"นครพนม" จังหวัดชายแดนภาคอีสาน ถิ่นธรรมจำพรรษาแห่งพระเถรานุเถระ และพระเกจิอาจารย์สายกัมมัฏฐานอันเลืองชื่อของเมืองไทยหลายรูป อาทิ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม หลวงปู่จันทร์ เขมิโย หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ ฯลฯ
ดินแดนอาณาจักรศรีโคตรบูรอันรุ่งเรืองในอดีต ที่ตั้ง "องค์พระธาตุ พนม" ปูชนียสถานสำคัญบรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า และพระธาตุอริยสงฆ์ ดังเสมือนนครเมกกะที่พุทธศาสนิกชนต่างแวะเวียนมากราบไหว้บูชา
ท่ามกลางองค์พระธาตุพนมตั้งตระหง่านบริเวณริมชายฝั่งแม่น้ำโขงแห่งนี้ ยังมีพระดีที่ชื่อ "พระราชธีราจารย์" มหาเถระที่ชาวเมืองนครพนมศรัทธา
โดยอุปนิสัย เป็นสมณะชั้นผู้ใหญ่ที่มีวัตรปฏิบัติดีงาม เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ไม่เน้นการสร้างวัตถุมงคลหรือถาวรวัตถุ บำเพ็ญคุณูปการแด่คณะสงฆ์
ปัจจุบัน พระราชธีราจารย์ สิริรวมอายุ 68 ปี 47 พรรษา ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดนครพนม และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม จ.นครพนม
อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า สำลี อ้วนโสภา เกิดวันพฤหัสบดี ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 9 ธันวาคม 2483 เป็นชาวฝั่งแดง ต.ฝั่งแดง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม โยมบิดา-มารดาชื่อ นายเคน และนางแดง อ้วนโสภา
ในวัยเด็ก ช่วยบิดามารดาหาเลี้ยงครอบครัว และบรรพชาเป็นสามเณร เพื่อทดแทนพระคุณบุพการี ขณะเป็นสามเณรได้ติดตามพระอาจารย์บุญเรือง สิริปัญโญ อยู่จำพรรษาที่วัดมรุกขนคร ต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม ซึ่งเป็นวัดรกร้างขาดผู้ดูแล ก่อนไปศึกษาเล่าเรียนตามสถานที่ต่างๆ
ต่อมา เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงเข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2504 ณ วัดพระธาตุพนม โดยมีพระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม เป็นพระอุปัชฌาย์
ได้รับฉายาว่า "ปัญญาวโร" หมายถึง ผู้มีปัญญาอันประเสริฐ
ภายหลังอุปสมบท มุ่งมั่นศึกษาหาความรู้และศึกษาพระปริยัติธรรม สามารถจบชั้นมัธยมปีศึกษาที่ 6 แผนกสามัญ และประโยคครูพิเศษมัธยม ที่วัดพระธาตุพนม จบนักธรรมชั้นเอก จากสำนักศาสนศึกษาวัดดงบัง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี สอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค ที่สำนักศาสนศึกษาวัดพระธาตุพนม และได้รับปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศิลปศาสตร์
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2518 ได้รับการอาราธนาจากพระมหาสุภีร์ ฐิตเมโธ วัดอนงคาราม กรุงเทพฯ ให้เป็นประธานการดูแลสร้างวัดมรุกขนคร จึงได้กราบลาพระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม และได้รับอนุญาตจากพระราชปริยัติยาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดนครพนมในขณะนั้น เข้าอยู่และจำพรรษาพัฒนาวัด
ต่อมา จึงได้ชักชวนคณะสงฆ์อำเภอธาตุพนม มีพระครูสิริปัญญาวุฒิ เจ้าคณะอำเภอ พระครูสุจิตสิริคุณ เจ้าคณะตำบล ชาวบ้านดอนนางหงส์ท่า หมู่ 7 และนางจิรภรณ์ (ยุ้ย) เจริญนาม ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันบูรณะพัฒนาปฏิสังขรณ์วัดเรื่อยมา
อดีตที่วัดมรุกขนครเป็นวัดร้าง มีพระธุดงค์หลายรูปผลัดกันอยู่ 7 วันบ้าง 1 เดือนบ้าง บางรูปก็จำพรรษา แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปทำลายทรัพย์สินและต้นไม้ใหญ่ ซึ่งเชื่อว่ามีรุกขเทวดารักษารอบต้นไม้น้อยใหญ่ จึงขอยกฐานะจากวัดร้างขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา
พ.ศ.2534 จึงเริ่มสร้างศาลาทรงไทย ศาลาการเปรียญและอุโบสถในหลังเดียวกัน ไว้เป็นที่ประชุมสงฆ์อบรมข้าราชการ ประชาชน นักเรียน นักศึกษา โดยมี ม.ล.ทวีสันต์ ลดาวัลย์ องคมนตรี รับเป็นประธานอุปถัมภ์ คุณแม่บุญศรี สนธยางกูล คหบดีกทม.เป็นรองประธานอุปถัมภ์ สิ้นค่าก่อสร้าง 14 ล้านบาทเศษ และได้ขออนุญาตจากสำนักราชเลขาธิการ ใช้ตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานที่ซุ้มประตูด้วย
ภายหลังบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ จนกลายเป็นวัดแหล่งเรียนรู้และจัดโครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ ในปี พ.ศ.2539 ขณะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดมรุกขนคร ยังได้ร่วมสร้างปูชนียวัตถุ พระมหาเจดีย์มรุกขนคร กว้าง 30 เมตร สูง 50.59 เมตร สิ้นค่าก่อสร้างกว่า 30 ล้านบาท
ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2517 เป็นเจ้าคณะอำเภอธาตุพนม พ.ศ.2520 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2523 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม พ.ศ.2530 เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดนครพนม
พ.ศ.2532 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม พ.ศ.2539 เป็นเจ้าอาวาสวัดมรุกข นคร พ.ศ.2547 เป็นเจ้าคณะจังหวัดนครพนม
พ.ศ.2549 ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดพระธาตุพนม จนถึงปัจจุบัน
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2518 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่พระครูศรีเจติยาภิรักษ์ พ.ศ. 2539 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระครูปริยัติธีรคุณ
พ.ศ.2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ พระราชธีราจารย์
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2550 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีมติถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักด์ สาขาวิชาธรรมนิเทศ เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณ พระเถระผู้ประกอบคุณงามความดีในการส่งเสริมพัฒนาวัด เผยแผ่ศาสนธรรมประจำปี ตลอดจนเป็นผู้อุปถัมภ์วิทยาลัยสงฆ์และโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา วัดพระธาตุพนม
พระราชธีราจารย์ ยังรับกิจนิมนต์และเทศนานอกวัดและในวัด ตลอดจนเผยแผ่ธรรมและแสดงธรรมเทศนาทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) นครพนม ทางคลื่น 90.25 MHz ในรายการธรรมะรับอรุณ เวลา 05.00-06.00 น.โดยไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เป็นธรรมะที่ฟังสบายที่ลูกศิษย์นำมาถ่ายทอดผ่านหนังสือ "อายุวัฒนมงคล 67 ปี" เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังได้จัดทำหนังสือเผยแผ่ธรรมชื่อว่า "ต้นไม้สอนธรรม" และฟังธรรมใต้ต้นไม้เนื้อหาเป็นคำคมนิด สุภาษิตหน่อย และมีคำกลอน อ่านแล้วแก้ง่วงนอน ซึ่งได้คัดมาจากต้นไม้ที่ติดไว้ภายในวัดมรุกขนคร เรียบเรียงตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม โดยตีพิมพ์มา 14 ครั้งกว่า 50,000 เล่ม จนได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย
เกือบชั่วชีวิตที่ครองตนอยู่ในสมณเพศอย่างเคร่งครัด
ทำให้พุทธศาสนิกชนชาวเมืองนครพนม มีจิตใจสงบร่มเย็นเป็นสุข ด้วยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแห่งความศรัทธามั่นด้วยคุณงามความดี กอปรความตั้งมั่นในจริยวัตรอันงดงาม
จึงเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตนสำหรับพระภิกษุ-สามเณรรุ่นหลัง รวมทั้งชาวเมืองนครพนมได้เจริญรอยตามสืบไป
แสดงความคิดเห็น