จัดมาเป็นครั้งที่ 3 แล้วสำหรับกิจกรรมดีๆ ของเยาวชน อย่าง "ค่ายรู้ทันใจสำหรับเด็ก" (Self Discovery Camp) ครั้งที่ 3 โดยการสนับสนุนของผู้ใหญ่ใจดีอย่าง เจตน์ โศภิษฐ์พงศธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮอร์สชู พอยท์ จำกัด จับมือกับ กนิษฐะวิริยา ต.สุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทพรีมา พับลิชชิง จำกัด
กิจกรรมสนุกๆ มีสาระครั้งนี้ เพื่อต้อนรับการปิดเทอมของเยาวชนจากโรงเรียนนานาชาติกว่า 33 คน ซึ่งเป็นเด็กไทยที่ไม่ได้มีโอกาสเรียนวิชาศีลธรรมหรือพระพุทธศาสนาเหมือนที่เด็กในโรงเรียนไทยได้เรียนกัน ได้มาเรียนรู้การฝึกสติและสมาธิผ่านกิจกรรมสนุกๆ อาทิ เกม กีฬาต่างๆ ศิลปะ โยคะ และการขี่ม้า ที่ฮอร์สชู พอยท์ พัทยา
คุณครูใจดี กนิษฐะวิริยา ต.สุวรรณ หรือ ครูชมพู่ เล่าถึงกิจกรรมของค่ายรู้ทันใจสำหรับเด็ก ว่า คอนเซ็ปท์ของโครงการในครั้งนี้ ต้องการให้เด็กๆ ที่เรียนโรงเรียนนานาชาติได้ใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมให้เป็นประโยชน์และได้รับการปลูกฝังคุณธรรมพื้นฐาน ธรรมะ และมารยาทแบบไทย ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งศิลปะ กีฬา เกม โยคะ ขี้มา ซึ่งการทำกิจกรรมทุกครั้งจะสอดแทรกเรื่องธรรมะเข้าไปด้วยทุกครั้ง อย่างเวลาขี่ม้า จะเน้นให้เด็กมีความเมตตาต่อสัตว์ รวมทั้งจะสอดแทรกหลักธรรมให้เด็กได้รู้เท่าทันการทำงานของหัวใจตัวเอง ให้รู้เท่าทันกิเลสต่างๆ เมื่อเด็กๆออกไปจากแคมป์ก็จะนำเอาตรงนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย
บรรยากาศภายในค่ายต่างเป็นไปอย่างสนุกสนานแบบมีสาระ ซึ่ง "วีวี่" ด.ญ.ญาดาวี วาจาพัฒนา เล่าถึงการเข้าร่วมกิจกรรมว่า ค่ายรู้ทันใจสำหรับเด็ก สอนให้รู้จิตใจตัวเองมากขึ้น รู้จักควบคุมตัวเองเวลาโกรธ เวลาทะเลาะกับเพื่อนๆ และต่อจากนี้ไปจะไม่พูดคำหยาบอีกต่อไป เพราะจะทำให้ผิดศีล ส่วนกิจกรรมขี่ม้า นอกจากจะสนุกแล้วยังทำให้เข้าใจม้ามากขึ้น
ส่วนน้องเล็กในค่ายด้วยวัยเพียง 7 ขวบ "โบ๊ท" ด.ช.มนัสพล จงศิริลักษณ์ เล่าด้วยใบหน้าแจ่มใสถึงประโยชน์และสิ่งที่จะนำไปใช้จากเข้าค่ายว่า ตอนทำกิจกรรมอยู่ในค่ายสนุกมาก ได้พบเพื่อนใหม่เยอะขึ้น แต่ถ้ากลับบ้านแล้วทุกอย่างที่ได้ฝึกที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิ สวดมนต์ ได้รู้จักการฝึกตัวเองไม่ให้โลภ ไม่ให้โกรธ และจะนำสิ่งดีๆ เหล่านี้ไปใช้ที่บ้านและโรงเรียนด้วย จากนี้ไปจะไม่พูดเสียงดัง ไม่เถียงแม่อีกแล้ว
กิจกรรมสนุกแบบมีสาระเช่นนี้ รับรองเยาวชนไทยต้องเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพแน่นอน
ธรรมชาติของเด็กปัจจุบันจะมีสมาธิสั้น เพราะปัจจุบันมีสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้เขาสนใจ ซึ่งให้ความเพลิดเพลินมากกว่า ดังนั้นพอเราจับเขาไปนั่งสมาธิก็เป็นธรรมดาว่าเด็กรู้สึกเบื่อ
การนั่งนิ่งๆในเบื้องต้นเขาไม่เกิดความรู้สึกว่าดียังไง (เพราะยังไม่เป็นสมาธิ เขาคิดแต่เรื่องโน้นเรื่องนี้) จึงจำเป็นต้องใช้เวลาสักพัก และเราต้องทำให้เขาเห็นเป็นตัวอย่างด้วย (คือเราเองต้องทำให้เขาเห็นเป็นปกติด้วย) เด็กที่ใกล้ชิดเราก็จะค่อยๆซึมซับไป กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา
ทางที่ดีแนะนำให้เริ่มที่บ้าน ควรเอาที่สะดวก ง่าย และสบาย เพราะไม่ต้องลำบากเดินทางไปไหน ไม่เสียเวลา เอาง่ายๆว่าเริ่มทำเป็นประจำก่อนนอน (ทำขณะนอนไปด้วยจนหลับยิ่งดี แค่พุท-โธ ก็ใช้ได้แล้ว) และตื่นนอน ช่วงแรกๆแค่ครั้งละ ๓-๕ นาทีก็พอ สอนให้ถูกวิธี (นั่นหมายถึงเราบอกเขาได้เราก็ต้องรู้วิธีเหมือนกัน) สำคัญที่ทำสม่ำเสมอ ไม่ใช่จำนวนเวลา
ถ้าฝึกให้เขาทำทุกวัน เขาจะริ่มชินกับการทำอย่างนี้ พอนานเข้าเราไม่ต้องควบคุมเขาก็จะทำเอง แล้วสังเกตดูการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมว่าบุคลิก นิสัยใจคอ ดีขึ้นอย่างไร เช่นควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ตั้งใจฟังหรือเรียน (ไม่ใช่ขยัน แต่มีใจจดจ่อในสิ่งที่ต้องทำ ไม่ละความสนใจไปกับสิ่งอื่น)
และขอแนะนำให้เขาได้ฝึกอ่านหนังสือ (เช่น วรรณกรรมเยาวชน แฮร์รี่พอตเตอร์ หรือเล่มเล็กกว่านั้น ไม่ใช่หนังสือการ์ตูนที่มีแต่ภาพนะ) เพราะการอ่านทำให้เขาได้มีใจจดจ่อกับหนังสือ ก็เป็นการฝึกสมาธิเช่นเดียวกัน (แต่ใช้ไม่ได้กับเกมส์เพราะเป็นภาพเคลื่อนไหว ใจเขาจะไม่นิ่ง)
อนุโมทนาด้วยค่ะ ขอปรึกษาค่ะ ว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้หลานชายวัย 13 ปีสมัครใจ และสุขกับการเข้าฝึกสมาธิคะ ตอนนี้พาเขาไปเข้าฝึก เขาก็ยอมไป ด้วยความจำใจเพราะเป็นเด็กเงียบ แต่ต้องเกลี้ยกล่อมอยู่นาน ที่ยอมไปเพราะตามใจเรามากกว่า ไม่ได้ "enjoy" เองเท่าไร ขอบคุณค่ะ
แสดงความคิดเห็น