เพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 3 “วันมาฆบูชา” วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นครั้งแรก หรือที่เปรียบเป็น “วันเกิดพระธรรม” เวียนมาบรรจบอีกครั้ง...ในช่วงที่เมืองไทยซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนา พุทธเพิ่งจะมีรัฐบาลใหม่หมาด ๆ หลังจากที่ก่อนหน้าบ้านเมืองเหมือนถูกช็อกให้สะดุดจากการรัฐประหาร จากเงื่อนไขความแตกแยกของประชาชนเพราะเรื่องการเมือง
“มาฆบูชา” เหมาะจะเป็นวันฉุกคิดเพื่อทำความดี
กับเมืองไทยในยุคนี้ “ทำดีแบบไหนจึงจะเหมาะ ?”
กับประเด็นนี้ พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ พระนักเทศน์แห่งวัดสวนแก้ว ระบุว่า... วันมาฆบูชาตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 ของทุกปี วันนี้เป็นวันดี ไม่ควรทำชั่ว จึงขอให้พุทธศาสนิกชนถือโอกาสนี้ทำบุญตักบาตร สร้างกุศล สร้างคุณ-สร้างประโยชน์ให้กับตนเอง ละสิ่งที่ก่อให้เกิดความเศร้าหมอง
หากนำหลักธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน ก็จะช่วยแก้ปัญหาในสังคมซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะได้ด้วย เปรียบได้กับคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ว่า “มือซ้ายปัดบาปออกจากตัว มือขวาปัดชั่วออกจากใจ” ซึ่งหากทุกคนปัดบาปออกจากตัว-ปัดชั่วออกจากใจจนความชั่วร้ายไม่ครอบงำ เมื่อคนดีขึ้น สังคมก็จะดีขึ้นด้วย
พระพยอมระบุต่อไปว่า... มีคำสอน-คำแนะนำให้ชาวพุทธนำไปปฏิบัติคือ... 1.ตื่นเช้าล้างหน้าปัดบาปออกจากตัว ปัดชั่วออกจากใจ 2.แผ้วถางไม่ให้เป็นคนรกโลก คือไม่เห็นแก่ตัว ไม่ปฏิเสธกุศล มีจิตใจยินดี เพื่อจะได้เป็นคนไม่สิ้นบุญ และ 3.อย่าให้จิตใจขุ่นมัวจากความใคร่ ความงก ความอาฆาตพยาบาท ความอยาก จงอย่าให้ความอยากทั้ง 4 มาครอบงำจิตใจ เพียงเท่านี้หากทำได้ก็จะมีประโยชน์ ทำได้ทุกวันต่อ ๆ ไปก็จะยิ่งดี
โอวาทปาฏิโมกข์ พระพุทธเจ้าไม่เน้นชวนให้ทำความดี แต่ “ให้เริ่มต้นด้วยการละบาปก่อน” ซึ่งหากทำบุญแต่ไม่ได้ละบาปก็เหมือนแต่งตัวโดยไม่ได้อาบน้ำ ส่วนละบาปแต่ไม่ได้ทำบุญ ก็เหมือนอาบน้ำแต่ไม่ได้แต่งตัว คือละบาปสะอาดแต่ไม่มีสีสัน ทำบุญไม่ละบาปคือแต่งตัวสวยแต่เหนียวเนื้อเหนียวตัวตลอดเวลา
“ต่อสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ การทำความดีที่ดีที่สุดคือ การนำศีลธรรมกลับมา เอาความสามัคคี ปรองดอง เอาความรู้สึกดี ๆ กลับมาสู่บ้านเมืองของเราทุกคน”
พระพยอมระบุอีกว่า... บ้านเมืองเราตอนนี้ยังวุ่นวาย บรรยากาศยังแย่ ประชาชนยังรู้สึกขาดที่พึ่ง กลุ่มที่เพิ่งวางมือจากอำนาจก็สาวไส้กันเอง แย่ยิ่งกว่านั้นคือพอมีทีมบริหารใหม่ก็มีมุ้งเยอะ แต่ละมุ้งก็มีข่าวเรียกร้องโควตา จะเอาตำแหน่งกันวุ่นวาย เหมือนจะเรียกร้องกันเกินเหตุ ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกแย่ ไม่ค่อยมีใครยอมเป็นผู้เสียสละ ตัวเองไม่ได้ก็เอาลูกหลานญาติพี่น้องมาได้แทน เอามาฟอกตัว เหมือนประเทศชาติมีคนอยู่แค่นี้
“ความดีที่เคยทำกันตามปกติ ทุกวันนี้ไม่พอจะช่วยให้เมืองไทยแข่งขันได้กับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว เพราะบางฝ่ายก็จ้องที่จะหาเรื่องห้ำหั่นฟาดฟันตลอด ซึ่งบางฝ่ายก็ชอบ เข้าทาง นี่คือสิ่งชั่วร้ายในยุคปัจจุบัน ดังนั้น ก็อยากขอแต่ละคนว่าควรลดทิฐิ หันหน้ามาสามัคคีกัน ช่วยกันสร้างชาติให้มีความเจริญรุ่งเรืองจะดีกว่า” ...พระพยอมกล่าวทิ้งท้ายถึง “การ ทำความดีที่อินเทรนด์” ในยุคนี้
ขณะที่ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี พระนักเผยแผ่เจ้าของนาม ปากกา ว.วชิรเมธี ก็ให้แนวคิดในการทำดีแบบอินเทรนด์ในยุคปี 2551 นี้ว่า... ปัจจุบันภาพของการทำดีได้แคบลง เพราะมัวไปยึดติดกับการทำ ตามแบบแผน นึกถึงภาพของพระสงฆ์ ภาพของสังฆทาน-ถังเหลือง และการทำบุญนั้นก็นึกถึงภาพของการให้ทาน นึกถึงเงิน เมื่อพูดถึงการทำดี- ทำบุญก็มักจะนึกถึงเรื่องเงิน คิดว่าเมื่อช่วงไหนที่ไม่มีเงินก็ทำดี หรือทำบุญไม่ได้
“จริง ๆ แล้วการทำดีแบบกว้างขวางตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ทำได้ทั้ง 4 ทางคือ กาย ศีล จิต และปัญญา” ...พระมหาวุฒิชัยระบุ พร้อมทั้งขยายความว่า... ทางกาย คือการดูแลกาย ทางด้านกาย หู จมูก ลิ้น ใจ ให้มีสติ ไม่เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ ส่วนศีล คือการตั้งตนอยู่ในระเบียบวินัย ด้านจิต คือการพัฒนาจิตใจให้สงบ สดชื่น และบริสุทธิ์ ส่วนปัญญานั้น คือการมีความรู้เท่าทันทางโลก ทางธรรม กิเลส และคน
การทำบุญนั้นทำได้หลายทางแบบกว้างขวาง อาทิ การเป็นผู้ให้ การรักษาศีล การภาวนา เจริญสมาธิ การอ่อนน้อมถ่อมตน การอุทิศตนเป็นประโยชน์สาธารณะ การแสดงธรรม การมีความคิดในทางที่ถูกต้อง คือเชื่อในกฎแห่งกรรม เชื่อในหลักของเหตุ-ผล ฯลฯ ดังนั้น การทำดีในความหมายจึงมีหรือทำได้อย่างกว้างขวาง และมิได้จำกัดเพียงแค่ทำกับพระสงฆ์ วัด รวมไปถึงเรื่องของการใช้เงินเท่านั้น
ในโอกาสวันมาฆบูชา ซึ่งพูดแบบอินเทรนด์ก็ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าปฐมนิเทศพระสงฆ์เป็นครั้งแรก เป็นวันเกิดของพระธรรม คือ โอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งเป็นวันที่มีความสำคัญในทางพระพุทธศาสนา จึงอยากจะฝากแง่คิดการทำดีไปยังพุทธศาสนิกชนคนไทยรุ่นใหม่ที่อยู่ภายใต้ สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
“คือให้ทุกคนมีวินัยในตัวเอง มีจิตใจที่เปิดกว้าง ไม่เห็นแก่ตัว มีความซื่อสัตย์ ไม่คอร์รัปชั่น มีจิตสาธารณะ และใช้ปัญญาในการช่วยเหลือสังคม” ...พระมหาวุฒิชัยกล่าว
เหล่านี้เป็นตัวอย่าง-แนวทาง “ทำดีแบบอินเทรนด์”
ไม่เพียงช่วยให้คนทำเองดีขึ้น...แต่ช่วยประเทศด้วย
ก็ช่วย ๆ กันทำให้มาก ๆ เถอะชาวพุทธไทย !!!!!
แสดงความคิดเห็น