การป้องกันและแก้ไขปัญหา ่“วัยรุ่นติดเกม” สำหรับพ่อแม่

แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กติดเกม สำหรับพ่อแม่ เรียนรู้จากกรณีข่าว “วัยรุ่นติดเกม...ผูกคอตาย” การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาเพื่อความเข้าใจปัญหาและหาทางออกต่อกรณีนี้ มีดังนี้

หนึ่ง – ในเบื้องต้นคนรอบข้างของพ่อแม่เด็กรายนี้ต้องเข้าใจและให้กำลังใจ กับคุณพ่อคุณแม่ที่สูญเสียบุตรชายอันเป็นที่รัก ไม่มีพ่อแม่คนใดตั้งใจที่จะปล่อยให้สถานการณ์ก้าวมาถึงจุดนี้ ที่เป็นไปก็เพราะความไม่รู้ทั้งสิ้น หากรู้ว่าควรทำอย่างไรคงไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ จึงไม่ควรตำหนิพ่อแม่ หรือ พูดว่า “ไม่น่าปล่อยให้เป็นแบบนี้” “น่าจะทำอย่างโน้นอย่างนี้” ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร แต่สิ่งที่จะช่วยได้คือการแสดงความเข้าอกเข้าใจเห็นอกเห็นใจ และการให้กำลังใจที่จะเผชิญเรื่องราวต่างๆต่อไปข้างหน้า

สอง – เกมมีผลให้เสพติดได้ เนื่องจากเกมสามารถสร้างความสนุกได้แบบฉับพลัน อีกทั้งยังท้าทายให้เอาชนะได้ต่อไปที่ละน้อยๆ จึงทำให้คนเราอยากพิสูจน์ความเก่งของตนเองและไม่ยอมแพ้ ดังนั้นหากไม่เล่นด้วยความระมัดระวัง ไม่เล่นในลักษณะว่าให้มันเป็นอุปกรณ์สร้างเพลิดเพลินผ่อนคลายความเครียด โดยการจำกัดชั่วโมงการเล่น เช่น เล่นเพียงวันละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงแบบพอสนุก แต่กลับเล่นแบบมุ่งเอาชนะให้ได้ หรือ เกมเป็นอุปกรณ์เพียงอย่างเดียวที่มีในการสร้างความสนุกสนาน หรือสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง ก็จะทำให้เสพติดได้ เมื่อติดแล้วการเลิกจะทำได้ยาก เพราะจะทำให้เกิดความอยาก เกิดอารมณ์หงุดหงิด ก้าวร้าวหรือทุรนทุรายได้หากไม่ได้เล่น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีนี้ ดูเหมือนเด็กจะเอาตัวเองเข้าไปผูกติดกับการแพ้ชนะมาก ดังนั้นเมื่อแพ้แล้วแพ้อีกทำให้คิดว่าตัวเองไม่เก่ง รู้สึกโทษตัวเอง ไม่นับถือตัวเอง ก็สามารถทำให้จบลงด้วยความคิดจบชีวิตที่ไม่เอาไหนลงได้ ซึ่งจริงๆ เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะคนทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง อย่างที่คุณพ่อให้สัมภาษณ์ว่าเด็กรายนี้เป็นกำลังสำคัญในการทำมาหากินของครอบครัว

สาม – กรณีนี้เด็กอาจมีความเปราะบางบางประการ ทำให้ตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการฆ่าตัวตายเช่นนี้ ได้แก่ เด็กรายนี้อาจมีปัญหา “หุนหันพลันแล่น” ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ จากข้อมูลข่าวที่ว่าเด็กเคยแพ้เกมแล้วขว้างปาจนเครื่องเล่นเกมพัง ซึ่งมีผลต่อการลงมือฆ่าตัวตายได้ เพราะเมื่อมีความคิดแว๊บเข้ามา ก็ลงมือทันที ต่างจากคนที่ไม่หุนหันพลันแล่น ที่แม้มีความคิดฆ่าตัวตายเช่นกัน แต่ยังคิดใตร่ตรองหรือปรึกษาคนอื่นก่อน อาจทำให้เปลี่ยนใจได้; ครอบครัวนี้มีประวัติการฆ่าตัวตายมาแล้วถึงสองคน อาจมีพันธุกรรมของโรคซึมเศร้าในครอบครัวนี้ หรือ การเห็นเป็นแบบอย่างของการแก้ปัญหา ซึ่งทำให้เพิ่มโอกาสการคิดฆ่าตัวตายได้มากกว่าคนทั่วไป

สี่ – การดูแลช่วยเหลือของพ่อแม่หรือผู้ปกครองกรณีที่เด็กมีปัญหาในใจ ได้แก่ การสังเกตว่าลูกอาจอยู่ในภาวะเครียด ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เช่นกรณีนี้ลูกขว้างเกมทิ้งจนเสียหายเพราะแพ้เกม เป็นต้น พ่อแม่อาจจะถือโอกาสพูดคุยกับเด็กมากขึ้น ไม่รีบตำหนิ วิจารณ์หรือแนะนำ แต่ให้เขาได้ระบายความคับข้องใจ ซึ่งจะทำให้เข้าใจเขามากขึ้น และถือเป็นโอกาสในการให้กำลังใจ หรือ ชี้ให้เขาเห็นด้านดีอื่นๆที่เขามี หรือ ถือโอกาสชวนเขาหาความสุขความสำเร็จจากเรื่องอื่นๆ และ หากพ่อแม่รู้สึกว่าไม่มีหนทางช่วยเหลือลูกได้ ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างหรือผู้เชี่ยวชาญต่อไป

ห้า – การป้องกันไม่ให้ลูกติดเกมสำหรับพ่อแม่ท่านอื่นๆ ได้แก่ สร้างวินัยและความรับผิดชอบตั้งแต่ยังเล็ก อย่าให้ลูกเล่นเกมมากหรือนานโดยไม่มีขอบเขต; มีปฏิสัมพันธ์เพื่อการแก้ไขปัญหา ได้แก่ การพูดจาดีต่อกัน การรู้จักการชื่นชมและให้กำลังใจ และ การเปิดโอกาสให้กำหนดกติการ่วมกัน ซึ่งจะทำให้เด็กยอมรับและทำตามกติกามากขึ้น; การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหา ได้แก่ การลดสิ่งแวดล้อมทางลบ เช่น การจำกัดการเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ด้วยการจำกัดจำนวนคอมพิวเตอร์ในบ้าน การลดความสะดวกของการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เช่น ไม่ต้องติดตั้งความเร็วอินเตอร์เน็ตสูงนัก เด็กจะไม่สามารถเล่นเกมที่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ และการเพิ่มสิ่งแวดล้อมทางบวก เช่น การเปิดโอกาสให้ได้ทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ตามความถนัด เด็กจะได้รับความสุข ความภาคภูมิใจจากความสำเร็จในกิจกรรมนั้น เด็กจะลดเวลาการเล่นเกม หรือ หันออกจากเกมเอง

ผู้เขียน:
น.พ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร ์กรมสุขภาพจิต
ที่มา:
ไทยรัฐ

แสดงความคิดเห็น