‘สงกรานต์ สโคลส์ ทัพมณี’ ‘ลูกครึ่ง’ หัวใจไทยเต็มร้อย เป็นข่าวมาสักระยะหนึ่งแล้ว ว่ารัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีแนวคิดจัดสร้าง “ภาพยนตร์” เกี่ยวกับ “ศาสนาพุทธ” เกี่ยวกับ “พระพุทธเจ้า” เพื่อมอบให้กับวัดและสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพระไตรปิฎก แถมไม่ทำเล็ก ๆ แต่ทุ่มทุนสร้างถึง 1,200 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ได้มีการแถลงข่าวพร้อมเปิด ตัวทีมงาน-ดารานักแสดง รวมถึง “ผู้รับบท พระพุทธเจ้า” ...
ที่ชื่อ... “มาร์ค-สงกรานต์ สโคลส์ ทัพมณี”
สงกรานต์ สโคลส์ ทัพมณี หรือ มาร์ค นักแสดงและนายแบบหนุ่มหน้าใหม่ที่ถูกเลือกให้รับบทสำคัญ เผยความ รู้สึกว่าตอนแรกที่ทราบว่าได้รับคัดเลือกให้ร่วมแสดงภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญทางพุทธศาสนา ก็ถือเป็นเรื่องมงคลที่สุดสำหรับชีวิต ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา
“ตกใจเมื่อทราบว่าถูกเลือกให้รับบทสำคัญ แต่ก็รู้สึกปลาบปลื้มและยินดีอย่างมากที่ได้รับเลือก ตอนแรกไม่คิดว่าจะได้เล่นบทนี้ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ฟอร์มใหญ่มาก”
มาร์คเล่าว่า ก่อนที่จะเข้ามาเป็นนักแสดงในโครงการนี้ ได้เห็นประกาศรับสมัคร นักแสดงจากทางหนังสือพิมพ์ จึงชวนเพื่อนเข้ามาสมัครคัดเลือกนักแสดงกับทางทีมงาน ตอนนั้นคิดในใจเพียงว่าขอให้มีโอกาสได้รับบทอะไร สักอย่างก็พอ ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้เล่นบท พระพุทธเจ้า ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เล่นบทนี้ เพราะตามคุณสมบัติของคนที่จะมารับบทนี้ จะต้องมีลักษณะต่าง ๆ 32 ประการ แต่บังเอิญว่าทางคณะกรรมการคือ มหาเถรสมาคม ท่านมองว่าตนเหมาะสม ก็เลยถูกเลือกเพื่อให้เล่นบทนี้
กับชีวิตส่วนตัวของเขา มาร์คบอก ว่า ปัจจุบันอายุ 22 ปี สูง 188.5 ซม. น้ำหนัก 87.1 กก. เขาเกิดที่กรุงเทพฯ มีคุณแม่เป็นคนไทย ส่วนคุณพ่อเป็นคนนิวซีแลนด์ ปัจจุบันเขาเป็น นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัย Auckland ในประเทศอังกฤษ และยังทำงานเป็นอาจารย์ สอนภาษาอังกฤษอยู่ที่สถาบันสอนภาษาอังกฤษ แห่งหนึ่งในย่านสีลม ส่วนเวลาที่เหลือก็ทำงานเดินแบบและรับเล่นละคร โดยก่อนหน้านี้เขาเคยประกวดในเวทีเอ็มไทยแลนด์ปี 2005 รุ่นเดียวกับ โฬม-พัชฏะ นามปาน โดยเขาคว้าตำแหน่งรองอันดับ 2 เคยมีผลงานละครเรื่อง กุหลาบตัดเพชร ทางช่อง 3 และที่กำลังออนแอร์อยู่ในขณะนี้อีกเรื่องคือ สร้อยแสงจันทร์
มาร์คเกิดที่กรุงเทพฯ แต่พออายุ 5 ขวบคุณพ่อได้งานที่นิวซีแลนด์ จึงตัดสินใจพาครอบครัวย้ายกลับไปอยู่นิวซีแลนด์ ก็ใช้ชีวิตปกติทั่ว ๆ ไป คุณแม่อยู่บ้านก็จะคอยสอนวัฒนธรรมไทยให้ลูก ๆ และก็ชอบทำอาหารไทยให้ทานเสมอ ๆ ช่วงหนึ่งคุณพ่ออยากพาภรรยากับลูก มาเที่ยวบ้านเกิด ซึ่งพอมาแล้วมาร์คก็ติดใจ ขอคุณพ่อว่าอยากอยู่ต่อ โดยพักการเรียนเอาไว้ ซึ่งเขาบอกว่าอนาคตอาจต้องโอนมาเรียนต่อที่เมืองไทยเลย
“จริง ๆ แล้วในตอนแรกผมไม่ได้คิดที่จะทำงานอะไรทั้งสิ้น แต่เมื่อมีงานเข้ามาผมก็ลองทำดู เพราะถือว่าเป็นโอกาสและเป็นประสบการณ์ จากนั้นก็รู้สึกชอบและรักเมืองไทยมาก” มาร์คกล่าว
และบอกต่อไปว่า แม้ช่วงนี้จะมีงานติดต่อเข้ามามาก แต่เมื่อถึงเวลาเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่องสำคัญ ก็คงต้องพักงานอื่นไว้ก่อน เพราะเขาคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นงานที่ทรง คุณค่า และเป็นงานที่ดีที่สุดในชีวิตที่เคยได้รับ ดังนั้นจึงต้องทุ่มเทและให้เวลากับงานนี้ให้มากที่สุด
เมื่อถามถึงความหนักใจ และความ กดดันที่จะต้องรับบทสำคัญ เขาบอกว่า บท พระพุทธเจ้านั้นถือว่าเป็นตัวละครหลักที่ต้องรับบทหนักกว่าคนอื่นอยู่แล้ว ยิ่งบทสำคัญมาตกอยู่กับเขา ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเกร็ง เพราะกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีอย่างที่หลายคนหวังไว้ แต่หลังจากได้พูดคุยกับผู้ใหญ่แล้ว ก็ทำให้ผ่อนคลายขึ้นบ้าง
“ก็รู้สึกกดดันบ้างครับ คนเราถ้าไม่กดดันก็จะไม่มีความพยายาม ก่อนกลับมาเมืองไทยผมก็พูดไทยไม่ค่อยชัด จึงต้องทำการบ้านเยอะกว่าคนอื่น ในเรื่องของภาษา ต้องฝึกใช้คำศัพท์ที่ผมไม่เคยรู้จัก ที่สำคัญคือ ต้องฝึกนั่งสมาธินาน ๆ เวลาจะเข้าฉากจะได้ชิน ฝึกให้มีศีลธรรมคล้ายกับพระสงฆ์ครับ ที่สำคัญต้องไปศึกษาเรื่องของพระพุทธเจ้าอย่างละเอียด ซึ่งทางทีมงานจะมีเทรนเนอร์มาสอนให้ส่วนหนึ่ง ในส่วนที่เป็นเนื้อหาในพระไตรปิฎก และหลังจากนี้ไปทาง ทีมงานจะให้ไปเวิร์กช็อปร่วมกับนักแสดงคนอื่น”
กับการปรับตัว เขาบอกว่า ปกติก็ใช้ชีวิตสบาย ๆ ไม่มีอะไรซีเรียส คงไม่ต้องปรับปรุงอะไร เพราะปกติก็ไม่ใช่คนที่ออกไปทำอะไรบ้าบอน่าเกลียด และถ้าเล่นบท นี้งานต่าง ๆ ก็คงต้องหยุดหมด งานนี้ต้องมาก่อน เพราะอยากเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้ เรื่อง นี้เป็นงานที่ดีมากสำหรับชีวิตแล้ว จะต้องโกนหัวด้วยก็ไม่มีปัญหา
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการรับแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องทำการบ้านเยอะมาก เพราะต้องถ่ายทำมากถึง 250 ตอน ดังนั้นจึงต้องศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาทักษะทางการแสดงอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเข้าไปปรึกษากับทางทีมงานตลอด นอกเหนือจากส่วนสำคัญคือต้องพยายามศึกษาพระไตรปิฎกให้ละเอียด
“ตอนนี้ผมกำลังศึกษาพระไตรปิฎกอยู่ครับ ถ้าจะถามว่าผมเคยอ่านหรือเปล่า บอกตรงๆ ว่าไม่เคยอ่านเลย แต่แม่จะเล่าให้ฟังตอนเล็กๆ มากกว่า ซึ่งแม่จะมีวิธีอธิบายให้ลูกเข้าใจง่ายขึ้น เพราะถ้าผมอ่านตอนนั้นผมก็อ่านไม่ออก เพราะภาษาไทยผมยังไม่ดีนัก แต่ตอนนี้ผมอ่านได้แล้วครับ และผมหวังให้งานนี้ออกมาดีที่สุด ผมมองว่าการได้ทำงานใหญ่แบบนี้ การได้ร่วมงานกับคนเยอะ ๆ ทำให้เราได้รู้ได้เห็นอะไรหลายอย่าง ได้รับประสบการณ์ ได้ฝึกตัวเองให้ตรงเวลา ได้รู้จักคนจำนวนมาก และรู้เรื่องราวของพระพุทธศาสนามากขึ้นด้วย”
สำหรับประเด็นที่มีหลายคนสงสัยเกี่ยวกับความเป็น “ลูกครึ่งฝรั่ง” แต่ต้องมาแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ มาร์คบอกว่า ก็มีหลายคนถาม แต่โดยส่วนตัวคิดว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญชาติ อีกอย่างทางผู้ใหญ่ก็ต้องการใบหน้าที่ดูเป็นสากลหน่อย ซึ่งทางคณะกรรมการอาจคิดว่าเหมาะสมกับคอนเซปต์ของเรื่อง
“มาร์คไม่ได้คิดว่าตัวเองเหมือนนะ เป็นมุมมองของผู้ใหญ่มากกว่า หลายคนชอบคิดว่ามาร์คเป็นเด็กเส้นเข้ามาเพราะถูกฝาก แต่มาร์คยืนยันว่ามาตามขั้นตอนทุกอย่าง เขียนใบสมัคร สัมภาษณ์ ถ่ายรูปและแคสติ้งเหมือนกับทุกคน” เขากล่าว และเล่าย้อนอดีตอีกว่าผู้ใหญ่เขาดูจากบุคลิกเป็นหลัก ดูวิธีการเดิน วิธีการพูด ภาษา หน้าตา อีกทั้งบุคลิกที่เป็นคนนิ่งๆ ไม่ใช่คนที่แต่งตัวซ่าๆ ซึ่งทางผู้ใหญ่เห็นว่า พอดีหน้าตาเหมือนกับแขกขาว ตรงตามคอนเซปต์ที่ต้องการ แม้อายุจริงอาจไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด
“คงเพราะหน้าตาแซงหน้าอายุจริงด้วยมั้งครับ” มาร์คกล่าวอย่างอารมณ์ดี
กับกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์แว่ว ๆ ถึงความเหมาะสม-ไม่เหมาะสมในบทพระพุทธเจ้านี้ มาร์คยอมรับว่า ต้องทำใจ เขาเองคิดว่าไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบหรือเพอร์เฟกต์พร้อมไปเสียทุกอย่าง โดยสิ่งที่จะตัดสินว่าเขาเหมาะหรือไม่นั้นก็น่าจะให้ผลงานและคนดูเป็นคนตัดสิน แต่สำหรับตัวเขาแล้วจะทำอย่างเต็มที่ที่สุด
“ก็มีเสียใจบ้างเหมือนกันนะ แต่ก็ได้กำลังใจ ได้ความเชื่อมั่นจากผู้ใหญ่หลายท่าน ก็เลยทำให้ไม่ท้อ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ คือคนที่ไม่รู้จักเรา ยังไม่เปิดโอกาสให้เราได้ทำเลย แต่ก็มาวิจารณ์เราเสียๆ หายๆ ซึ่งผมก็คิดว่ามันไม่ยุติธรรม อาจมีคนบางคนไม่ยอมรับผม ไม่ชอบผม ซึ่งในสายตาเขาอาจจะมองว่าผมมาจากไหน เป็นใคร จู่ ๆ ก็ได้มาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้เราก็ห้ามให้คนคิดไม่ได้”
“เสียใจว่าทำไมเป็นแบบนี้ ทั้งที่ผมอยากอยู่เมืองไทย อยากทุ่มเทให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อวัฒนธรรมและศาสนา แต่เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ก็ไม่เคยท้อ” ... “มาร์ค-สงกรานต์ สโคลส์ ทัพมณี” ผู้รับบท “พระพุทธเจ้า” ที่กำลังถูกจับจ้อง-วิพากษ์วิจารณ์ กล่าวทิ้งท้าย
ส่วนเขาจะถูกเปลี่ยนตัวจากกระแสท้วงติง จากกรณีเคยถ่ายแบบออกแนวนู้ด หรือไม่ ก็ต้องรอดูกัน...
‘พระไตรปิฎก’ หนังแผ่นฟอร์มยักษ์
“เราต้องยอมรับว่ามีชาวพุทธไม่มากนักที่หยิบพระไตรปิฎกมาศึกษา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเนื้อหาในพระไตรปิฎกนั้นใช้ภาษายากแก่การเข้าใจ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ทางมหาเถรสมาคมจึงเห็นชอบให้จัดสร้าง โครงการ พระไตรปิฎกฉบับภาพยนตร์ขึ้น โดยบันทึกภาพและเสียงระบบดีวีดีและวีซีดี จำนวน 250 ตอน”
สนั่นพงษ์ สุขดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไตรลักษณ์ จำกัด ในฐานะผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “พระไตรปิฎก” ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เผยถึงความเป็นมาของภาพยนตร์เรื่องนี้ พร้อมทั้งบอกอีกว่า จากจำนวน 250 ตอนนั้น ในช่วงแรกวางแผนจะผลิต 10 ตอน ให้เสร็จก่อนวันที่ 5 ธ.ค. 2550 เพื่อนำออกอากาศทางฟรีทีวี ถวายเป็นราชกุศล ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ซึ่งในวันที่ 14 ก.ย 2550 นี้จะมีพิธีบวงสรวง ภาพยนตร์ เรื่องนี้ที่พุทธมณฑล จากนั้นจะนำ นักแสดงเข้าสัมมนาและฝึกอบรม ก่อนดำเนินการเปิดกล้อง
“ทุกขั้นตอนการผลิตจะควบคุมโดยคณะสงฆ์ เพื่อความถูกต้องตามพระไตรปิฎก เชื่อว่าจะทำให้คนไทยและต่างชาติรู้ซึ้งถึงหลักธรรมอันถูกต้อง และเข้าใจง่ายขึ้น”
สำหรับโครงการนี้ ถือเป็นการรวมตัวของนักแสดงไทยที่มีหน้าละม้ายคล้ายอินเดียมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งยังได้สร้างฉากจำลองบรรยากาศของอินเดียโบราณตามแบบพระไตรปิฎก ซึ่งเลือก จ.กาญจนบุรี เป็นสถานที่ถ่ายทำหลัก และ ยังยกกองไปถ่ายทำถึงประเทศอินเดีย โดยมีทีมงานผู้กำกับระดับปรมาจารย์อย่าง พยุงเวทย์ พยกุล, สมพงษ์ ตรีบุปผา, เจตนิพัทธ์ สาสิงห์ และผู้เชี่ยวชาญอีกหลายสาขา
“เรื่องคุณภาพไม่ต้องห่วง เราจะทำให้เทียบเท่าหนังศาสนาอื่น เช่น เรื่องบัญญัติ 10 ประการ ทุกขั้นตอนเทียบกับหนังในระบบสากล เช่น เดอะไลฟ์ ออฟ บุดดา หรือลิตเติ้ลบุดดา ที่สำคัญ การที่เราเลือกนักแสดงที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับระบบสากลมากที่สุด ก็เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ และก็เพราะเราต้องการนำภาพยนตร์เรื่อง นี้ออกเผยแพร่ยังต่างประเทศด้วย” ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ “พระไตรปิฎก” กล่าว.
เรียน คุณสนั่นพงษ์
ดิฉัน เป็นครูสอนวิชาพระพุทธศาสนา ได้ลงวารสารเกี่ยวกับเทคนิคการสอนพุทธ
ปกติ นับถือศีล 5 เป็นผู้สอนสวดมนต์สรภัญญะดีเด่น ล่าสุดนำนักเรียน 200 กว่าชีวิตทั้งหญิง และชาย ไปร่วมสวดมนต์ที่วัดสระเกศ ฯ และวัดราชนัดดา เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา และยังทำกิจกรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนามากมาย
มีความฝันในชีวิตว่า อยากเล่นละคร หรือภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา บังเอิญได้ชมรายการ สยามทูเดย์ ช่อง 5 วันอังคารที่ 16 ต.ค ได้ยิน คุณสนั่น เชิญชวนว่าพุทธศษสนาเป็นของทุกคน อยากให้มีส่วนร่วม ตรงกับสิ่งที่รอคอยมาแสนนาน เพราะไม่เคยรู้ว่าเขารับสมัครกันไปนานแล้ว พอได้ยินก็ดีใจมาก ๆ
หากมีบุญพอ คงจะมีโอกาสได้พิจารณาไว้ด้วยคนนะคะ
เบญจพร(087) 8130059
แสดงความคิดเห็น