เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้จัดการประชุมพระวินยาธิการ หรือตำรวจพระ คณะสงฆ์หนตะวันออก ณ วัดมัชฌิมาวาส อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยมีพระพรหมเวที กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ในฐานะเจ้าคณะภาค 8 เป็นประธานการประชุม
นายอำนาจ บัวศิริ ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้บรรยายพิเศษสถานการณ์พระภิกษุสามเณรในประเทศไทย ว่า ในการดำเนินงานของพระวินยาธิการเมื่อพบพระสงฆ์ที่ประพฤติไม่เหมาะสมเพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากท้องถิ่นด้วย โดยตนหารือกับทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) หลายแห่งแล้วว่าจะมีการบันทึกข้อตกลงกับทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ทุกแห่ง และสถานีตำรวจภูธรในแต่ละจังหวัด เพื่อที่จะดำเนินงานเป็นเครือข่ายในการช่วยดูแล และสนับสนุนการทำงานของพระวินยาธิการด้วย เพราะยังพบพระสงฆ์ที่ประพฤติไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมากในทุกปี ทั้งนี้จากข้อมูลของส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนา ที่สำรวจพระสงฆ์ที่มีอาจารไม่สมควรแก่สมณวิสัยในปี 2550 พบมีพระที่มีอาจารไม่สมควรแก่สมณวิสัย 290 ราย ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นจากปี 2549 ซึ่งมีจำนวน 265 ราย โดยแบ่งเป็นกรณีการปลอมบวช 2 ราย พระสงฆ์บิณฑบาตขาดสำรวม 263 ราย ปักกลดในย่านชุมชน ค้างคืนตามอาคารบ้านเรือน 15 ราย พักอาศัยในวัดโดยไม่ได้รับอนุญาต 7 ราย พระสงฆ์เล่นการพนัน เสพยาเสพติด และดื่มสุรา เพียง 1 ราย พระสงฆ์เรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาต 2 ราย
นายอำนาจกล่าวต่อว่านอกจากนี้ เมื่อมองถึงสถานการณ์จำนวนพระภิกษุสามเณรในประเทศในภาพรวมมีความน่าเป็นห่วง มาก เพราะจากผลการวิจัยของนายชาญณรงค์ บุญหนุน จากภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรื่อง "แนวโน้มจำนวนและคุณภาพของพระสงฆ์ในชนบทของประเทศไทย" เมื่อปลายปี 2550 ซึ่งผลการวิจัยระบุว่า มีจำนวนพระสงฆ์ทั่วประเทศเพียง 125,000 รูป และมีสามเณรเพียงประมาณ 60,000 รูปเท่านั้น ซึ่งผิดจากข้อมูลที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ สำรวจไว้ว่ามีจำนวนพระภิกษุสามเณร รวม 313,267 รูป ค่อนข้างมาก และแม้ว่าจะนำข้อมูลจำนวนพระภิกษุสามเณร ของสำนักพุทธฯ ไปเทียบ กับจำนวนประชากร ในปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 63 ล้านคน ยังถือว่ามีจำนวนที่น้อยมาก ขณะเดียวกัน ผลวิจัยระบุด้วยว่าสาเหตุที่มีจำนวนพระภิกษุสามเณรน้อยลงนั้นเพราะเกิดมาจาก ประชาชนนิยมศึกษาทางโลก ชุมชน เศรษฐกิจดี จึงทำให้คนนิยมบวชในระยะสั้น ผู้เข้ามาบวชมองว่าเมื่อเป็นพระสามารถเข้าถึงการศึกษาทางโลกได้น้อย รัฐให้การสนับสนุนงบประมาณเรื่องการศึกษาของคณะสงฆ์ไม่เพียงพอ
"ผลวิจัยเรื่องดังกล่าวน่าเชื่อถือได้ เพราะผู้วิจัยลงพื้นที่สำรวจวัดจากทุกภูมิภาค โดยยังพบว่าบางวัดมีพระสงฆ์อยู่ 20 รูป แต่มีพระที่เป็นพระจริงๆ ไม่ใช่พระที่บวชระยะสั้น เพียง 4 รูปเท่านั้น และผลวิจัยนี้ยังเป็นคำตอบว่าตามที่หน่วยงานภาครัฐเชื่อกันว่าประเทศไทยมี พระภิกษุสามเณรกว่า 300,000 รูปนั้น ไม่เป็นความจริง โดยสาเหตุหลักของการที่มีคนบวชน้อยลงมาจากคนนิยมเข้าศึกษาต่อในโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มากกว่าโรงเรียนพระปริยัติธรรม อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ยังทำให้คนนิยมบวชแบบ 3 วัน 7 วัน มากกว่าการบวชเป็นพรรษา มากขึ้นด้วย" ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรฯ กล่าว
โครงสร้างทางสังคมเปลี่ยน....
โครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยน...
โครงสร้างทางการเมืองเปลี่ยน...
โครงสร้างทางการศึกษาเปลี่ยน...
....แต่...โครงสร้างทางคณะสงฆ์ไม่เปลี่ยน....จำนวนพระสงฆ์จึงเปลี่ยน
๑. เมืองไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ต่างจากระบอบฮินดู หรือ พราหมณ์ ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ และเมืองไทยเลิกทาสสมัยล้นเกล้าฯรัชการที่ ๕ ฉะนั้นการบวชตามหลักการทางพระพุทธศาสนา(เพื่อเปลี่ยนสถานะความยากจน ภายใต้ร่มกาสวพัสตร์ มีธรรมวินัยเป็นเครื่องร้อยรัด ได้รับการยอมรับจากสังคมพุทธ สมควรเคารพกราบไหว้ เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร) จึงเจือจางตามสมัยนิยม
๒. สังคมโลกาภิวัฒน์ในเมืองไทยรุนแรงมาก สิ่งยั่วเย้าทางกามคุณมีทุกรูปแบบ การอยู่ในเพศบรรพชิต ถ้าพระภิกษุนั้นย่อหย่อนในธรรมวินัย ทอดทิ้งไตรสิกขา(ศีล สมาธิ ปัญญา) ย่อมยากรักษาตัวรอด อยู่ต่อไปก็เหมือนสร้างภาพหลอกชาวบ้าน โดยเฉพาะสื่อมวลชน ซึ่งเปรียบเสมือนกระจกเงาสะท้อนธรรมวินัยพระคุณเจ้ามาโดยตลอด
๓. ทางราชการห่วงใยพระจะน้อยเกินไป เกรงศาสนสถานจะรกร้างว่างเปล่า ต้องการปริมาณมากกว่าคุณภาพพระสงฆ์ แต่ทางราชการเคยวิเคราะห์อย่างเป็นระบบหรือไม่ว่า คนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาทำไมจึงห่างเหิรวัด ทำไมคนไทยพุทธจึงรังเกียจวันพระซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนา(แม้ มรว.คึกฤทธิ์ฯ อดีต นรม.ยังตอบฝรั่งไม่ได้ ว่าเอกลักษณ์ศาสนาพุทธคืออะไร) ทำไมข้าราชการไม่เป็นต้นแบบที่ดีในการเข้าถึงแก่นแท้พระพุทธศาสนา เป็นตัวอย่างให้กับนักการเมือง และประชาชนทั่วไป
๔. สื่อส่วนมากมองข้ามข้าราชการ ไปมองนักการเมืองคอรัปชั่น ลองเปรียบเทียบดู ข้าราชการรับราชการตั้งแต่อายุ๒๒-๒๓ ปี กว่าจะเกษียณ๖๐ ปี รวมเวลารับราชการ ๓๗-๓๘ ปี เกษียณแล้วมีบำเหน็จบำนาญเลี้ยงชีพตลอดชีวิต โดยเฉพาะข้าราชการระดับผู้บริหาร จนไม่เป็นเด็ดขาด เวลาขึ้นเงินเดือนชั้นผู้น้อย ร่างเองเซ็นเองตัวเองก็ได้ด้วย แต่นักการเมืองทั้งท้องถิ่น ถึงระดับชาติ มีเวลาบริหารเพียง๔ ปี กลุ่มใดควรเป็นผู้นำทางคุณธรรมมากกว่ากัน ข้าราชการ กับนักการเมืองกลุ่มใดปริมาณมากกว่ากัน
๕. อยากให้สื่อมวลชน หรือสถานศึกษาที่เก่งในการทำโพล ลองวิเคราะห์ ธรรมะ กับนักบริหาร มีความจำเป็นต่อการรักษา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้อยู่รอดปลอดภัยจาก อัตตาธิปไตย(การแข่งขัน-เบียดเบียนทางศาสนา) และโลกาธิปไตย(การแข่งขัน-เบียดเบียนทางวัตถุนิยม บริโภคนิยม ทุนนิยม) ได้อย่างไร ยกตัวอย่าง การทำธุรกิจ เป้าหมายสูงสุดคือ กำไร และผู้รับบริการพอใจ มีความสุข ทางศาสนา เป้าหมายสูงสุดของผู้เข้าถึงศาสนาคืออะไร และผู้รับบริการ(ประชาชน) พอใจ และมีความสุขจาก ผู้บริหารที่เข้าถึงคุณธรรมอย่างไร ( ระวังอย่าให้พระไตรปิฎกบังนิพพานก็แล้วกัน)
๖. ถ้า"ข้าราชการไทยรักษาวันพระได้ เมืองไทยจะไม่วิบัติ" เช่นเดียวกับคติท่านอาจารย์พุทธทาส "ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ"
๗. สรุป ถ้าคนทยไม่ทิ้งวัด ไม่ห่างเหิรวันพระ เมืองไทยจะได้พระที่มีคุณภาพ อุดมด้วยธรรมวินัย และปริมาณ เมืองไทยจะได้ชื่อว่า ปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นปมุข ในรูปแบบธรรมาธิปไตย เป็นชาติแรกของโลกและยั่งยืนนิรันดร์กาล
แสดงความคิดเห็น