เฉิงตู"คุ้มค่า" ไหว้"พระบนผา"

เฉิงตูเมืองหลวงของมณฑลเสฉวน ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำหมินใจกลางมณฑล ประชากรปัจจุบันมี 10.8 ล้านคน จัดเป็นเมืองที่มีประชากรสูงมากอันดับสามของสาธารณรัฐประชาชนจีน ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการเมือง การทหาร และด้านการศึกษาของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้

คำว่า "เฉิงตู" มีความหมายว่า ค่อยๆ กลายเป็นเมือง ย้อนหลังไป 2,000 ปี สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้มีการจัดการชลประทานขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทำให้ชาวไร่ชาวนาเพาะปลูกได้ ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น ทำให้ผู้คนอพยพมาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับฉายานามเมืองแห่งนี้ว่าเฉิงตู

นอกจากนี้ เฉิงตูยังได้รับกล่าวนามเรียกขานอีกคำหนึ่งว่าเป็นอาณาจักรแห่งสวรรค์ เพราะตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง มีแม่น้ำ 3 สายไหลมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำหมินเจียง แม่น้ำต้าตู และแม่น้ำหลิ่ง

เมื่อแม่น้ำทั้ง 3 สายไหลมารวมกับแม่น้ำแยงซีเกียง ทำให้พื้นที่แห่งนี้ยิ่งเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ขึ้นไปอีก ชาวนาสามารถทำนาได้ปีละ 3 หน มณฑลเสฉวนจึงถือว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ แถมยังอุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอีกจำนวนมากด้วย

เวลาที่เฉิงตูเร็วกว่าเมืองไทย 1 ช.ม. ภูมิอากาศเป็นแบบอบอุ่นชื้น ฤดูหนาวไม่หนาวจัด แต่จะร้อนมากในฤดูร้อน เพราะภูมิประเทศเป็นแบบแอ่งกระทะ

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเฉิงตูมีมากมายหลายแห่ง ที่ขึ้นชื่อนักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยว เช่น พระพุทธรูปหลวงพ่อโตเล่อซาน ซึ่งพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลก

คนจีนจะคุยว่าหลังจากตาลีบันระเบิดทำลายพระพุทธรูปยืนที่หน้าผาในอัฟกานิสถานไปแล้ว ที่นี่จะใหญ่โตสูงสุดในโลก

แต่ถึงแม้จะไม่ถูกตาลีบันทำลายคนจีนเขาก็จะคุยทับอยู่ดีว่า หลวงพ่อโตเล่อซานของเขาเป็นท่านั่ง ถ้าท่านยืนขึ้น ก็จะสูงกว่าอยู่ดีของอัฟกานิสถานอยู่ดี!

หลวงพ่อโตเล่อซานตั้งอยู่ในเขาเล่อซาน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับเขาเอ๋อเหมย เมื่อปีพ.ศ.2539

พระพุทธรูปเล่อซาน เริ่มสร้างตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ประมาณค.ศ.700 หรือประมาณพ.ศ.1200 โดยพระไห่ทง ที่เดินธุดงค์มามาถึงเมืองเสฉวน และพบว่าเขาเล่อซานตั้งอยู่บนทางผ่านของแม่น้ำสามสาย มักจะเกิดอุบัติเหตุเรือล่ม ผู้คนเสียชีวิตบ่อยๆ

ท่านจึงตั้งใจที่จะสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้นตรงจุดนี้ เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้คุ้มครองผู้เดินทางน้ำ ยังไม่ทันเสร็จก็เสียชีวิตไป มีคนช่วยสร้างต่อๆ กันมาอีก 2 ช่วง ใช้เวลานานกว่า 90 ปี จึงสำเร็จ

องค์พระมีขนาดความสูงกว่า 70 เมตร ไหล่กว้างกว่า 20 เมตร เฉพาะเศียรพระ สูงระดับเดียวกันกับภูเขา ใช้วิธีสลักหินพระบาทวางอยู่ริมแม่น้ำ พระหัตถ์วางบนเข่า พระพักตร์อิ่มเอิบสงบนิ่ง พุทธศาสนิกชนจากทุกมุมโลก พากันมาเยี่ยมชมนมัสการเพื่อความสงบด้านจิตใจ วิธีการไปชมมี 2 ทาง

วิธีแรก เดินไต่หน้าผาลงมาตามบันไดจนถึงด้านล่าง แต่วิธีนี้คนที่นับถือพุทธไม่นิยม เพราะจะต้องเดินเหยียบเศียรพระก่อนจะมาถึงบันได วิธีที่สอง คนส่วนใหญ่ใช้วิธีลงเรือไปตามแม่น้ำจากท่าเทียบเรือไม่กี่กิโลเมตร ไปจอดแช่สงบนิ่งให้ผู้โดยสารถ่ายรูปกราบไหว้ตามชอบใจ มีบริการถ่ายรูปโดยมีองค์พระอยู่ด้านหลังให้ ค่าบริการเพียง 20 หยวน

อีกแห่งคือ เขาง้อไบ๊หรือเขาเอ๋อเหมยซัน คนอ่านกำลังภายในจะได้ยินชื่อนี้บ่อยๆ เพราะกิมย้ง ผู้ประพันธ์เรื่องมังกรหยกเขียนว่าเป็นสำนักง้อไบ๊ สถานที่ฝึกกำลังภายในที่มีชื่อโด่งดังแห่งหนึ่ง แต่ในสภาพจริงมีเพียงพระและแม่ชีปฏิบัติธรรมเท่านั้น

เขาเอ๋อเหมยหรือเขาง้อไบ๊อยู่ห่างออกไปจากเมืองเฉิงตูประมาณ 156 ก.ม. จะมีรถบัสขนาดเล็กบริการขับพาขึ้นไปส่งถึงยอดเขาโดยผู้ขับขี่ที่มีความชำนาญทาง เพราะต้องขับด้วยเกียร์ต่ำไปตลอดเส้นทาง ระหว่างทางต้องจอดเอาสายยางฉีดน้ำระบายความร้อนผ้าเบรกระหว่างทางป้องกันผ้าเบรกร้อนจนไหม้ได้

ตลอดเส้นทางอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ประเภทไม้เมืองหนาว มีด่านตรวจคนเข้าเมืองของทางการคอยตรวจสอบผู้เดินทาง เมื่อรถยนต์ขึ้นไปจนเกือบสุดเส้นทางรถวิ่งแล้ว เจ้าหน้าที่ทางการจีนจะให้นักท่องเที่ยวลงเดินเท้าอีก 2 ก.ม. เพื่อไปขึ้นรถกระเช้าความจุเที่ยวละ 100 คน แต่ถ้าคณะใดมีคนสูงอายุ ก็จะอนุญาตให้รถขึ้นไปส่งได้ถึงสถานีรถเคเบิล

ยอดเขาเอ๋อเหมยซัน มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,089 เมตร ( สูงกว่ายอดดอยอินทนนท์ บ้านเราที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 2,565 เมตร) เรียกได้ว่าสูงเสียดฟ้า

ด้านหน้าเป็นหน้าผาชัน เมื่อยืนอยู่บนยอดเขา มองไปทางด้านตะวันตกจะเห็น ยอดเขาขาวโพลนปกคลุมด้วยหิมะ มองจากด้านตะวันออก จะเห็นที่ราบอันสวยงาม บรรยากาศชวนพิศวง มีทะเลเมฆ ลำแสงตะวันสาดส่อง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เลื่องชือของประเทศ

จนปีค.ศ.1996 องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียน เขาเอ๋อเหมยซัน เป็นมรดกทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม ตั้งแต่สมัยจิ้น (ค.ศ.265-402) เป็นหนึ่งในสี่ยอดเขาทางศาสนาพุทธของประเทศจีน ซึ่งมีประวัติยาวนานกว่าพันปีนับถึงปัจจุบัน ด้วยลักษณะของยอดเขาที่สูงเด่นสวยงาม ภูมิอากาศที่แปรเปลี่ยนอย่างอัศจรรย์

ดังบทกลอนที่ว่า "หนึ่งขุนเขา สี่ฤดูกาล สิบลี้ฟ้าแปร ไม่เหมือนวัน"

จุดสูงสุดของเขาง้อไบ๊ เป็นที่ตั้งวัดว่านเหนียน หรือ วัดไป๊สุ่ย สร้างสมัยราชวงศ์จิ้น ต่อมาฮ่องเต้ว่านสี่ ราชวงศ์ถังเปลี่ยนชื่อเป็นว่านเหนียน เนื่องในวันครบรอบ 70 ปี ของพระมารดาเพื่อให้มีอายุยืนหมื่นปี

ภายในวัดมีพระพุทธรูปโพธิสัตว์ที่ชื่อ "สมันตภัทรโพธิสัตว์สี่หน้า" สร้างด้วยทองเหลืองความสูง 48 เมตร หนัก 62 ตัน โพธิสัตว์องค์นี้หัตถ์ถือหยก เศียรสวมหมวกทอง หน้าตาเคร่งขรึม ขี่ช้างเผือกหกงา สี่หน้าหมายถึงอารมณ์ความรู้สึกสี่อย่างของมนุษย์ ได้แก่ ความปีติยินดี ความโกรธ ความเศร้าเสียใจและความสนุกสนาน ส่วนสิบทิศ หมายถึงทิศทางต่างๆ

ในพุทธศาสนา สมันตภัทรโพธิสัตว์ที่มีรูปร่างเช่นนี้มีเพียงองค์เดียว

คนไทยที่จะเดินทางไปเที่ยวง้อไบ๊ หรือยอดเขาจินติ่ง ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะหลงทาง เพราะป้ายชี้ทางไปจินติ่ง ที่มีทั้งภาษาจีน อังกฤษ และภาษาไทยของเราด้วย บอกเส้นทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมเหม่ยสือหนิง สถานีรถกระเช้าขาลง จินติ่ง โรงพัก ห้องน้ำ ทางเดินลงเขา หรือแม้แต่ห้องพยาบาล

บ่งบอกว่าคนไทยเราไปเที่ยวกันมากจนต้องมีภาษาไทยบอกทางไว้ตลอด

สุสานเล่าปี่ เป็นอีกจุดหนึ่งที่พลาดไม่ได้ สุสานแห่งนี้ขงเบ้ง สร้างขึ้นให้แก่เล่าปี่ โดยขุดเอาศพใส่น้ำแข็งกลับมาฝัง เมื่อกว่า 1,300 ปีที่แล้ว มีการสร้างรูปปั้นดินเผาของบุคคลต่างๆ ในเรื่องสามก๊ก คือ เล่าปี่ ขงเบ้ง กวนอู และเพิ่มเติมทหารเอก 14 นาย เสนาบดีอีก 14 คน ของเล่าปี่ และมเหสีทั้ง 2 องค์เพิ่มเติมภายหลัง

ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ การแสดงของคณะโชว์เปลี่ยนหน้ากาก ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของเสฉวน การเปลี่ยนหน้ากากแต่ละฉากใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ไม่สามารถจับผิดได้ทัน

เป็นการแสดงที่สงวนและสืบทอดต่อกันมาภายในวงศ์ตระกูล ไม่ถ่ายทอดให้บุคคลภายนอก ตัวละครบางตัวสามารถเปลี่ยนหน้าได้ต่อเนื่องถึง 7 หน้า โดยไม่ต้องขยับมือหรือแขนผ่านหน้าเช่นการแสดงโชว์เปลี่ยนหน้ากากที่ปักกิ่ง

บางตัวเดินลงมายืนโชว์ให้ผู้ชมข้างล่างเวทีสังเกตอย่างใกล้ชิดด้วย

มีเรื่องเล่าว่า เยิ่นต๊ะหัว พระเอกหนังชื่อดังชาวฮ่องกงลงทุนขอเรียนวิชาเปลี่ยนหน้ากากด้วยเงินจำนวน 1 ล้านเหรียญฮ่องกง

ที่มา:
ข่าวสด

แสดงความคิดเห็น