พบทุนป่วนใต้ ทะลักพันล้าน 2 ปีใช้แล้ว 30 ล้าน - คณะสงฆ์ใต้ไม่ขอรับพระที่ไม่สมัครใจ

โจรใต้แฉเอง ระดมทุนทุกรูปแบบหลังรัฐตัดเส้นเลือด อาศัยซ่องเก้บเงินซะกาต ฟอกผ่านสหกรณ์บางแห่ง ส่งจดหมายเรียกค่าคุ้มครองหน่วยข่าวเผย 2 ปีใช้เงินป่วยใต้ไปกว่า 30 ล้าน บาท พบมีบัญชีโอนจากซาอุฯ ให้องค์กรการกุศลช่วงปี 42-46 ถึง 59 ล้าน

ปริศนาหนึ่งต่อการก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งยาวนานมาเกือบ 2 ปี คือ ขบวนการก่อความไม่สงบดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทรัพยากรหรือเงินทุนมาจากไหน แม้ว่าฝ่ายความมั่นคงจะพยายามสกัดเส้นทางการเงินที่ถ่ายโอนมาจากต่างประเทศบางประเทศไว้ได้ในระดับหนึ่ง แต่กลุ่มขบวนการก็ยังคงสามารถใช้สารพัดวิธีและช่องทางการระดมทุนทั้งภายในและนอกประเทศเดินหน้าในการก่อความไม่สงบได้

ล่าสุดปริศนานี้ได้ถูกคลี่คลายลง เมื่อนายอุสมาน อุเซ็ง อายุ 32 ปี สมาชิกขบวนการบีอาร์เอ็นซึ่งถูกจับกุมก่อนหน้านี้ หลังเข้าร่วมขบวนการมานานกว่า 15 ปี ได้ยอมสารภาพกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอว่า หลังเดินทางกลับจากประเทศอินโดนีเซีย ตนเองได้รับมอบหมายให้ดูแลด้านนโยบายเศรษฐกิจ ต่อมาได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา คือ อุสตาส "เซะ" ให้วางนโยบายหาเงินสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการรบคอมมานโด

"ผมต้องรีบหาแหล่งเงินสนับสนุนหน่วยรบเป็นการเร่งด่วน เพราะที่ประชุมใหญ่ฝ่ายนโยบายและเศรษฐกิจแจ้งมาว่า รัฐบาลไทยเตรียมทำลายแหล่งเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศแล้ว เราจึงต้องพึ่งพาตัวเอง” ทีมงานด้านเศรษฐกิจบีอาร์เอ็น เผย

นายอุสมาน กล่าวอีกว่า หลังได้รับมอบหมาย อุสตาส "เซะ" ก็ได้เรียกประชุมใหญ่สมาชิกฝ่ายเศรษฐกิจทันที ที่ประชุมได้ตกที่จะเร่งหาเงินสนับสนุนขบวนการด้วยวิธีการพึ่งพาตนเองโดยเร่งด่วน เนื่องจากรัฐบาลไทยเริ่มตรวจสอบและสืบทราบว่า กลุ่มขบวนการได้รับเงินสนับสนุนจากประเทศมุสลิมบางประเทศ รัฐบาลไทยจึงเริ่มทำลายแหล่งการสนับสนุนในรูปแบบ วิธีการพึ่งพาตนเองรูปแบบหนึ่งที่ทำโดยเร็วคือ การเรี่ยไรจากกลุ่มชาวบ้าน

สมาชิกคนสำคัญของบีอาร์เอ็น เปิดเผยถึงวิธีการระดมทุนว่า ช่องทางที่สำคัญที่สุดคือ การจัดตั้งสหกรณ์ตามหลักศาสนาอิสลาม คือ การเก็บเงินบริจาค หรือซะกาต ซึ่งมีบทบัญญัติทางศาสนาให้ชาวมุสลิมทุกคนต้องเรียนรู้เรื่องการเสียสละ ด้วยการบริจาคเงิน ร้อยละ 2.5 ของเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จึงเป็นช่องทางให้มีการเข้าไประดมเงินดังกล่าว ด้วยการเรี่ยไรจากชาวบ้าน เมื่อสหกรณ์มีกำไรก็จะส่งเงินให้ขบวนการ โดยจะระดมเงินจากชาวบ้านที่เป็นสมาชิกด้วยการให้การบริจาควันละ 3 บาทต่อคน

"เฉลี่ยในเขตรับผิดชอบของผมจะมีรายได้เดือนละ 8,000-10,000 บาท เมื่อรวบรวมเงินได้แล้ว ผมจะนำเงินไปมอบให้กับอุสตาสที่โรงเรียนธรรมวิทยา เพื่อส่งต่อให้อุสตาสเซะซึ่งจะเป็นผู้รวบรวมเงินจากทุกเขตมอบให้กับฝ่ายปฏิบัติการต่อไป" นายอุสมานเผย

นายอุสมาน เผยอีกว่า ทางกลุ่มขบวนการยังใช้วิธีข่มขู่กรรโชกทรัพย์ หรือเรียกค่าคุ้มครองจากเจ้าของกิจการต่างๆ เช่น เจ้าของกิจการร้านค้าต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจการรับเหมาก่อสร้างซึ่งส่วนใหญ่ร้อยละ 70-80 จะถูกเรียกค่าคุ้มครองโดยมีแนวร่วมส่งจดหมายผ่านทางไปรษณีย์ หรือทิ้งจดหมายด้วยตัวบุคคล โดยใช้ชื่อเรียกค่าคุ้มครองส่วนใหญ่ คือ พูโล บีอาร์เอ็น และจีเอ็มไอพี ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มย่อย

ซิกแซกเงินอุดหนุน ร.ร.สอนศาสนา

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงในพื้นที่ ได้เปิดเผยเพิ่มเติมถึงแหล่งเงินขบวนการก่อการร้ายอีกช่องทางหนึ่งก็คือ การใช้เงินอุดหนุนของรัฐบาลบางส่วนที่จ่ายให้กับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาบางแห่งไปใช้สนับสนุนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะโรงเรียนสอนศาสนาที่มีระดับแกนนำค่าหัวสูงระดับ 10 ล้านบาท เป็นผู้บริหารมาก่อน ซึ่งได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐถึงปีละประมาณ 70-80 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่ามีการนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ในการก่อความไม่สงบด้วย

แหล่งข่าว เผยอีกว่า แหล่งเงินที่รัฐบาลจับตามองอีกส่วน คือ เงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้สนับสนุนขบวนการโดยตรง แต่ใช้ผ่านการให้เงินยืมแก่สหกรณ์ในหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นที่น่าสังเกตว่า พื้นที่สามจังหวัดภาคใต้มีการจัดตั้งสหกรณ์ต่างๆ ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ทั้งที่จดทะเบียนถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

"สำหรับเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศนั้น เราพบว่า ขบวนการต่างๆ จะส่งสมาชิกเป็นผู้แทนไปประจำอยู่ถึงในต่างประเทศเพื่อขอเงินสนับสนุน ทั้งจากองค์กรของรัฐและเอกชน ข้อมูลเท่าที่สืบพบมีมากถึง 17 ประเทศ ทั้งในแถบเอเชียและตะวันออกกลาง โดยใช้ข้ออ้างเป็นเงินทุนเพื่อการต่อสู้ของมุสลิมกลุ่มน้อยที่ถูกรัฐบาลไทยรังแก" แหล่งข่าว เผย

สำหรับเงินช่วยเหลือจากองค์กรมุสลิมในต่างประเทศที่หน่วยความมั่นคงตรวจพบ มักจะฟอกเงินมาในรูปแบบมีองค์กร สถาบัน มูลนิธิ ชมรม สถานศึกษา หรือองค์กรเอกชน ที่ตั้งขึ้นบังหน้าโดยมีสมาชิกขบวนการเป็นผู้บริหารจัดทำโครงการเพื่อกิจการสาธารณกุศล เช่น สร้างมัสยิด โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้า แล้วทำเรื่องเสนอไปยังองค์กรมุสลิมในประเทศตะวันออกกลางเพื่อขอรับเงินสนับสนุน แต่ได้มีการนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้เป็นทุนในการก่อความไม่สงบ

แหล่งข่าวได้ยกตัวอย่างบัญชีธนาคารเอกชนขนาดใหญ่ของประเทศ ที่สาขายะลา และสาขาหัวหมาก ของนายซอและห์ ซึ่งเป็นรองประธาน องค์กรสงเคราะห์มุสลิมนานาชาติ (ไอไออาร์โอ) องค์กรนี้มีชาวซาอุดีอาระเบียเป็นประธาน บัญชีดังกล่าวเปิดร่วมกับนายหะมะ (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) และนายอับดุลฮาลิม จากการตรวจสอบตั้งแต่ ปี 2542-2546 พบว่ามีการโอนเงินจากไอไออาร์โอ ซาอุดีอาระเบียเข้ามาในประเทศไทยถึง 59 ล้านบาท

แฉโจรใต้ใช้ทุนป่วนไปแล้ว 30 ล.

แหล่งข่าวจากหน่วยงานด้านการข่าว เปิดเผยว่า ค่าใช้จ่ายในการก่อการร้ายในสามจังหวัดภาคใต้ รวมความสูญเสียจากความไม่สงบและค่าใช้จ่ายจากทุกเหตุการณ์ ทั้งการฆ่าประชาชน ตำรวจ ทหาร ครู ผู้พิพากษา เมื่อปี 2547 จนถึงปัจจุบัน พบว่าฝ่ายผู้ก่อการร้ายใช้เงินไปแล้วไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท

แหล่งเงินที่เป็นเส้นเลือดสำคัญหล่อเลี้ยงกิจกรรมต่างๆ ทางภาคใต้ มาจาก 4 แหล่งใหญ่ๆ ก้อนแรก คือ เงินบริจาค ส่วนใหญ่เป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่มีการควบคุมมากนัก แต่ละปีจะมีเงินจำนวนนี้เข้ามา 600-700 ล้านบาท มาจากต่างประเทศเข้ามาในพื้นที่ ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพียงแต่รับรู้ในทางข่าวเท่านั้นว่าเข้ามาเท่านั้น

ก้อนที่สอง เงินขบวนการผิดกฎหมาย ทั้งจากการพนัน ค้าปืน ค้าผู้หญิง ค้ายาเสพติด แรงงานเถื่อน และก็เงินในข่ายธุรกิจมิชอบทั้งหลาย เงินก้อนนี้จะมีเข้ามานับพันล้าน โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ดูแลเรื่องผลประโยชน์

ก้อนที่สาม เป็นเงินเบี้ยหัวแตก มาจากกองทุนหลากหลายประเภทของแต่ละชุมชนที่ก่อตั้ง รวบรวมขึ้นมาเอง ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ก่อนที่รัฐบาลจะเสริมด้วยการส่งมีโครงการกองทุนหมู่บ้านเสียอีก

"ส่วนที่ 3 นี้จะมาจากกิจกรรมเงินบริจาคสหกรณ์ ค่าเช่าสวนยาง เงินขายเสื้อผ้า เงินค่าเช่าบ้าน เงินขายน้ำมัน สำหรับบุคคลที่มีกำลังพอจะบริจาคให้ไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์รายได้ หรือไม่เกินวันละ 2.50-3 บาท ถ้าคนไหนไม่มีกำลังก็ไม่เป็นไร เงินเหล่านี้ ไม่ผ่านระบบธนาคาร ใช้หมุนเวียนเปลี่ยนมือเป็นเงินสดเท่านั้น" แหล่งข่าว กล่าว

เงินก้อนที่สี่ เป็นเงินที่รัฐบาลจ่ายให้ประชาชน โดยเฉลี่ยแล้วคนละหลายหมื่นบาท ไม่ว่าสนับสนุนให้เรียนหนังสือ สนับสนุนให้ยังชีพ ถึงเป็นเงินไม่มาก แต่เมื่อนำมารวมกัน ก็เป็นเงินไม่น้อย พอจะนำไปสร้างสถานการณ์ได้

ส่วนเรื่องเงินบริจาคจากต่างประเทศ บางก้อนก็มีระบบดูแลตรวจสอบอย่างดี เอามาแล้ว ก็จะมาดูว่าเอามาสร้างอะไรจริงๆ หรือเปล่า บางทีก็ส่งคนเข้ามาดู มาอยู่ มาสอนอยู่ในพื้นที่ คาดว่าเป้าหมายหลักจริงๆ น่าจะเข้ามาดูแลเงินที่บริจาค

แหล่งข่าวกล่าวว่า ตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ก็มีการหิ้วเงินเข้าออกกันเป็นถุง แต่เงินของกลุ่มขบวนการก็จะขนกันเป็นคันรถกระบะเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี ช่วงที่มีการฆ่ากันรายวันมากขึ้น การท่องเที่ยวที่ซบเซา ทำให้ช่องทางการหาเงินในท้องถิ่นเหลือน้อยจนต้องหันไปพึ่งพาเงินบริจาคมากขึ้น ส่วนที่จะหันไปพึ่งเงินจากขบวนการยาเสพติดเหมือในอดีต ก็ยากเพราะขณะนี้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เยอะ

"ปัญหาก่อการร้ายเป็นเรื่องที่ต้องดมกลิ่นลึก ต้องใช้เวลามาก แต่ถ้าดมกลิ่นได้ ตามเส้นทางเงินได้ ก็จะถึงตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลัง พวกนี้เป็นคนคุมบัญชีอยู่" แหล่งข่าว กล่าว

แนะใช้ พ.ร.ก.จัดระเบียบมูลนิธิ-สหกรณ์

นายนิมุ มะกะเจ รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.ยะลา กล่าวว่า รัฐควรใช้โอกาสจากการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชำระและจัดระเบียบมูลนิธิ สมาคม หรือสหกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่เสียใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมา ขาดความเคร่งครัดในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเข้มงวด ทำให้มีการแอบแฝงโดยใช้มูลนิธิบังหน้าในนำเงินไปสนับสนุนการก่อการ้าย จนทำให้สามารถเคลื่อนไหวปั่นป่วนพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง

นายนิมุ ระบุว่า ทุกๆ ปี มูลนิธิ สมาคม หรือสหกรณ์ที่มีอยู่ในพื้นที่ทั้งหมดต้องทำรายงานเรื่องรายรับรายจ่าย ความเคลื่อนไหว ตลอดจนถึงกิจกรรมต่างๆ ให้ชัดเจน ซึ่งระยะหลังพบว่าขาดการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด โดยมีมูลนิธิหลายแห่งที่ล้มเลิกไปแล้วจนเหลือเพียงป้ายแขวนเอาไว้ บางแห่งมีแต่ชื่อ แต่ไม่มีกิจกรรมใดๆ แล้ว หรือแม้แต่ไม่มีคณะกรรมการชุดปัจจุบันเลย

"ถึงเวลาแล้วที่จะต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จัดระเบียบองค์กรเหล่านี้ให้ชัดเจนและดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักศาสนาและกฎหมาย เพื่อไม่ให้ผู้ไม่หวังดีถ่ายเทเงินของมูลนิธิที่ตั้งขึ้นบังหน้าไปก่อความไม่สงบ" รองประธานคณะกรรมการอิสลาม จ.ยะลา กล่าว

นายแวอาแซ แวหามะ ประธานกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์อิสลาม ปัตตานี กล่าวว่า การโอนถ่ายเงินจากนอกประเทศมายังมูลนิธิต่างๆ ในพื้นที่สามจังหวัดนั้น ไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดส่วนนี้ได้ เนื่องจากกระบวนการทำงานต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยสหกรณ์ออมทรัพย์มุสลิมนั้น จะมีเพียงชาวบ้านในพื้นที่เป็นสมาชิก และเน้นการให้ความช่วยเหลือทางการเงินลักษณะเดียวกับสหกรณ์ทั่วไป เพียงแต่ไม่มีการคิดดอกเบี้ยแก่สมาชิก ส่วนการกู้ยืมจะมีคณะกรรมการตรวจสอบหลักฐานสมาชิกผู้ขอกู้อย่างละเอียดเช่นเดียวกับการทำธุรกรรมอื่นๆ ตามกฎหมาย

นายฟัคคอไรซี หะยีอาการายา ประธานออมทรัพย์ครูดารุสซาลาม นราธิวาส กล่าวว่า ตลอดเวลาการเปิดให้บริการแก่สมาชิกครูมุสลิมใน จ.นราธิวาสมาประมาณ 10 ปี จนมีสมาชิกกว่า 1,500 ราย สหกรณ์ก็ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนเงินจากองค์กรต่างประเทศ ซึ่งเป้าหมายสูงสุดในการดำเนินการเพื่อต้องการยกระดับความเป็นอยู่ของข้าราชการครูในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น และยินดีให้ตรวจสอบภาครัฐเข้ามาตรวจสอบการดำเนินงานอื่นๆ

"ทักษิณ" เผยในหลวง-สมเด็จฯ ทุกข์ใจไฟใต้

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน" ทางวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ว่า เรื่องที่ทุกฝ่ายยังเป็นห่วงอยู่ก็คือเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกลุ่มผู้ไม่หวังดียังก่อเหตุอยู่ และได้ไปชวนเด็กเข้าร่วม จากการสอบสวนก็พบว่า พวกนี้จะเอาเด็กไปฝึก 10 วัน ฝึกร่างกายเสร็จก็ฝึกจิตใจ ให้ลองไปทำอะไรไม่ดีวุ่นวาย ไปเผาโน่นเผานี้ก่อน แล้วไปปล้นปืนชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งเราก็จับได้ตลอด เพราะพวกนี้ก็เป็นมือเด็กๆ เด็กนักเรียน ธรรมดาเด็กมันมีความคึกคะนองอยู่แล้ว พวกนี้ก็ไปฝังหัวใส่ในทางที่ผิด ไปหาว่าเราไปเอาดินแดนมันมา

"ความจริงแล้วมันก็เป็นดินแดนของไทยเรา คนพวกนี้ก็คือคนไทยทั้งนั้น แต่ว่าไอ้พวกนี้มันไม่รู้ มันไม่คิดว่ามันเป็นคนไทย แต่ว่ามันถือสัญชาติไทย ถือบัตรประจำตัวไทย บางทีมันก็วิ่งไปทางฝั่งโน้น เปลี่ยนชื่อก็ถือบัตรประจำตัวมาเลเซีย มันก็เป็นสองสัญชาติกัน มันก็มาปลูกฝังเด็กพวกนี้ แล้วเอาไปฝึก" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า จากการสอบสวนเรารู้เส้นทางทิศทางหมด เราเชื่อว่า จากนี้ไปแผนเชิงรุกเราจะหนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะจับกุมให้ได้มากที่สุด ตอนนี้ทุกครั้งจับได้หมด จะเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ฆ่าพระกับเด็กวัดนั้นจับได้สิบกว่าคน รับสารภาพพาไปดูที่เก็บซ่อนมีด มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พยานหลักฐานพร้อม กรณีไปเผารถของพระ เมื่อไม่กี่วันนี้ก็จับได้ที่ไปปล้นปืน ชรบ. ตอนนี้เจ้าหน้าที่เข้มแข็งขึ้นเยอะและจะเข้มแข็งกว่านี้อีก

"ผมเชื่อว่าพี่น้องเป็นห่วง ผมก็เป็นห่วง ผมทุกข์เรื่องนี้มากที่สุด แต่ก็จะพยายามทำอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทุกข์เป็นพิเศษ ทรงประทับอยู่ที่โน่นเป็นเวลานาน ทรงออกงาน ทรงช่วยเหลือประชาชนทุกอย่าง ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไปเยอะ ผมก็เลยต้องถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นอกจากเป็นหน้าที่สำคัญแล้ว ต้องแบ่งเบาไม่ให้หนักพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเวลาเข้าเฝ้าฯ ก็จะรับสั่งถามหา ถามถึงตลอด ซึ่งอันนี้เป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำให้ดีที่สุด ทำอย่างเต็มที่ เข้มแข็ง" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

นายกฯ เผยอีกว่า วันที่ 6 พฤศจิกายน ตนจะไปทอดกฐิน และนอนค้างที่ จ.นราธิวาส เพื่อให้พระและชาวพุทธที่นั่นมีกำลังใจ เพราะจริงๆ แล้วเขาไม่มีปัญหา แต่ว่ามันมีคนซึ่งพยายามจะทำให้เกิดเป็นปัญหาของศาสนา ชาวพุทธที่นั่นเขารู้ดีว่า มันไม่ใช่ มันเป็นความเกเรของเด็กวัยรุ่นที่ถูกยุโดยผู้ใหญ่ที่ใช้ไม่ได้ ผู้ใหญ่ที่มักใหญ่ใฝ่สูงทั้งหลาย และอาจจะมีแรงสนับสนุนจากกลุ่มมิจฉาชีพบางส่วน หรือกลุ่มซึ่งอาจไม่พึงประสงค์อะไรบางอย่างกับรัฐบาล ซึ่งเราก็พยายามที่จับกุมต่อไป ต้องอดทนและทำงานหนักต่อไป ไม่ต้องเป็นห่วง

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวเพิ่มเติมถึงการลงพื้นที่ จ.นราธิวาส ว่า คงไปดูการปรับกำลัง และการปรับยุทธศาสตร์ในการทำงาน และในวันที่ 7 พฤศจิกายน ก็จะไปทอดกฐิน ส่วนการวางระเบิดในช่วงที่ผ่านมา โดยไม่ใช้การจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือนั้น เพราะเขารู้ว่าวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ จะมีการลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือทั้งหมด แม้ว่าจะใช้ซิมของมาเลเซียก็ใช้ไม่ได้ ถือว่าเราดักทางของเขาได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นถ้าเขาจะปรับวิธีการก็เป็นเรื่องธรรมดา

คนไทยในมาเลย์ผวาไม่กลับพื้นที่

เหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่งผลให้บรรยากาศเทศกาลฮารีรายอในพื้นที่เป็นไปด้วยความเงียบเหงา ไม่คึกคักเหมือนทุกปี โดยเฉพาะกลุ่มชาวไทยที่เข้าไปทำงานในประเทศมาเลเซียเดินทางกลับมาเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องในพื้นที่น้อยกว่าทุกปี เพราะไม่มั่นใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสถานีโทรทัศน์มาเลเซียเสนอข่าวความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง

แหล่งข่าวในสมาคมธุกิจการค้าไทย ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า จากการประชุมของสมาคม ซึ่งมีสมาชิกเป็นธุรกิจร้านอาหารในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้มีมติว่าปีนี้จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น สมาคมจึงมีมติไม่เดินทางกลับไปเยี่ยมญาติเหมือนทุกปี โดยขอดูสถานการณ์ก่อนหากสถานการณ์สงบก็พร้อมที่จะเดินทางมาประเทศไทย

แหล่งข่าวเผยอีกว่า ที่ผ่านมาสถานีโทรทัศน์ในมาเลเซียได้เผยแพร่คำสัมภาษณ์ 131 คนไทย ที่เดินทางเข้าไปในรัฐกลันตัน มีเนื้อหาระบุว่า มีประชาชน ผู้นำศาสนา ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมแล้วหายตัวไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวไทยที่อาศัยในมาเลเซียไม่กล้าเดินทางกลับมา

คณะสงฆ์ใต้ไม่ขอรับพระที่ไม่สมัครใจ

ความคืบหน้ากรณีวัดหลายแห่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขาดแคลนพระและไม่มีเจ้าภาพจองทอดกฐินและผ้าป่านั้น นายสมบูรณ์ บุญเขตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า คณะกรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) ได้มีมติจะนำผ้ากฐินและผ้าป่ามาถวายแก่วัดในสามจังหวัดที่ยังไม่มีเจ้าภาพจองกฐิน 48 วัด และผ้าป่าอีก 48 วัด ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ณ บริเวณพุทธอุทยานเขากง ต.ลำภู อ.เมือง จ.นราธิวาส โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน คาดว่าจะมีพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมพิธีประมาณ 2,000 คน

ส่วนการเตรียมพื้นที่เพื่อต้อนรับคณะนายกฯ ขณะนี้มีกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงดูแลอย่างเต็มที่ โดยรอบบริเวณจัดงานที่วัดเขากง สถานที่จัดพิธีทางศาสนารวมกันทั้งในพื้นที่ จ.นราธิวาส ยะลา และปัตตานี สำหรับปัญหาการขาดแคลนพระภิกษุจำวัดหลังออกพรรษานั้น นายสมบูรณ์ กล่าวว่า ล่าสุดคณะสงฆ์ภาค 18 พร้อมเจ้าคณะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีมติว่าจะไม่รับพระอาสานอกพื้นที่ เพราะเห็นว่าไม่ได้มาด้วยความสมัครใจ จะทำให้เกิดผลตามมา แต่ถ้าเป็นพระภิกษุที่มาด้วยความสมัครใจก็พร้อมต้อนรับ นอกจากนี้ยังมีพระที่ชาวบ้านในพื้นที่นิมนต์มาจากต่างถิ่นเพื่อเผยแผ่ศาสนาในพื้นที่ คาดว่าจะมีประมาณ 100 รูป

ทบ.เผยสงขลามี5อำเภอพื้นที่กฎอัยการศึก

แหล่งข่าวกองทัพบก เปิดเผยว่า หลังการประกาศให้ อ.จะนะ และ อ.เทพา จ.สงขลา เป็นพื้นที่กฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทำให้ จ.สงขลา มีพื้นที่ที่มีการประกาศให้เป็นพื้นที่กฎอัยการศึกรวมทั้งสิ้น 5 อำเภอ ประกอบด้วย สะเดา นาทวี สะบ้าย้อย เทพา และจะนะ

ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อปี 2541 พื้นที่ 3 อำเภอของ จ.สงขลา คือ สะบ้าย้อย นาทวี และสะเดา รัฐบาลในสมัยนั้นได้ประกาศให้เป็นพื้นที่กฎอัยการศึกแล้ว พร้อมกับจังหวัดอื่นทั่วประเทศกว่า 20 จังหวัด และจนถึงปัจจุบันทั้ง 3 อำเภอก็ยังไม่ได้มีการประกาศยกเลิกแต่อย่างใด

แหล่งข่าวเผยอีกว่า การประกาศเพิ่มพื้นที่กฎอัยการศึกอีก 2 อำเภอนั้น เป็นความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้กลุ่มคนร้ายหลบหนีมาแฝงอยู่ในพื้นที่รอยต่อของ จ.สงขลา โดยเฉพาะล่าสุดพื้นที่ อ.จะนะ และ อ.เทพา หน่วยข่าวทุกหน่วยยืนยันว่ามีคนร้ายเข้ามาแทรกซึมอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว

"การประกาศให้เป็นพื้นที่กฎอัยการศึกเพิ่มเติมจะทำให้เจ้าหน้าที่ติดตามควบคุมตัวคนร้ายทำได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงป้องกันการขยายพื้นที่สร้างสถานการณ์ออกจากพื้นที่สามจังหวัดในอนาคต" แหล่งข่าวระบุ

ส่วนเจ้าภาพในการทำงานใน 5 อำเภอของ จ.สงขลา คือ กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า จากเดิมที่เป็นหน้าที่ของ ตชด.และภูธร

หน่วยข่าวเตือนโจรใต้ก่อเหตุถี่ยิบเดือน พ.ย.

แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวของกองกำลังกลุ่มนายมะแซ อุเซ็ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแนวร่วมวัยรุ่น (กลุ่มเปอมูดอ) ในพื้นที่ จ.ยะลา ด้าน อ.บันนังสตา กรงปินัง ธารโต และเบตง มาสมทบกับกองกำลังนายต่วน กอตอบีรอ ผู้นำกลุ่มพูโลที่เชี่ยวชาญด้านยุทธวิธีทางการทหารที่เดินทางมาจากอินโดนีเซีย ที่บริเวณแนวตะเข็บชายแดนด้านบ้านดีดะ และ บ้านดินเสมอ อ.ธารโต จ.ยะลา ซึ่งเป็นรอยต่อของ บ้านเวง อ.บาลิ่ง รอยต่อรัฐเปรัค และ รัฐเกดาห์ ประเทศมาเลเซีย

รายงานล่าสุดพบว่า ในพื้นที่ ต.บ้านแหร อ.ธารโต ได้มีการนำอาวุธหนักเข้ามาในพื้นที่ และมีการนำจักรรีดแผ่นยางพารามาประกอบทำระเบิด ซึ่งเป็นแท่นเหล็กกลมยาวประมาณ 24 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว หนา 1 นิ้ว เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเจ้าหน้าที่ หลังเจ้าหน้าที่หันมาสนใจถังดับเพลิง เพื่อที่จะนำมาลอบก่อเหตุในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน รวมไปถึงบางอำเภอของ จ.สงขลา ที่มีรอยต่อติดกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

หน่วยข่าวความมั่นคงยังได้รับรายงานอีกว่า ขณะนี้ได้มีการสะสมกำลังของฝ่ายตรงข้ามที่มาจากประเทศมาเลเซีย ด้านรัฐเกดาห์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อมาสมทบกับแนวร่วมวัยรุ่นประมาณ 200-300 คน ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เพื่อมารับภารกิจและมีการประชุมที่มีเนื้อหาในทิศทางการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มฝ่ายตรงข้าม และมีการสรุปการปฏิบัติงานของกลุ่มคอมมานโดที่เป็นวัยรุ่นในการลอบก่อเหตุที่ผ่านมาด้วย

"หลังจากการประชุมจะมีแผนลอบก่อเหตุลักษณะที่เดียวกันอีก คาดว่าจะเกิดพร้อมกันทั้งสามจังหวัดในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ คาดว่าฝ่ายตรงข้ามจะอาศัยจังหวะในการสับเปลี่ยนกำลังของทหาร ที่มีการถอนกำลังออกไปส่วนหนึ่ง ทำให้กองกำลังทหารในพื้นที่มีน้อยลง จนทำให้เกิดช่องโหว่ในการลาดตระเวนในพื้นที่ตามตะเข็บชายแดนดังกล่าว จึงมีการนำกำลังฝ่ายตรงข้ามเข้ามาก่อเหตุปูพรมได้สะดวกขึ้น" แหล่งข่าวกล่าว

ส่วนสถานการณ์โดยรวมในพื้นที่ อ.ธารโต และเบตง แหล่งข่าวเผยว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมาว่ามีกลุ่มคนร้ายได้เข้ามาพยายามปลุกระดมประชาชนในพื้นที่ไปเป็นแนวร่วมแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ขณะนี้ได้กลับมาใหม่ในลักษณะของผู้ที่มาปฏิบัติศาสนกิจ และการออกดาวะห์ เจ้าหน้าที่ได้สืบทราบว่า การเข้ามาในรูปแบบต่างๆ ครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะปลุกระดมแนวร่วมก่อความไม่สงบลักษณะปูพรมอีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

โจรใต้ขี่ จยย.ประกบยิงสองพี่น้องดับ

ส่วนเหตุรุนแรงในพื้นที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน ร.ต.ต.ชาติ นพชำนาญ ร้อยเวร สภ.อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุมีคนถูกยิงเสียชีวิตสองศพ บนถนนสายหน้าสถานีอนามัยมะรือโบออก หมู่ 9 บ้านปาเระลูโบ๊ะ ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้อง จึงระดมกำลังตำรวจ ทหาร รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบชาวบ้านจำนวนมากยืนมุงดูเหตุการณ์ ตรวจสอบพบรถจักรยานยนต์ซูซูกิ รุ่นสแมช สีฟ้า ทะเบียน กลว 922 นราธิวาส ล้มอยู่ริมถนน พร้อมผักที่บรรจุในกระสอบตกกระจายเกลื่อน ใกล้กันพบผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ นายสมจิตร ทองเลิศ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 113 บ้านเจาะกด หมู่ 4 ต.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เป็นคนขี่ มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 11 มม.ที่ชายโครงขวา 1 นัด ศพที่สองอยู่ห่างไป 3 เมตร ชื่อนายดี ทองเลิศ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/30 ซอยคชรัตน์ ต.บางนาค อ.เมือง จ.นราธิวาส ถูกยิงด้วยปืนชนิดเดียวกันที่ชายโครงขวา 1 นัด ในที่เกิดเหตุตรวจพบปลอกกระสุนปืนขนาด 11 มม.ตกอยู่ 3 ปลอก จึงได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน พร้อมนำศพทั้งสองส่งโรงพยาบาลเจาะไอร้องชันสูตรพลิกศพ

สอบสวนทราบว่า ระหว่างผู้ตายซึ่งเป็นพี่น้องกันขี่รถจักรยานยนต์ไปทำสวนและเก็บพืชผักเพื่อนำกลับบ้านพักนายสมจิตร ซึ่งเป็นพี่ชายในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุได้มีคนร้ายสองคนขี่รถจักรยานยนต์แบบผู้หญิง ไม่ทราบยี่ห้อและทะเบียน เข้ามาประกบด้านข้าง จากนั้นคนซ้อนท้ายได้ชักอาวุธปืนออกมายิงใส่ผู้ตายทั้งสองคน และหลบหนีไปทาง อ.เจาะไอร้อง อย่างรวดเร็ว เบื้องต้นคาดว่า น่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่

ปล้นปืน ชรบ.ที่บาเจาะอีก

เมื่อเวลา 18.30 น. พ.ต.ต.ฉลอง รัตนภักดี สารวัตรเวร สภ.อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุคนร้าย 3 คน แต่งกายเป็นไอ้โม่ง พร้อมอาวุธครบมือบุกปล้นปืน ชรบ. ที่บ้านเลขที่ 110/3 บ้านแคและ หมู่ 7 ต.บาเระเหนือ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส จึงรายงานให้ พ.ต.อ.สมชาย สวัสดิศักดิ์ ผกก.สภ.อ.บาเจาะ ทราบ จากนั้นได้นำกำลังตำรวจ ทหาร รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านพักของนายสาการียา สะนิ อายุ 50 ปี เป็น ชรบ.บ้านแคและ กำลังอยู่ในอาการหวาดผวา หลังจากตั้งสติได้จึงนำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในบ้านพัก และชี้จุดที่คนร้ายบุกเข้ามาภายในบ้านใช้อาวุธปืนสงครามจี้บังคับเอาอาวุธปืน ชรบ.จำนวน 1 กระบอกหลบหนีไป

จากการตรวจสอบพบรอยรองเท้าคนร้ายจำนวนหนึ่งบริเวณหน้าบ้านพักเดินหายเข้าไปในป่ารกทึบหลังบ้าน จึงกระจายกำลังไล่ล่า แต่ไม่สามารถพบกลุ่มคนร้าย โดยนายสาการียา ให้การว่า ระหว่างนั่งเล่นอยู่ภายในบ้านพร้อมลูกเมีย มีชาย 3 คน สวมหมวกไหมพรมสีดำเป็นไอ้โม่งบุกเข้ามาภายในบ้านพร้อมกับถืออาวุธปืนสงคราม และอาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบชนิดจำนวน 2 คน โดยจี้บังคับให้บอกที่เก็บอาวุธปืนลูกซอง 5 นัด ที่ทางการให้มา โดยสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายหากไม่ขัดขืนต่อสู้ ขณะที่คนร้ายอีก 1 คน ยืนรออยู่ที่หน้าบ้านพักเพื่อดูต้นทาง

"ด้วยความหวาดกลัว ผมจึงนำอาวุธปืนให้กับพวกมันไป โดยที่ภายในอาวุธปืนมีกระสุนบรรจุอยู่จำนวน 5 นัดด้วย" นายสาการียา ระบุ

ส่วนสาเหตุเบื้องต้นสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นกลุ่มแนวร่วมป่วนใต้ ที่ต้องการปล้นอาวุธปืนไปรวบรวมเพื่อใช้ในการก่อเหตุร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และคาดว่าคนร้ายกลุ่มนี้น่าจะเป็นคนในพื้นที่ จึงได้มีการนำหมวกไหมพรมมาสวมอำพรางใบหน้า เพื่อมิให้เจ้าของบ้านจำหน้าได้

ที่มา:
คมชัดลึก

แสดงความคิดเห็น