Published on phrathai.net (http://www.phrathai.net)
‘ปัญญานันทภิกขุ’ ละสังขาร! สะท้อน ‘สัจธรรม’ แห่ง ‘การดับสูญ’
By นายเว็บ
ตั้งเมื่อ 10/12/2007 - 10:22

 

พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศสลดใจกันอีกวาระหนึ่ง ทุกหย่อมหญ้าอาลัยกับการ “สิ้นบุญ” อย่างไม่คาดฝันของ “พระเถราจารย์” ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและนักเทศน์ธรรมะฝีปากกล้าชื่อดัง “ปัญญานันทภิกขุ” ผู้สืบสานปณิธานแห่งองค์พระศาสดาของศาสนาพุทธโดยแท้ จนได้รับฉายาว่า “คัมภีร์แห่งธรรมะ” นับจากนี้ไปคงเหลือเพียง “คำสอน” ที่ลึกซึ้งกินใจให้ผู้คนที่เคารพนับถือ “ทำดีละเว้นความชั่ว” ตราตรึงสถิตไว้ในความทรงจำชั่วนิจนิรันดร์เท่านั้น

อัตชีวประวัติของ “ปัญญานันทภิกขุ” หรือ “พระพรหมมังคลาจารย์” ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่อปัญญา” เป็นเชื้อสายชาวใต้โดยกำเนิด เกิดที่ ต.คูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ปีกุน เป็นบุตรของ นายวัน นางคล้าย เสน่ห์เจริญ นามเดิมว่า ปั่น เสน่ห์เจริญ เข้าเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนประจำอำเภอเมือง จ.พัทลุง และย้ายไปศึกษาที่โรงเรียนประจำจังหวัดพัทลุง จบการศึกษาชั้น ม.3 ในยุคสมัยนั้นแล้วไม่ได้เรียนต่อ เนื่องจากบิดาล้มป่วย ต้องลาออกมาช่วยครอบครัวทำงานหารายได้ เคยตามญาติผู้ใหญ่ไปหาประสบการณ์ที่มาเลเซีย กลับมาทำงานเหมืองแร่และสวนยางที่ จ.ภูเก็ต

ใช้ชีวิตโลดโผนอยู่นาน กระทั่งอายุ 18 ปี ก็เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ บรรพชา เป็นสามเณรที่วัดอุปนันทนาราม ต.เขานิเวศน์ อ.เมือง จ.ระนอง โดยมี พระรณังคมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับความไว้วางใจให้เป็นครูใหญ่โรงเรียนประชาบาล ได้เงินเดือน เดือนละ 25 บาท และเล่าเรียนนักธรรมควบคู่ไปด้วย จนสอบนักธรรมตรีได้อันดับ 1 ของมณฑลภูเก็ต ในหัวข้อ กระทู้ธรรมคือ “น สิยา โลกวฑฺฒโน” แปลว่า “ไม่ควรเป็นคนรกโลก”

 

จวบจนอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดนางลาด ต.เขาเจียก อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมีพระจรูญกรณีย์เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อปี พ.ศ. 2474 ได้รับฉายาว่า “ปัญญานันทะ” เทศนาธรรมสั่งสอนญาติโยมครั้งแรกที่วัดปากนคร จ.นครศรีธรรมราช

พ.ศ. 2475 หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ร่วมกับสหายธรรม “พระโลกนาถ” ชาวอิตาลีเดินทางไปแสวงบุญที่อินเดียและทั่วโลกโดยผ่านประเทศพม่าด้วยเท้าเปล่า จุดมุ่งหมายเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แต่เมื่อไปถึงพม่าก็ต้องตัดสินใจกลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ความไม่สงบ

ระหว่างปี พ.ศ. 2475-2476 หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาในหลายประเทศในทวีปยุโรป ถือได้ว่าเป็นพระสงฆ์ไทยรูปแรกที่ไปประกาศธรรมะในต่างแดน

พ.ศ. 2477 หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เดินทางไปจำพรรษากับ พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ปัจจุบันมรณภาพแล้วที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และ พระราชญาณกวี อดีตเจ้าคณะจังหวัดชุมพร (มรณภาพแล้ว) ปฏิบัติธรรมแลกเปลี่ยนความรู้กลายเป็น  “สามสหายธรรม” เผยแผ่หลักคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกันนับจากนั้นมา

ต่อมา หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้ศึกษาภาษาบาลีที่วัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร สอบได้เปรียญประโยค 4 แล้วไม่ได้เรียนต่อ เนื่องจากเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา

เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2492 หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้รับนิมนต์ไปจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่ ได้แสดงปาฐกถาธรรมโดยสร้างโรงมุงใบตองขึ้นในที่ดินชาวบ้าน บริจาคและเทศน์ธรรมะทุกวันอาทิตย์และวันพระ นอกจากนี้ยังเดินสายเทศน์ตามหมู่บ้านด้วยรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียงและเขียนเรื่องธรรมะลงหนังสือพิมพ์ในภาคเหนือใช้นามปากกาว่า “ภิกขุ ปัญญานันทะ” โดยมี เจ้าชื่น สิโรรส เจ้านายฝ่ายเหนือคอยสนับสนุนปัจจัยและอำนวยความสะดวก ซึ่งจำพรรษาที่วัดอุโมงค์นานกว่า 10 พรรษา (พ.ศ. 2492-2502)

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เดินทางไปเผยแผ่ธรรมในยุโรป เช่น สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมนี และเคยร่วมประชุมระดับนานาชาติเกี่ยวกับ “ศีลธรรมโลก” หรือ (M.R.A.) ที่เมืองโคซ์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระปัญญานันทมุนี” ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499

ด้านผลงานและเกียรติคุณ พ.ศ. 2503 หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พ.ศ. 2506 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์และเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายที่ 9 เป็นรองเจ้าคณะภาค 18 พ.ศ. 2515 เป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรม ชิคาโก สหรัฐอเมริกา จากนั้นได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระราชนันทมุรี พระเทพวิสุทธิเมธี พระธรรมโกศาจารย์ กระทั่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ (รองสมเด็จ) พระราชาคณะที่ “พระพรหมมังคลาจารย์ ไพศาลธรรมโกศล วิมลศีลาจารยวินิฐ พิพิธธรรมนิเทศ พิเศษวรกิจจานุกิจ มหาคุณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี”  

ส่วนการพัฒนาการศึกษา พ.ศ. 2503 เป็นเจ้าสำนักศาสนศึกษา แผนกธรรมและบาลีวัดชลประทานรังสฤษฏ์ พ.ศ. 2512 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ระดับอนุบาล ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา พ.ศ. 2524 เป็นผู้อำนวยการจัดการอบรมพระธรรมทายาทวัดชลประทานรังสฤษฏ์ และเป็นผู้อำนวยการจัดการอบรมพระนวกะที่บวชในวัด นอกจากนี้ยังเป็นองค์แสดงธรรมทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุโทรทัศน์หลายช่อง

นอกเหนือจากเผยแผ่ธรรมะเทศน์สั่งสอนญาติโยม หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้พัฒนาเสนาสนะในวัดหลายแห่ง ก่อสร้างโรงเรียนจำนวนมาก และเป็นประธานหาทุนสร้าง    “ตึก 80 ปีปัญญานันทะ” ให้โรงพยาบาลชล  ประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี สร้างศูนย์ฝึกและปฏิบัติงานมูลนิธิแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองใน อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา บริจาคเงินสร้างอุโบสถวัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) จ.เชียงใหม่ บริจาคเงินสร้างโรงอาหารโรงเรียนพระภัสสรรังสิต อ.เมือง จ.พัทลุง บริจาคเงินซื้อเครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาล หาทุนสร้างวัดปัญญานันทาราม จ.ปทุมธานี บริจาคเงินเป็นทุนอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในท้องถิ่นทุรกันดาร

ตลอดอายุขัยของ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ อุทิศตนและเสียสละเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาและสาธารณประโยชน์ ไม่เคยว่างเว้นจากกิจนิมนต์และการพัฒนาในด้านต่าง ๆ รวมทั้งการเทศน์สั่งสอนธรรมะญาติโยม จนได้รับสมญา   “นักเทศน์ฝีปากกล้า” เคยเทศน์ให้พระบรมวงศานุวงศ์ฟังหลายพระองค์และมีการเปิดวัดให้ผู้ศรัทธาทำบุญตักบาตรและเทศน์ธรรมะทุกวันอาทิตย์และวันสำคัญทางพุทธศาสนาที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์เป็นผู้ริเริ่มโครงการ “ธรรมทายาท” และปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนาในรูปแบบส่งเสริมสติปัญญา ตามหลักการที่ว่า “เป็นระเบียบ เรียบง่าย ประหยัดและได้ประโยชน์” จนได้รับสมญาว่าเป็น “ผู้ปฏิรูปพิธีกรรมของชาวพุทธไทย” โดยแท้

ด้วยผลงานในการพัฒนามากมายเหลือคณานับ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้รับรางวัล “สังข์เงิน” และรางวัล   “นักพูดดีเด่น” ประเภทเผยแผ่ธรรม ได้รับการคัดเลือกเป็นบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระศาสนา ได้รับปริญญา “พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์” หลายสาขาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ หรือ พระพรหมมังคลาจารย์ มรณภาพเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2550 หลังจากพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราชด้วยโรคชรา อาพาธเจ็บหน้าอกเรื้อรังจาก “ปอดอักเสบ” และ   “ไตวาย” เฉียบพลัน สิริรวมอายุ 96 ปี 4 เดือน 151 วัน

ปิดตำนานแห่ง “นักพูดฝีปากกล้า” โดยสมบูรณ์ เหลือเพียง “คำสอน-ธรรมะ” ซึ้งใจพุทธศาสนิกชนชั่วนิจ    นิรันดร์ ดั่งสัจธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ทุกสิ่งใด ๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยงแท้ ย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา.

ผู้เขียน:
สมคิด ลือประดิษฐ์/ศิวสรร เมฆสัจจากุล
ที่มา:
เดลินิวส์ [1]

Source URL: http://www.phrathai.net/node/219

Links:
[1] http://www.dailynews.co.th/