ธรรมอะไรกัน!

วันหนึ่งผมมานั่งนึกสงสัยตัวเองว่า "ความสุขคืออะไร"


 

บางครั้งคนเราก็ชอบที่จะใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามันเป็นสุข

ความ "สุข" ที่เกิดจากการยึดถือ

ความสุขที่เกิดจากการ "ได้" หรือ "มี" ในสิ่งที่ตนเองหวัง...


 

หรือบางครั้งเราก็รู้สึก "สุข" ในเวลาที่กำลังแสวงหาความ "สุข" เพราะคิดว่ามันจะเป็นความ "สุข"


 

แต่มีหลายครั้งที่เมื่อเราได้มันมา...

มันก็ไม่สามารถบันดาลความ "สุข" ให้กับเราได้เสมอไป

บางทีมันก็ทำให้เรากลายเป็น "สุก" ไปซะนี่


 

ถ้าถามว่า คนเราทำงานหาเงินแสวงหาสิ่งต่าง ๆ นั้นไปเพื่ออะไร

ก็จะมีหลาย ๆ คนตอบกลับมาว่า "ความสุข"


 

แต่ความสุขของแต่ละคนก็อาจจะต่างกันไป


 

บางคนต้องการที่จะมีมาก เพราะ "คิดว่า" มันจะทำให้เขามีความสุข.. มาก...


 

บางคนไม่ได้คิดต้องการที่จะมีอะไรมาก.. แต่บางที เขาก็อาจจะมีความสุขมาก ได้เหมือนกัน


 

บางคนแสวงหาความสุข จนสุดความสามารถแล้ว แต่ไม่บรรลุผล

ทำให้บางคน "ทุกข์" เพราะมันไม่สำเร็จดังหวัง

แต่สำหรับบางคนกลับรู้สึก "สุข" เพราะคิดว่าทำได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว


 

 

สำหรับหลาย ๆ คน ความสุขอาจจะขึ้นอยู่กับ "สิ่งของ" "วัตถุ" หรือ "การมีมาก ๆ"


 

แต่สำหรับบางคน ความสุขของเขาขึ้นอยู่กับ "ใจ" ของเขาเอง...

ที่รู้จัก "ละ" รู้จัก "วาง" รู้จัก "พอดี" รู้จัก "ช่างมัน"

หรือรู้จักไม่เอาใจเข้าไป"อยาก" เข้าไป "ยึด" หรือเข้าไป "ตั้งความหวัง" อยู่กับสิ่งเหล่านั้นให้มากเกินไป


 

บางครั้งเราก็ดูมีความ "สุขมาก" ในเวลาที่ "ไม่มี" อะไรเลย

ก็เพราะเราไม่รู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ เราจึงไม่ต้องไปคอยห่วงไปคอยกังวล...

 

 


วันนั้นผมนั่งมองท้องฟ้าสีหม่นอย่างเหม่อลอย...

 

ผมถามนกที่เกาะกิ่งไม้นอกหน้าต่างว่า "ทำไมพวกเธอจึงดูมีความสุขนัก ทั้ง ๆ ที่พวกเธอไม่มีอะไรเลย แม้กระทั่งบ้าน... ด้วยซ้ำไป"

นกไม่ตอบ ...

แต่ดูเหมือนว่ามันร้องจิ๊บ ๆ อย่างมีความสุข

และบินจากผมไป...

 

 

ทิ้งผมผู้ยังไม่รู้คำตอบของมัน นั่งเหงาอยู่คนเดียว...

 

 




http://tevaprapas.googlepages.com/dharma-gif.gif

     ขอบคุณ คุณเทวประภาส  ที่กรุณาอ่านจนจบ  หวังว่าคงมีกระทู้อื่นๆให้เคาะสนิม  ในโอกาสต่อไปครับ

โอ้โหท่าน taweesup อธิบายขยายบาลีได้แจ่มแจ้งดีจริง ๆ เลยครับ
ไล่ชั้นตั้งแต่ฐานจนสุดยอดพระเจดีย์แห่งพุทธะไม่สามารถแสดงภาพ “http://www.f0nt.com/forum/Smileys/iannnnn/25.gif” เนื่องจากเกิดข้อผิดพลาด

เป็นบทความที่ดีมาก ๆ ครับ สำหรับผู้สงสัยว่า ศาสนาพุทธมีไว้เพื่ออะไร ไม่สามารถแสดงภาพ “http://www.f0nt.com/forum/Smileys/iannnnn/12.gif” เนื่องจากเกิดข้อผิดพลาด

ทบทวนความรู้เก่า ๆ ผมได้มากเลย (ทิ้งไปนานโข)

ขอบพระคุณมากครับไม่สามารถแสดงภาพ “http://www.f0nt.com/forum/Smileys/iannnnn/46.png” เนื่องจากเกิดข้อผิดพลาด

เมื่อทุกท่านทราบแล้วว่า...สุขและทุกข์...เป็นแค่อะไร  อย่างใด  อย่างหนึ่งเท่านั้น

พวกเรา....มาอยู่เหนือความสุขและความทุกข์กันดีไหม

     ๑. ต้องขออภัยเจ้าของกระทู้ "ธรรมะคืออะไร...ความมสุขคืออะไร..."  ถ้ามุมมองของผมอาจแตกต่างกับใครๆ    แม้การเสนอแนวคิดแบบนี้ ผมผู้มีมุมมองในแง่หนึ่งก็มีความสุข ที่ได้ขยายความรู้ที่พอมีสะสมอยู่บ้างให้กับผู้ใฝ่ธรรมะเวปนี้ ผิดถูกอย่างไร คิดว่าจับเข่าคุยกันก็แล้วกัน   ที่ต้องขออภัยอีกครั้งเพราะความคิดอาจนอกกรอบคัมภีร์ไปบ้าง
     ๒. ความสุขทางโลก ตามคำสอนของพระพุทธองค์ มี๔ ประการคือ มีงานทำมีเงินใช้๑   ได้จับจ่ายใช้สอยจากเงินที่ได้มา๑   ไม่เป็นหนี้สิน(ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้)จนเกินกำลัง๑    และงานกับเงินนั้นได้จากอาชีพสุจริต๑
     ๓. ความสุขทางธรรมมี ๓ ระดับด้วยกันคือ   ปกติสุขด้วยศีล๑   สงบสุขด้วยสมาธิหรือฌาน๑     และบรมสุขด้วยปัญญา๑
     ๔. ในหลวงทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทว่าด้วย"คนดี" ตอนหนึ่งว่า   "การได้คนดีปกครองบ้านเมือง จะทำให้บ้านเมืองเป็นปกติสุข " ซึ่งตรงกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา  ขยายความว่า ถ้าพุทธศาสนิกชนทุกคนเข้าใจ-เข้าถึงพระพุทธศาสนาจริงๆ เริ่มแต่"บุญกริยาวัตถุ๓" ว่าด้วย ทาน-ศีล-ภาวนา 
     ๕.  ทานคือการให้ เป็นพื้นฐานลดความตระหนี่ถี่เหนียว หรือใช้ภาษาสูงๆหน่อยเรียกว่า เป็นการลดอัตตาตัวตนในระดับหนึ่ง แปลตรงๆก็คือลดความเห็นแก่ตัวนั่นเอง เช่นการทำบุญตักบาตรเช้าแด่พระสงฆ์(จะเป็นวันพระหรือ ทุกวันก็ตาม) ผู้ถวายทานต้องตื่นแต่เช้ามืด ต้องตระเตรียมข้าวปลาอาหาร หวานคาว ที่สุดยอดที่สุดที่จะปรุงถวายได้ จะแบ่งรับประทานก่อนก็ไม่ได้ ต้องถวายพระเสียก่อน 
     ๖. ต่อมาคือศีล ระดับฆารวาสรับเพียงศีล๕ ถือเป็นข้อควรละเว้น(ข้อห้ามก็ได้)  ถ้าเมืองไทยมีวันพระให้พุทธศาสนิกชนไทยทุกหมู่เหล่า ถือเป็นวัตรปฏิบัติประจำ คุณธรรมข้อ"บุญกริยาวัตถุ๓" จะปรากฎชัดเจนมาก ทั้ง ทาน ศีล และภาวนา   เช่นวันพระ เมื่ออุบาสก อุบาสิกาตักบาตรเรียบร้อยแล้ว มรรคนายกจะกล่าวนำไหว้พระ และอาราธนาศีล๕  จากนั้นพระภิกษุเจ้าอาวาสจะให้ศีล๕ แก่อุบาสก อุบาสิกาว่าตาม  จุดมุ่งหมายต้องการให้ชาวพุทธได้รักษาศีลจริงๆจังๆนั่นเอง แต่มิใช่วันพระครั้งหนึ่งก็รับศีลครั้งหนึ่ง  ความเป็นจริงชาวพุทธ ต้องสมาทานเบญจศีล-เบญจธรรมด้วยตัวเองให้ได้ และต้องสมาทานทุกๆวัน เมื่อถึงวันพระจึงมาร่วมรับศีล๕ พร้อมๆกัน เป็นการมาประชุมกัน แสดงความสามัคคีกัน เป็นวันครอบครัวชัดๆ ที่สำคัญกว่านั้นยังช่วยให้พระสงฆ์ตื่นตัว ไม่ว้าเหว่เหมือนปัจจุบันที่เห็นแต่หน้าผู้แก่ผู้เฒ่า สาวๆหนุ่มๆ ผู้นำท้องถิ่นไม่มีให้เห็น แล้วพระจะแสดงธรรมให้ติดหูติดตาติดสมองกับบุคคลที่ให้คุณให้โทษ ต่อท้องถิ่นหรือบ้านเมืองได้อย่างไร  เห็นไหมครับวันพระ ประเสริฐเลิศเลอขนาดนี้ ผู้หลักผู้ใหญ่ผู้นำชาวไทยพุทธ ยังทอดทิ้ง แถมห่างเหิรอีกต่างหาก ไม่รู้อวิชชาตัวใดมาปกปิดผู้นำไทยเสียบอดสนิท(สงสัยตัวขี้เกียจซะละมั้ง) 
     ๗. คุณธรรมสุดท้ายคือ ภาวนา ๆแปลว่า การทำให้เจริญปัญญาหรือพัฒนาปัญญา  ปัญญามี๓ ระดับคือ  สุตมยปัญญา(ฟัง)๑   จินตมยปัญญา(คิดตาม)๑   และภาวนามยปัญญา(สมถะภาวนา และวิปัสสนาภาวนา)๑   วันพระตามความหมายของพระบรมศาสดาคือวันอุโบสถศีล(ถือศีล๘ วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง) เป็นการประหยัดเรื่องกินเรื่องกามเรื่องความสะดวกสะบายที่คุ้นเคยจากบ้านเรือนมาอยู่ที่วัดแทน  วันพระนอกจากได้ฟังธรรมแล้ว เราจะได้รับการฝึกกรรมฐานจากพระภิกษุที่เชี่ยวชาญอีกด้วย  ได้ฝึกสมถะกรรมฐาน(จิตวิญญาณสงบระงับจากนิวรณ์๕) และวิปัสสนากรรมฐาน(จิตวิญญาณรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงด้วยสติปัฎฐาน๔ จนได้ดวงตาเห็นธรรม คือเข้าถึงพระไตรลักษณ์ในโลกุตตรธรรม ได้แก่เห็นความเที่ยงในความไม่เที่ยง๑  เห็นสภาวะที่ทนได้จากที่ไม่เคยทนได้๑  และเห็นอนัตตาจากความมีอัตตาในตัวของเรา๑)  ประโยชน์ของฆารวาสผู้ครองเรือนผู้เข้าถึงวิปัสสนาระดับต้น(โสดาบันบุคคล) จะได้ผลคือสกทาคามีบุคคล ได้ชื่อว่า บรรเทาราคะ โทสะ และโมหะลงได้ระดับหนึ่ง  นี่แหละครับคือเสน่ห์ในพระพุทธศาสนาซึ่งศาสนาใดๆในโลกนี้ไม่มีอีกแล้ว
     ๘. คุณเทวประภาส เจ้าของกระทู้ อ่านแล้วอย่างงนะครับ อาจจะยาวยืดเยื้อไปบ้าง เพราะมีเวลาคิดเวลาเขียนพอสมควร   สรุป  ความทุกข์เป็นของจริงและมีอยู่จริง ดังพุทธพจน์ที่ว่า "ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น   ททุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่  และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป  ไม่มีอะไรนอกจากทุกข์เท่านั้น"   คนศาสนาอื่นมองและเข้าใจว่าพระพุทธศาสนาสอนแต่เรื่องทุกข์ จนเป็นทุกข์นิยมไปแล้ว   แท้จริงพระพุทธศาสนาสอน"สัจจนิยม" เพราะความจริงมันเป็นอย่างนั้น  ถ้าเราจับทางได้พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนว่า "ทุกข์ควรกำหนดรู้ (อย่าหนีทุกข์ ต้องมีความเพียรและอดทน)   สมุทัย(ตัณหา) ควรกำหนดละ   นิโรธ(ดับตัณหา)ควรทำให้แจ้ง(ทุกข์ดับสุขก็เกิด)   และมรรค(วิธีดับทุกข์และสร้างสุข)ควรทำให้เจริญ     ก็จะไม่ลังเลสงสัยแต่ประการใด
     ๙. พวกเราฟังคำสอนของครูบาอาจารย์(ทั้งพระทั้งฆารวาส)ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ว่าอริยสัจจ๔ สอนแต่วิธีดับทุกข์ลูกเดียวบ้าง  นิพพานคือตายแล้วไม่เกิดบ้าง  ถ้ารับลูกอย่างนี้คงสมกับที่คนศาสนาอื่นเรียกพวกเราว่าศาสนา"ทุกข์นิยม"จริงๆ    พิจารณาดีๆนะครับว่า  สุขตามหลักธรรมในศาสนา มี๓ ประการ คือ ปกติสุขจากศีล๑  สงบสุขจากสมาธิหรือฌาน๑   และบรมสุขจากปัญญา(กิเลศที่เบาบางลงไปจนหมดกิเลศในที่สุด) ๑     ความสุขระดับโลกีย์ คือปกติสุข และสงบสุข  สุข๒ ประการนี้ไม่แน่นอน เพราะกิเลศยังนอนเนื่องอยู่ในจิตวิญญาณ มีเหตุปัจจัยภายนอกมากระตุ้นเมื่อใด กิเลศมีโอกาสฟุ้งซ่านได้ เพราะกิเลศทำให้เกิดทุกข์
     ๑๐. สุขที่แน่นอนมาจากปัญญาอย่างเดียวเท่านั้น เพราะกิเลศถูกกำจัดตั้งแต่เบาบางจนดับไม่เหลือ องค์ธรรม๔ประการของผู้เข้าถึงนิพพาน(นิพพานบุคคล)ประกอบด้วย   องค์ธรรมที่๑ กายและจิตถึงพร้อมองค์๖ คือความสงบ๑ ความเบาสบาย๑ ความอ่อนโยน๑  ความคล่องแคล่วว่องไว๑  ความควรแก่การงาน๑  และความซื่อตรง(ใจซื่อมือสะอาด)๑
       ๑๑. องค์ธรรมที่๒  เจตสิก๕๒ ดวง(ที่ประกอบกับจิต)  ขอสรุปรวมเรียกง่ายจำง่ายโดยแยกเป็น  อกุศลเจตสิก ๑๔  ดวง  กุศลเจตสิก ๒๕ ดวง  และสัพพสาธารณเจตสิก ๑๓ ดวง  สรุปคือ  ชั่ว๑๔  ดี ๒๕  ธรรมดา๑๓   องค์ธรรมข้อนี้ จิตที่ผ่านขบวนการขั้นตอนการฝึกมาดีแล้ว จะควบคุมกายและวาจาให้เป็นปกติ  คือมีความทนทานหรืออึดทนสูงกว่าคนไม่ได้ฝึกฝนมาก่อน เป็นต้นว่า มนุษย์และเทวดา(มนุษย์เทโว)ที่เข้าถึงศีลธรรมและคุณธรรม(หิริ-โอตตัปปะ) ย่อมทนทานและอึดทนมากกว่าปุถุชนคนธรรมดาๆ      พรหม ผู้เข้าถึงสมาธิ(รูปฌานและอรูปฌาน) ย่อมทนทานและอึดทนมากกว่ามนุษย์และเทวดา       และอริยบุคคลผู้เข้าถึงสังโยชน์๓ สังโยชน์๕ และสังโยชน์๑๐ย่อมทนทานและอึดทนมากกว่าพรหม  มีลักษณะเด่นคือ ข่มคนที่ควรข่ม และยกย่องคนที่ควรยกย่อง
     ๑๒. องค์ธรรมที่ ๓  จิตวิญญาณที่เข้าถึงพระไตรลักษณ์ระดับโลกุตตรธรรม จะเห็นนิจจังในอนิจจัง  จะเห็นสุขขังในทุกขัง  และเห็นอนัตตาในอัตตา
     ๑๓. องค์ธรรมที่๔ สุดท้ายคือ  คุณธรรม๓ประการประกอบด้วย
               ๑๓.๑ ปัญญาคุณ  รอบรู้และเข้าถึงในการละสังโยชน์๓  สังโยชน์๕  และสังโยชน์๑๐  ตามลำดับ
               ๑๓.๒ บริสุทธิคุณ  จิตวิญญาณที่ผ่านการฝึกมาอย่างดี ย่อมละ ลด เลิก ปล่อยวาง และหลุดพ้นจากกิเลศทั้ง๓ กองคือ โลภะหรือราคะ  โทสะ  และโมหะ  จิตที่สะอาดบริสุทธิ ย่อมนำสุขมาให้
               ๑๓.๓ กรุณาคุณ   จิตวิญญาณของบุคคลผู้เข้าถึงอริยบุคคล  ย่อมปรารถนาชักนำปวงเวไนยสัตว์(ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยหรือผู้ที่รอรับการสั่งสอนได้ หรือบัว๓ประเภทได้แก่บัวปริ่มน้ำ บัวเหนือน้ำ และบัวบาน) ให้พ้นจากกองทุกข์ไปสู่ความสุข ตั้งแต่ ปกติสุขด้วยศีล  สงบสุขด้วยสมาธิหรือฌาน  และบรมสุขด้วยปัญญา
     ๑๔. ปัญญาคุณ และบริสุทธิคุณ ยังประโยชน์ตนโดยส่วนเดียว  แต่กรุณาคุณยังประโยชน์ท่าน และโลกไม่มีประมาณ   กรุณาคุณยิ่งเผื่อแผ่กับมหาชนมากเท่าใด  ผู้ให้ย่อมมีความสุขมากยิ่งๆขึ้นเท่านั้น ที่เรียกว่าพระนิพพาน ๆนี่เองที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบและเผยแผ่แก่บุคคลในโลกด้วยพระมหากรุณาคุณหาใดเปรียบปาน
     ๑๕. ผิดถูกอย่างไร ขอผู้รู้กรุณาติชมด้วยครับ

สุขที่แท้ไม่มีจริง... ความทุกข์ก็เช่นกัน

ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงสายลมแห่งมายา....

ที่ผ่านมาแล้วก็ต้องผ่านไป...

สุดท้ายก็ทิ้งเอาไว้เหลือแต่ความว่างปล่าวเท่านั้นเอง

ขอบพระคุณที่แลกเปลี่ยนกันครับ _/\_

ความสุขที่แท้มันไม่มีจริง ที่เราคิดว่ามันสุขนั่นเพราะ ความทุกข์เราเจือจางลง

ความทุกข์ - สุข คือการแบ่งแยกของความคิดเท่านั้นเอง

แสดงความคิดเห็น