"เผด็จ ติสโร" ธรรมะเดลิเวอรี่ การแพทย์และสาธารณสุข กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

11 เมษายน 2551 เป็นวันครบกำหนด 100 วัน ของการไว้ทุกข์ถวาย แด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์


เวลา เหลืออีกไม่มากนักสำหรับการถวายอาลัย กระนั้นช่วงเวลาที่ผ่านเลยไปแต่ละวัน แต่ละเดือน ลึกลงไปในจิตใจของปวงชนชาวไทยแล้วไม่เคยลืมเลือนพระพักตร์และพระจริยาวัตร อันงดงามของ "พระเจ้าพี่นางเธอ" พระองค์นี้เลย


ยังทรงประทับอยู่ในความรู้สึกของคนไทยแม้ในกาลปัจจุบันนี้

กิจกรรม หนึ่งที่เห็นเป็นตัวอย่างของการระลึกถึงพระองค์ท่าน เป็นกิจกรรมที่เพิ่งจัดไปสดๆ ร้อนๆ มี อาจารย์เผด็จ ติสโร หนึ่งในทีมงานธรรมะเดลิเวอรี่ มาเป็นองค์ปาฐกเพื่อปาฐกถาพิเศษเรื่อง "พระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่มีต่อปวงชนชาวไทย" ในงานประชุมวิชาการสมาคมนักบริหารสาธารณสุข ครั้งที่ 5 ที่จัดโดย วิทยาลัยบริหารสาธารณสุข สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข

เพราะ การแพทย์และการสาธารณสุขเป็นพระกรณียกิจที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สนพระทัย และทรงให้ความสำคัญอย่างมาก ดังที่ทรงรับมูลนิธิทางด้านนี้มากมายหลายมูลนิธิไว้ในพระอุปถัมภ์ ทรงห่วงใยพสกนิกรไทย แม้ในพื้นที่ห่างไกลหรือ ถิ่นทุรกันดาร ก็เสด็จเยี่ยม โดยมีหน่วยแพทย์อาสา พอ.สว.เป็นทีมงานร่วมเสด็จ

พระอาจารย์เผด็จ เริ่มปาฐกถาด้วยท่วงทำนองเพลงกระบี่ปลิดความง่วง เพราะช่วงเวลาหลังอาหารกลางวันเช่นนี้ไม่ใครก็ใครต้องเป็นประเภท "หนัง ท้องตึงหนังตาหย่อน" แต่ปรากฏว่ารายการนี้เป็นคนละเรื่อง ถึงหนังท้องจะตึง แต่หนังตาไม่หย่อน แถมเมื่อยขากรรไกรอีกต่างหาก เนื่องจากพระอาจารย์ปล่อยมุขฮาไม่หยุด

เวลาเริ่มต้นบ่ายโมงล่วงเลย ถึงบ่ายสองครึ่งแล้ว แต่ไม่มีใครคิดจะขยับลุกออกไปจากที่นั่งหรือเข้าห้องน้ำ คนที่มาร่วมประชุมล้วนเป็นประชาชนผู้สนใจเป็นส่วนใหญ่ นอกนั้นเป็นข้าราชการจากกระทรวงสาธารณสุข เป็นข้าราชบริพาร ที่มาด้วยความซาบซึ้งสำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทรงมีต่อวงการแพทย์ ทุกคนจึงตั้งใจและเต็มใจที่จะอยู่ฟัง

พระอาจารย์เผด็จกล่าวว่า เมื่อเราอยู่ในสภาพอะไร พยายามหาความสุขกับมันให้ได้ เริ่มจากที่ตัวเราก่อน ความสุขเป็นเรื่องง่ายใกล้ตัว ความสุขเป็นเรื่องของทุกคน ความสุขเป็นเรื่องที่อยู่กับตัวเราตลอดเวลา เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าไปทำงานสนองพระองค์ท่านได้ ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน

"การ ทำงานที่ดีมีหลัก 4 ข้อง่ายๆ หนึ่ง คือ การให้-ต้องให้ก่อน เหมือนเช่นพระองค์ท่านที่ทรงเป็นผู้เริ่มการให้แก่คนอื่นๆ ก่อน พระองค์มีพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่งใหญ่ต่อการแพทย์ มูลนิธิ พอ.สว. โครงการของสมเด็จย่า อย่างนี้คือ การให้เมตตาก่อน

"เรื่องของการให้ยังมีถึงสี่อย่าง คือ ให้รอยยิ้ม ให้น้ำใจ ให้อภัย และ ขอโทษ

"การ ยิ้มให้กันก่อน เป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะว่าการยิ้มเป็นหน้าต่างของความสุข การยิ้มเป็นหน้าต่างของความเมตตา การยิ้มเป็นการปรารถนาดีต่อกัน สังเกตไหม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เวลาที่พระองค์ทรงงาน พระองค์จะมีเมตตาก็จะมีรอยยิ้มก่อน...ทรงยิ้มแย้มแจ่มใส...

...ต่อมา ให้ที่สอง คือ ให้น้ำใจ เราต้องมีน้ำใจให้กัน เขาบอกว่า "น้ำบ่อน้ำคลองเป็นรองน้ำใจ น้ำบ่อไหนๆ ก็สู้น้ำใจไม่ได้" เสียงพระอาจารย์เผด็จกล่าวคล้องจอง

และว่า น้ำใจไม่รู้จักหมด ให้น้ำใจ ให้อภัย และที่สุดคือ "การขอโทษ" การขอโทษไม่ใช่ความพ่ายแพ้ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่การขอโทษเป็นการชนะที่ยิ่งใหญ่ เป็นการชนะใจของตัวเอง

"เวลา ทำงาน การทำงานก็เหมือนกับการทำบุญ ก่อนทำเต็มใจ ขณะทำเต็มใจ หลังทำเต็มใจ จึงจะมีความสุข เหมือนพระองค์ท่าน ทรงอาสาที่จะมาทำ ขณะพระองค์ทรงงานจะมีรอยยิ้ม มีความสุข หลังจากที่ได้ทำแล้วก็ได้รับความชื่นชม เพราะทรงทำมาจากความรู้สึกข้างใน มีใจในการทำงานอย่างเต็มเปี่ยมต่อพสกนิกรของพระองค์ ถ้าเรามีความเต็มใจก่อนที่จะทำ เต็มใจระหว่างทำ เต็มใจหลังทำ เราจึงจะมีความสุขกับการทำงาน"

พระอาจารย์เผด็จกล่าวว่า การทรงงานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คือ การให้ และยังทรงเป็นผู้มีปิยะวาจา

"ปิยะ วาจาคือการกล่าววาจาที่น่ารักต่อกัน ขอยกตัวอย่างกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตรัสกับพสกนิกร ทรงพูดจาน่ารัก เป็นกันเองเหมือนกับในหลวงของเรา พระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่สูงเสียดฟ้า แต่ความเป็นกันเองกับประชาชนสูงมาก เป็นกษัตริย์ที่สูงส่งแต่ประชาชนเอื้อมถึง ลองคิดดูว่าที่พูดมาจริงหรือเปล่า เมื่อพูดถึงในหลวงเรานึกถึงเรื่องอะไรของพระองค์ท่าน พระราชอารมณ์ขันบ่งบอกว่าพระองค์ทรงสูงเสียดฟ้าแต่ก็มีความเป็นกันเองสูงมาก ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่"

พระเผด็จเล่าว่า ครั้งหนึ่งได้รับนิมนต์ไปพระราชวังดุสิต เพื่อบรรยายธรรม

"อาตมา เกร็งมากเวลาพูดถึงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงถามคุณแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวังว่าจำเป็นไหมที่ต้องเอ่ยพระนาม เต็มของท่าน คุณแก้วขวัญบอกว่า ไม่จำเป็น เอ่ยพระนามเต็มครั้งแรก ครั้งที่ สองเอ่ยสมเด็จย่าได้ ทุกพระองค์เหมือนกันหมด ทรงอยู่สูงเสียดฟ้า แต่ความเป็นกันเองสูงมาก เสด็จไปที่ไหนคนก็มีความสุข เป็นกันเอง ไม่ได้ทำให้คนใกล้ชิดพระองค์ท้อแท้ใจ ไม่ว่าในหลวง พระพี่นางฯ สมเด็จย่า สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงเป็นกำลังใจของพสกนิกรตลอดเวลา...

"...มีครั้ง หนึ่ง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นั่งท้อแท้ใจ ในหลวงเสด็จฯ มาตรัสถามว่าเป็นอะไร ดร.สุเมธตอบว่า ท้อแท้ใจพระเจ้าค่ะ เพราะมีโครงการหลายโครงการไม่ผ่าน ในหลวงของเราจึงทรงตอบว่า

"ดร. สุเมธ ชีวิตของเรานี้ถ้ามันเปรียบเหมือนเหล็กนะ ถ้าเรามีเหล็กอยู่หนึ่งอัน เราอยากได้มีดสวยๆ ถ้ามีดมีชีวิตมันคงเจ็บปวดนะ เหล็กนั้นวางตามดินตามหญ้า เราเอาเหล็กนั้นมาเผาไฟให้ร้อน กว่าเหล็กจะเป็นมีดขึ้นมาเราจะต้องมาทุบ ทุบขึ้นรูปเล่มก่อนที่จะขึ้นรูปเป็นมีดที่สวยงาม จะต้องกรีด ขึ้นลวดลาย ที่สวยงาม มันผ่านความเจ็บปวดมากมาย ชีวิตเราเช่นกัน ก่อนที่จะประสบ ความสำเร็จจะต้องผ่านความร้อนความเย็นความหนาวเช่นกัน เพราะฉะนั้น เราจึงอย่าท้อแท้

"พระราชดำรัสดังกล่าวบ่งบอกว่า คนท้อไม่แท้ คนแท้ไม่ท้อ ต่อสู้เข้มแข็งอดทน และที่สำคัญพระองค์ท่านไม่ให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเหนื่อยหน่ายท้อแท้ใจ และพระองค์ไม่ได้นั่งอยู่บนหัวคน แต่พระองค์นั่งอยู่ในใจคน"

พระอาจารย์เผด็จบอกว่า เช่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ พระองค์อยู่ในวงการแพทย์สาธารณสุข ช่วยเหลือประชาชน บริการประชาชน ลำบากมากมายแค่ไหน ถ้าพระองค์ไม่มีจิตเมตตา ถ้าไม่มีความมุ่งมั่น พระองค์จะทำได้อย่างไร อาชีพของเราทั้งหลายเหมาะตรงประเด็น เพราะฉะนั้นจงเอาแบบอย่างพระองค์ท่าน

"คนป่วย เป็นโรคต่างๆ มากมาย ทรงรับไว้ในพระราชานุเคราะห์นี้คือ ความเมตตาที่พระองค์มีต่อประชาชนไทย พวกท่านเป็นหมอ ถ้าไม่เดือดร้อนไม่ลำบาก ไม่เจ็บปวด ชาวบ้านคงไม่มาหาหรอก เมื่อเขามีความทุกข์ความเจ็บปวดมาเจอเราแล้วเราต้องมีรอยยิ้มกลับไป" พระอาจารย์เผด็จกล่าว

หนึ่งในทีมธรรมะเดลิเวอรี่กล่าวต่อว่า อีกข้อคือ การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ บุคคลที่เป็นแบบอย่างในการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ คือสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ

คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงานได้ มี 2 อย่าง คือ หนึ่งมีแบบอย่างที่ดี สองมีคนคอยช่วยเหลือที่ดี

"สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯทรงเป็นทั้งแบบอย่าง เป็นทั้งพี่เลี้ยงให้กับเราได้เลียนแบบการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ ที่สำคัญเวลาบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต้องอยู่บนรากฐานของความดี และอย่ารอให้คนอื่นจี้ก่อนถึงจะทำ ต้องทำออกมาจากหัวใจ"

สุดท้ายคือ ความเสมอต้นเสมอปลาย กล่าวคือ การทำงานจะต้องมีความเสมอต้นเสมอปลาย จึงจะพบกับความสำเร็จ และการประสบความสำเร็จได้ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งด้วย

"มีนิทานเล่าให้ฟัง -- กบฝูงหนึ่งพยายามปีนต้นเสาไฟฟ้า ชาวบ้านกบจึงบอก ว่าอย่าปีนเลย ปีนไม่ถึงหรอก กบตัวอื่นก็ร่วงผล็อยๆ แต่มีกบอยู่ตัวหนึ่ง ปีนจนถึงปลายเสา มีคนถามว่าเจ้าเก่งจังเลยเจ้าปีนถึงปลายเสา แต่กลับไม่ได้ยินเสียงตอบจากกบตัวนั้น เพราะกบตัวนั้นแท้จริงแล้วหูหนวกไม่ได้ยินเสียงของคนอื่น หรือคำพูดของคนอื่น เพราะฉะนั้นจงอย่านำคำพูดของคนอื่นมาทำให้ท้อแท้ใจ อย่าเอาความคิดที่ติดลบมาบั่นทอนชีวิตให้ติดลบไปด้วย บางคนเอาคำพูดมาทำให้ติดลบก็จะท้อแท้ตลอดไป

"อีกอย่างหนึ่ง ในหลวง หรือพระพี่นางฯ เวลาเสด็จเยี่ยมพสกนิกร จะทรงคุกเข่าลงข้างประชาชน และตรัสถามเกี่ยวกับวิถีชีวิต บ่งบอกว่าพระองค์ให้เกียรติ ซึ่งเราสามารถเลียนแบบพระองค์ท่านได้ คือมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและเป็นกันเอง" เสียงพระอาจารย์กล่าวเพิ่มเติม

สุดท้าย พระอาจารย์เผด็จบอกว่า หลวงพ่อปัญญานันทะ สอนว่าคนเรามีสามหน้า หนึ่งหน้านอกกับความงาม สองหน้าในกับความดี สามหน้าที่กับความสามารถ เพราะฉะนั้น หน้านอกแต่งแบบพอดีๆ ส่วนหน้าในและหน้าที่แต่งให้มากๆ

ท้าย สุดของรายการปาฐกถา พระอาจารย์เผด็จกล่าวกับคณะสาธารณสุขจากจังหวัดต่างๆ ว่า จงสืบทอดเจตนารมณ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพราะพระองค์ทรงแบบอย่างของการทรงงาน ทรงเป็นแบบอย่างของการดูแลครอบครัว

"ใครบอกว่าเป็นเจ้าแล้วสบาย คงใช้ได้กับประเทศอื่น แต่ในประเทศไทยแล้ว จงอย่าคิด เชื้อพระวงศ์ไทยเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ลำบากมากที่สุดในโลก" เสียงพระอาจารย์เผด็จปิดท้ายรายการ

ผู้เขียน: 
จิรพงศ์ เกิดเรณู
ที่มา: 

มติชน

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • Allowed HTML tags: <p><a><u><i><b> <em><strike><img> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd><blockquote><div>
  • *การขึ้นบรรทัดใหม่ : ถ้าข้อความยาวไม่เกิน 1 บรรทัด กด Enter หนึ่งครั้ง, ถ้ายาวเกิน 1 บรรทัด กด Enter สองครั้ง เพื่อให้มีช่องว่างระหว่างย่อหน้า ให้อ่านง่ายขึ้น - มีวรรคตอน อย่าเขียนติดกันเป็นพืด* :(

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งค่ารูปแบบอินพุต

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.