โรม บุนนาค รวบรวมข้อพิพาทเกี่ยวกับเขาพระวิหารระหว่างกัมพูชากับประเทศไทยไว้สมบูรณ์ ตั้งแต่ประวัติก่อสร้าง จุดเริ่มต้นความขัดแย้ง ตลอดจนหลักฐานคำพิพากษาของศาลโลก และเหตุการณ์ที่ตามมาหลังจากนั้น โดยสำนักพิมพ์บันทึกสยาม
กรณีพิพาทเขาพระวิหารอึมครึมขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อจู่ๆ ในปี 2547 ฝ่ายกัมพูชาแอบยื่นเรื่องต่อยูเนสโก หรือองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็น "มรดกโลก" เฉพาะฝั่งกัมพูชา โดยไม่บอกกล่าวฝ่ายไทย
ฝ่ายไทยพยายามเจรจากับ กัมพูชาเพื่อยื่นเสนอต่อยูเนสโกให้พิจารณาเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกัน ทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา ไม่จำเพาะเจาะจงฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
นอกจากจะไม่รับข้อเสนอแล้ว ในเดือนมิ.ย.2550 ฝ่ายกัมพูชายังกลับยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนตามลำพังซ้ำอีกครั้ง
ทางการไทยจึงประท้วงว่า องค์ประกอบของเขาพระวิหารมิได้มีแค่ปราสาทพระวิหารซึ่งอยู่ในเขตกัมพูชา เท่านั้น หากยังมีโบราณสถานสำคัญอีกหลายอย่างอยู่ในเขตประเทศไทย
เพราะมรดกโลกที่สมบูรณ์จะต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน
ยูเนสโกจึงเลื่อนการพิจารณาออกไป เพื่อรอการพิจารณาตัดสินอีกครั้งในเร็วๆ นี้
กรณีพิพาทเขาพระวิหารเกิดขึ้นนับแต่ฝรั่งเศสยึดครองอินโดจีน และเข้ายึดเมืองตราดในปี 2450 รัฐบาลไทยก็ถูกบีบให้ยกดินแดนเมืองเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณแก่ฝรั่งเศส
รวมทั้งเขาพระวิหาร ที่ถูกขีดเส้นลงในแผนที่ให้ตกเป็นของฝรั่งเศสด้วย
อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นประเทศไทยยังได้สิทธิ์ครอบครองเขาพระวิหารต่อไป และต่อมากรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในเดือนต.ค.2483
ต่อมากัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อ 19 ธ.ค.2493 ฝ่ายไทยเสนอเปิดเจรจาปัญหาพรมแดนในปี 2500 กัมพูชาตกลง แต่แล้วในปี 2501 ก็กลับเริ่มเรียกร้องว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ก่อนจะยื่นฟ้องต่อศาลโลกเมื่อ 6 ต.ค.2502
และต่อมาศาลโลกตัดสินชี้ขาดให้เขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาเมื่อปี 2505 ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3
หลักฐานสำคัญที่ศาลโลกใช้พิจารณาคือ "แผนที่" ซึ่งจัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศสเพียงฝ่ายเดียว
ศาลโลกระบุเหตุผลข้อหนึ่งซึ่งมีผลทำให้ฝ่ายไทยแพ้ว่า ถ้าแผนที่นี้ทำขึ้นอย่างผิดพลาดไทยก็มิได้คัดค้าน จึงถือว่าให้ความยินยอมโดยปริยายแล้ว เหมือนอย่างภาษาละตินที่ว่า
"ผู้ที่เงียบเฉยอยู่ย่อมถือว่ายินยอม!" กรณีเขาพระวิหารจึงยืดเยื้อมาถึงวันนี้
เขาพระวิหารน่าจะเป็นของไทย
แสดงความคิดเห็น