูและสถานศึกษาอีกด้วย ซึ่งรางวัลนอกจากจะให้เด็กแล้ว ครูและโรงเรียน ก็ได้รับด้วย เพราะถือว่ามีส่วนสำคัญ โดย “ท่านเจ้าคุณธงชัย” อธิบายว่า...

เพชรยอดมงกุฎเรียกว่าเป็น “นวัตกรรม” ในการแสวงหาเพชร คือการแข่งขันรอบแรกรวบรวมเด็กจากทั่วประเทศเข้ามา แข่งขัน เรียกว่า “คัดเลือกเพชร” พอมาสอบขั้นที่ 2 เรียกว่า “เจียระไนเพชร” สุดท้ายเหลือเพียงที่ 1 เรียกว่า “เพชรยอดมงกุฎ”

“ตรงนี้เป็นเสน่ห์เป็นสุดยอดของการพัฒนา เป็นการสร้างกระแสให้กระทบหมดทุกองค์ประกอบของการศึกษาก็ว่าได้ เด็กที่ไม่ชนะก็มีรางวัลให้ เพราะถือว่าแม้จะไม่ชนะแต่ก็มีความพยายาม การให้รางวัลตามหลักจิตวิทยาถือเป็นแรงเสริมที่ดี ทำให้เด็กมีกำลังใจ มีจิตใจมีความมุ่งมั่นที่จะกลับไปฟิตซ้อมใหม่ เพื่อกลับมาอีกครั้ง

อย่างครั้งล่าสุดมีเด็กได้รางวัลจากเวทีแข่งขันระดับโลกกลับมา แต่ก็ยังมาแข่งตรงนี้ อาตมาก็ถามว่าหนูได้รางวัลระดับโลกมาแล้วยังอยากจะแข่งตรงนี้อีกหรือ ไม่กลัวเสียหน้าหรือ เด็กก็ตอบว่าแพ้-ชนะตรงนี้ไม่สำคัญ ถือว่าได้มาทดสอบสติปัญญาของ ตัวเองว่ายังอยู่ในเกณฑ์ไหน และเพื่อให้ตัวเองไม่ถดถอยจากความรู้

ตรงนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นใจ แสดงว่าวันนี้เด็กเขาตื่นตัว เขาตั้งใจมากขึ้น อาตมามองว่าเป็นเสน่ห์ของเวทีนี้ เป็น ผลพวงที่น่าชื่นใจ เพราะแสดงว่าระบบที่เราทำมันกำลังเดินไปอย่างไม่หยุดนิ่ง”.

ผู้เขียน:
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ - จเร รัตนราตรี
ที่มา:
เดลินิวส์ [1]

Source URL: http://www.phrathai.net/node/234

Links:
[1] http://www.dailynews.co.th/