เป็นพระธรรมเทศนาโดย พระเทพปริยัติมุนี วัดทองนพคุณ เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร เทศนาในงานบำเพ็ญกุศลถวายพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
พระเทพปริยัติมุนีกล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงมีพระปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้มีบุญญาธิการอันได้สั่งสมอบรมมาแต่ปุเรชาติ จึงได้เสด็จอุบัติในขัตติยราชตระกูล ทรงสมบูรณ์ด้วยพระชาติวุฒิ พระวัยวุฒิ พระคุณวุฒิ พระศุภจริยาวัตรทุกประการ
แต่พระองค์ก็หาได้ทรงพอพระทัยในประโยชน์สุขส่วนตนเพียงอย่างเดียวก็หาไม่
เมื่อถึงกาลสมัยได้โอกาส ก็ไม่ทรงประมาทมัวเมาในลาภ ยศ สุข สรรเสริญ ทรงดำเนินการบำเพ็ญพระกรณียกิจต่างๆ อันทรงคุณประโยชน์ต่อประชาชน พระศาสนา และประเทศชาติ เป็นอเนกอนันต์สุดที่จะกล่าวสรรพรรณนาให้หมดสิ้นได้ และทรงมีน้ำพระทัยเสียสละสูงส่ง โดยทรงเสียสละประโยชน์สุขส่วนพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม คือประเทศชาติและประชาชน
พระมหากรุณาคุณในสมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงพระองค์นี้ ย่อมเป็นที่ประทับใจของปวงชนชาวไทยไม่เลือนลางจางหายประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า คอยเฝ้าและจดจำมิรู้ลืมว่า "เป็นสมเด็จเจ้าฟ้าผู้อยู่ในความทรงจำของพสกนิกรชาวไทย ที่จะเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมตลอดกาลยาวนาน"
...สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพระองค์นี้ทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าที่ประชาชนคนไทยมีความจงรักภักดีและประทับอยู่ในหัวใจได้สนิทเหนียวแน่นมั่นคงพระองค์หนึ่ง
ประชาชนชาวไทยจึงได้แสดงออกถึงความสามัคคี ดังเป็นที่ปรากฏชัดแล้วนั้น เพื่อให้คุณธรรม คือความสามัคคีที่ประชาชนคนไทยได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน ให้ผ่านหู ผ่านตา และเพิ่มเติมเสริมปัญญาความรู้ให้ยิ่งขึ้น จึงขอรับพระราชทานอัญเชิญพระพุทธภาษิตมาตั้งเป็นบทอุเทศเทศนาว่า
"สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี" ความพร้อมเพรียงของหมู่ชน ย่อมส่งผลให้เกิดสุข ดังนี้
สามัคคี แปลว่า ความพร้อมเพรียง พร้อมเพรียงทางกาย ได้แก่ กายสามัคคี พร้อมเพรียงทางใจ ได้แก่ จิตสามัคคี ธรรมะทั้งสองอย่างนี้ย่อมเนื่องถึงกัน กายสามัคคีนั้นจะเกิดมีได้ ย่อมเนื่องถึงใจ ใจจะสามัคคีได้ ก็ย่อมมีกายเป็นที่รองรับ และความสามัคคีที่เป็นไปในแนวทางที่ชอบ ประกอบด้วยธรรม จึงจะนำมาซึ่งความสุขความสำราญ
แต่ถ้าเป็นไปในแนวทางที่ผิด ไม่ประกอบด้วยธรรม ย่อมนำมาซึ่งความพินาศฉิบหาย
สามัคคี ความพร้อมเพรียงกันนี้ จึงหมายถึงความเป็นผู้กลมเกลียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันปรองดองกันและมีความสำคัญมาก ดังบทเพลงสามัคคีชุมนุมว่า "สามัคคีนี้แหละล้ำเลิศ จักชูชาติเชิดพระศาสนา" และ "ทุกสิ่งประสงค์จงใจ จักเสร็จสมได้ด้วยสามัคคี"
สามัคคีนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์ มีเดช อุปมาเหมือนธงชาติไทย ประกอบด้วยแผ่นผ้า 3 สี คือ สีขาว สีแดง และ สีน้ำเงิน
สีขาว หมายถึง พระพุทธศาสนา
สีแดง หมายถึง ชาติ
สีน้ำเงิน หมายถึง พระมหากษัตริย์
เมื่อแผ่นผ้าเหล่านี้ได้ถูกนำมาผนึกติดกันเข้า ก็จะมีความหมายอันศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์มีเดช เท่ากับเป็นชีวิตจิตใจของประชาชนคนไทยทั้งชาติทีเดียว แต่ถ้าแผ่นผ้าต่างสีเหล่านั้นแยกจากกันคนละส่วน ก็จะกลายเป็นแผ่นผ้าธรรมดา หามีความศักดิ์สิทธิ์แต่ประการใดไม่
ในเรื่องความสามัคคีนี้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนภิกษุชาวเมืองโกสัมพีที่ทะเลาะวิวาทกัน ถึงกับพระองค์ทรงระอาพระทัย เสด็จหลีกไปประทับอยู่ ณ ป่าปาริเลยยกะ มีช้างและลิงเฝ้าดูอยู่ปฏิบัติ
ได้ตรัสถึงโทษแห่งความแตกสามัคคี และอานิสงส์แห่งความสามัคคี โดยยกเรื่องนกกระจาบฝูงหนึ่ง ซึ่งพากันบินไปหากิน บังเอิญไปติดตาข่ายของนายพรานที่ดักไว้ นกกระจาบหัวหน้าจึงขอให้นกทุกตัวช่วยกันออกแรงพาตาข่ายขึ้นไปค้างไว้บนต้นไม้ แล้วพากันบินหนีไป เมื่อนกทุกตัวปฏิบัติตามก็รอดพ้นอันตราย ต่อมาภายหลังเมื่อนกฝูงนั้นแตกสามัคคีกัน พอไปติดตาข่ายของนายพรานอีกไม่ช่วยกันออกแรง แย่งกันเกี่ยงกัน ในที่สุดก็พลันตกเป็นอาหารของนายพรานหมดสิ้น
อนึ่ง คุณธรรมคือความสามัคคีนี้ มีปรากฏในพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐสม่ำเสมอ เพราะเป็นคุณธรรมที่สำคัญ
ชาติบ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรือง สงบสุข สมบูรณ์ บริบูรณ์ อุ่นหนาฝาคั่งได้ดี ก็โดยที่คนในชาติมีความสามัคคี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันเกลียวกลมกลืนกัน ไม่ปีนเกลียวขัดแย้งกันหันหน้าเข้าหาปรึกษาหารือกัน รวมพลังตั้งมั่น แม้จะมีผู้ไม่หวังดีประสงค์ร้ายมายุยงให้เกิดฝ่าย เกิดพวก เกิดพรรค ทุกคนจักสามารถรวมพลังกันต่อสู้เอาชนะได้
...ในเรื่องนี้มีกษัตริย์ลิจฉวีที่ปกครองแคว้นวัชชีด้วยความสามัคคีเป็นตัวอย่าง
ความสามัคคีมีความสำคัญดังรับพระราชทานถวายวิสัชนามา สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า "สมคฺคานํ ตโป สุโข ความเพียรของผู้พร้อมเพรียงกัน ก่อให้เกิดสุข" ดังนี้
บุคคลจึงควรอบรมสั่งสมให้เกิดให้มีขึ้น คุณธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความสามัคคี และรักษาความสามัคคีให้ดำรงมั่นนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาได้ตรัสเทศนาไว้มากมาย แต่ในกถามรรคนี้ จะแสดงชี้ถึงสังคหวัตถุธรรม 4 ประการ ได้แก่ ทาน 1 ปิยวาจา 1 อัตถจริยา 1 สมานัตตตา 1
พระเทพปริยัติมุนี
ประการแรก คือ ทาน การให้ปัน ตามธรรมดาบุคคลที่อยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นคณะจำต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ผู้ใหญ่ให้เพื่อสงเคราะห์ผู้น้อย แม้ผู้น้อยก็คอยสนองคุณผู้ใหญ่ตามกำลัง ผู้มั่งคั่งก็ให้เพื่อเกื้อกูลคนขัดสน แม้คนขัดสนก็จำต้องตอบแทนคุณตามโอกาส
การให้ปันนี้ มี 2 ประเภทคือ อามิสทาน 1 ธรรมทาน 1 สิ่งของเครื่องล่อใจผู้รับให้ยินดีจัดเป็นอามิส การให้สิ่งของด้วยเจตนาอันดีงาม เพื่อสงเคราะห์ผู้รับ ช่วยเหลือผู้รับ ยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ทำให้ผู้รับเกิดความยินดี มีความสุขกายสุขใจ เรียกว่า อามิสทาน
คุณธรรมหรือคุณงามความดี จัดเป็นธรรมะ ความเป็นผู้มีอัธยาศัยใหญ่ น้ำใจกว้าง สอนวิชาความรู้ สอนศิลปวิทยาอันหาโทษมิได้ สอนให้มีคุณธรรมแต่งจิตใจให้งามและปรับปรุงความประพฤติ โดยปรับบาปออกจากตัว ปรับชั่วออกจากใจ สอนให้มีระเบียบวินัย สอนให้เห็นความถูกต้อง สอนความจริง สอนให้มีเหตุมีผล สอนให้อ่านตนออก บอกตนได้ ใช้ตนเป็น และให้เห็นความยุติธรรม เป็นต้น ตลอดจนให้รู้จักการให้อภัย ไม่ถือโทษโกรธเคือง ปลดเปลื้องทิฐิมานะ ลดละความเห็นแก่ตัว ถือธรรมะเป็นใหญ่ การให้ปันอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นยารัก เป็นยาสมานน้ำใจ ให้รู้รักสามัคคี
ประการที่ 2 คือ ปิยวาจา การเจรจาน่ารัก คือการพูดจาไพเราะอ่อนหวาน ดูดดื่ม จับใจ ทำให้ผู้พูดเป็นที่รักของผู้ฟัง กับทั้งประกอบด้วยประโยชน์ยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้ฟังไว้ได้
ตัวอย่าง เช่น บุคคลผู้เป็นใหญ่ฉลาดในการพูด และการปฏิสันถาร ให้คำทักทายปราศรัยโปรยปรายแก่ผู้น้อย ย่อมเป็นผู้ที่ผู้น้อยให้ความรักความเคารพนับถือหรือเข้าใจในการพูดชักนำ ทำให้ผู้น้อยมีแก่ใจทำกิจการงานน้อยใหญ่ด้วยความภักดีและเต็มใจ
... การเจรจาหรือพูดนั้นสำคัญยิ่งนัก ถ้าผู้พูดรู้จักพูดให้เหมาะแก่กาละเทศะและบุคคล ย่อมอำนวยผลทั้งในด้านการปกครอง การสมาคม การชักนำ และการประสานงาน ประการสำคัญคือก่อให้เกิดความรัก ความไมตรี เมื่อความรักเกิดมีความสามัคคีก็เกิดขึ้น
ประการที่ 3 คือ อัตถจริยา การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ หรือการบำเพ็ญคุณประโยชน์ กล่าวคือการทำตนให้เป็นคนมีประโยชน์ มีค่า มีความดี เช่น การอบรมตนให้เป็นคนมีวิชาความรู้ มีความประพฤติดี มีความเสียสละ ส่วนนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ตน บุคคลเมื่อได้รับประโยชน์ส่วนตนเท่า นั้นยังไม่พอ จะต้องกอบก่อประโยชน์คนอื่น หยิบยื่นความช่วยเหลือ ความเกื้อกูลแก่สังคม จึงจะเป็นที่นิยมยกย่องนับถือ
ประการที่ 4 คือ สมานัตตตา การวางตนเหมาะสม คือ เหมาะสมกับฐานะ ตำแหน่งหน้าที่ เหมาะสมกับบุคคล และเหมาะสมกับกาละเทศะ บุคคลผู้วางตนให้เหมาะสมนั้นก็คือ ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย โดยความหมายก็คือ ตนเองมีฐานะเป็นอะไร เช่น เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นภรรยาสามี เป็นครู เป็นศิษย์ เป็นต้น มาวางตนให้เหมาะสมกับตัวเป็น
เป็นพ่อที่แท้ เป็นแม่ที่ถูก เป็นลูกที่ดี เป็นสามีที่เก่งกล้า เป็นภรรยาที่งดงาม เป็นศิษย์ผู้กตัญญู เป็นครูผู้มีเมตตาธรรม ไม่เย่อหยิ่งเกินฐานะ ไม่ปล่อยตัวให้ต่ำต้อยน้อยหน้าจนเกินดี ควรวางตนเสมอในหน้าที่ และพอดีกับบุคคล ตลอดจนกาละเทศะ ไม่ให้ขาดและไม่ให้เกินในระหว่างตนกับคนอื่น
ตัวอย่างเช่น มิตรกับมิตร ศิษย์กับครู เคยสนิทสนมกันมาอย่างไร ไม่ทำให้ใจกระด้างกระเดื่อง ตรงกันข้ามพยายามเพิ่ม พูนความสนิทสนม ให้กลมกลืนแน่นแฟ้นไม่กลับกลาย ทั้งสองฝ่ายรักษามิตรภาพให้มั่นคงยั่งยืนตลอดไป
ในฐานะเป็นศิษย์ ไม่ใช่ยามเรียนเห็นครูเป็นครู ยามรู้เห็นครูเป็นเพื่อน ยามรวยเห็นครูลางเลือนใกล้ตายใจเตือนถึงครู บุคคลผู้วางตนได้เหมาะสมอย่างนี้ ความรักที่ ยังไม่มีก็มี ความสามัคคีที่ยังไม่เกิดก็เกิด ที่เกิดที่มีแล้วย่อมจะดำรงมั่น และวัฒนาสถาพรตลอดไป
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจอันทรงคุณประโยชน์ต่อประชาชน พระพุทธศาสนา และประเทศชาติมากมาย ยากที่จะจัดสรรบรรยายให้สิ้นสุดได้
พระกรณีย กิจทั้งมวลล้วนเป็นไปเพื่อการสงเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูล พระองค์จึงสมบูรณ์ด้วยพระคุณสมบัติ กล่าวคือ ทาน การเป็นพระผู้ให้ ทรงให้วัตถุสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค เป็นต้น ทรงเป็นธรรมะศิลป วิทยาความรู้ ปิยวาจา ทรงเจรจาถ้อยคำทำให้ประชาชนเกิดความรัก ความเคารพ ความจงรักภักดี อัตถจริยา ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจ อัตถายเพื่อประโยชน์ หิตายเพื่อเกื้อกูล สุขายเพื่อความสุข อนุกัมปาย เพื่ออนุเคราะห์สงเคราะห์ประชาชน
สมา นัตตตา ทรงวางพระองค์ได้ เหมาะ สม เสมอต้นเสมอปลาย โปรดความเรียบง่าย ไม่ถือพระองค์ พระคุณสมบัติทั้ง หลายเหล่านี้ ย่อมมีปรากฏชัดในพระจริยาวัตรอันงดงาม ประชาชนชาวไทยที่ติดตามเฝ้าดูก็ถือว่าเป็นบุญตา เมื่อได้ฟังพระวาจาก็ถือได้ว่าเป็นบุญหู เป็นมงคล เป็นกุศล เป็นความดี กับทั้งทรงเป็นที่ตั้งแห่งความสมัครสมานสามัคคี ด้วยพระคุณทั้งนี้ประชาชนชาวไทยจึงได้สำแดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาคุณที่ยิ่งใหญ่ไพศาล อันบันดาลให้เกิดความรู้รักสามัคคี มีความจงรักภักดีในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี ความพร้อมเพรียงปรองดองของหมู่ชนส่งผลให้เกิดความสุข ความสงบ ความร่มเย็น มีอรรถนิยมดังรับพระราชทานถวายวิสัชนามาด้วยประการฉะนี้
Links:
[1] http://www.matichon.co.th/matichon/