วัดที่บ้านเกิดผม เป็นวัดแถบชนบท (บ้านนอก)
แล้วก็เป็นวัดหลวง(หลวงตาเฝ้าวัด) โดยมาก ![]()
ส่วนใหญ่พระหนุ่มเณรน้อยมิค่อยมี
มีก็แต่เจ้าอาวาส,รองเจ้าอาวาส ซึ่งยังพอทำงานวัดได้บ้าง
ท่านเจ้าอาวาสเคยเล่าให้ฟังว่า

เมื่อก่อนเวลาหญ้ารกวัด ไม่มีโยมช่วยเหลือ ท่านก็ต้องลงมือตัดเองคนเดียว
โดยใช้เครื่องตัดหญ้าไทยประดิษฐ์ตัด จนก้อนหินกระเด็นถูกขาท่านหักก็เคยมาแล้ว
นับว่าเป็นพระที่เสียสละและน่ายกย่องจริง ๆ ในสายตาผม
ในปีนี้ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น
พระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท (จร.ชท.)
ราชทินนามที่ "พระครูประดิษฐ์ธรรมธัช" (ท่านอยู่วัดไหน หาเอาเอง)
จึง
ขอประกาศสำแดงมุทิตาจิตยังหลวงปู่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ได้รับพระ
ราชทานเกียรติยศยกย่องสมณศักดิ์ทุกระดับชั้นมาในครั้งนี้ด้วยครับ
พูดถึงหลวงปู่เจ้าอาวาสตัดหญ้าก็ให้นึกถึงที่ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า
เมื่อก่อนตอนเวลาท่านตัดหญ้าด้วยเครื่องตัดทุกครั้งนั้นจะมีเสียงดังมาก (ไทยประดิษฐ์)
จนเสียงดังออกไปนอกวัด...
และข้าง ๆ วัดก็จะมีโยมอยู่คนหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะเจ้าพระวินัย (กฎของพระ)
ด้วยเป็นนักธรรมลาพรต
เวลาท่านเจ้าอาวาสตัดหญ้าทีไร โยมคนนี้ก็จะออกมาโวยวายข้างวัดทุกที
ว่าพระสงฆ์ไม่รู้เรื่องพระวินัยบ้างหละ ว่าพระสงฆ์วัดนี้ไม่เคารพพระพุทธบัญญัติบ้างหละ ทำตัวเป็นอลัชชีหน้าด้าน ๆ บ้างหละ
ในปาจิตตีย์กัณฑ์ ห้ามพระพรากของเขียว (ตัดต้นไม้)
ครั้งแรก ๆ ท่านก็ไม่สนใจ จนหลายครั้งเข้า ท่านเจ้าอาวาสก็คงหมั่นไส้
เลยปิดเครื่องตะโกนออกไปว่า...
"ถ้าไม่ตัด แล้วใครจะตัด งูจะกัดพระตายหมดวัดอยู่แล้ว โยมจะมาช่วยตัดไหม!"
หลังจากวันนั้นมา โยมคนนั้นก็ไม่เคยปริปากอีกเลย
ปัญหาในใจของโยมคนนั้นก็คือ โยมคงจะกังวลไม่อยากให้พระท่านประพฤติล่วงพระวินัยเรื่องห้ามขุดดินหรือห้ามพรากของเขียวดังกล่าว
ซึ่งอันที่จริงก็เป็นเรื่องเจตนาที่ดี แต่ควรดูความเหมาะสมอยู่บ้าง ...
พรากบ้าง ให้คนอื่นพรากบ้างซึ่งของเขียว? พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมเบียดเบียนอินทรีย์
อย่างหนึ่ง ซึ่งมีชีวะ."
"ชีวสญฺญิ โน หิ มนุสฺสา รกฺขสฺมึ"
"เพราะคนทั้งหลายสำคัญของเขียวว่ามีชีวะ"
สรุปคือ คนอินเดียสมัยนั้น (๒๕๐๐ กว่าปีก่อน) บางพวกถือกันว่า ต้นไม้มีชีวะเหมือนสิ่งมีชีวิตทั่วไป
ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงทราบดีว่าไม่ใช่เช่นนั้น เพราะ ต้นไม้ ไม่ได้เกิดจากกรรม จึงไม่มีชีวิตรูป แต่ที่ดำรงคงอยู่ได้เพราะอุตุ คือธรรมชาติของมันอย่างนั้น แต่พระองค์ก็ยังทรงตรัสตำหนิพระสงฆ์ต้นบัญญัติว่า
กระทำของพวกเธอนั่น(พระที่พรากของเขียว)
ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส
หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ..."
สรุป
คือ การที่พระไปพรากของเขียวเข้า
จึงอาจทำให้กลุ่มคนบางพวกที่ถือคติเช่นนี้ติเตียนได้
ซึ่งอาจเป็นเหตุบานปลายถึงขั้นหมดความเลื่อมใสเสียเลย
การที่พระองค์ทรงบัญญัติห้ามก็เพื่อเหตุนี้ (มิให้ชาวบ้านบางส่วนในสมัยนั้นติเตียน)
แต่อย่าลืมว่า มูลการบัญญัติห้ามการพรากดินและชีวะ (ต้นไม้) เป็นอาบัติทั้งสิ้น เพราะมาจากชาวบ้านเขาติเตียน
การที่พระใช้โทรศัพท์และสูบบุหรี่ ขับรถ
เป็นที่ติเตียนของชาวบ้านในปัจจุบัน
ก็อาจเป็นเหตุบัญญัติพระวินัยในสมัยพุทธกาลได้เหมือนกัน
มูลเหตุการบัญญัติพระวินัยของพระนั้น
ส่วนหนึ่งจึงมาจาก "ความเหมาะสม" ในสายตาชาวบ้านเรานี่เอง
ซึ่ง "ความเหมาะสม" นี่ก็ตกอยู่ในกฎของสามัญญลักษณะ
"ความไม่เหมาะสม" บางอย่างในอดีต ก็อาจจะไม่ใช่ "ความไม่เหมาะสม" ในปัจจุบันก็ได้
พระพุทธเจ้าจึงตรัสทางแก้เมื่อก่อนที่พระองค์จะปรินิพพานว่า
ถ้าในอนาคตจะบัญญัติเพิ่มลดพระวินัยก็ให้ทำได้ตาม "ความเหมาะสม"
ดังนั้นพระวินัยจึงมิใช่ "สัจจะ" ของ "ธรรมะ" ที่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปได้
เพราะวินัยในบางบทหรือกฎหมายก็คือส่วนหนึ่งของคน
คน ก็ตกอยู่ในกฎของ อนิจจลักษณะ
การ
ที่ชาวบ้านญาติโยมไปโพนทนาว่าพระทำผิดอย่างนู้น พระทำผิดอย่างนี้
บางทีเราควรย้อนกลับมาดูตัวเองก่อนว่า เราได้ช่วยอะไรท่านบ้างหรือยัง
หญ้ารกไม่มีใครตัด ท่านก็ต้องตัดเอง มีรถของวัด แต่ไม่มีใครขับให้ท่าน
พระท่านก็ต้องขับไปเอง (ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากทำ)
พระจึงต้องช่วยตัวเอง เพราะสังคมเปลี่ยนไป พระจึงต้องปรับตามโดยลดข้อหยุมหยิมล้าสมัยลง แต่ต้องคงพระวินัยส่วนใหญ่ไว้
บางครั้งการมองโลกแค่มุมเดียวหรือมัวแต่ยึดติดกับรูปแบบที่วางเอาไว้
อาจจะทำให้เราไม่เข้าใจอะไรเลยก็ได้...
เหมือนโยมนั่นไง!
จบ.
ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่านผมบ่น(จนจบ)ครับ ^^
* ปรารภถึงหลวงพ่อไว้นานโขแล้ว
และแล้วเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๑
ท่านก็ได้เข้ารับพัดยศสมณศักดิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สนใจดูภาพบรรยากาศงานได้ ที่นี่จ๊ะ
(อัพเดทภาพ ๑๗ ม.ค. ๕๑)

ดีครับ สาธุ
ผมเคยไปอยู่วัดไกลๆ ตอนเพลต้องหุงข้าวเองด้วยซ้ำไป
ข้อเขียนชวนอ่านมากครับ ขอชมว่าเป็นนักเขียนที่ดีครับ
ผมก็เบื่อพวกนักธรรมลาพรตครับ
อย่าคำนึงถึงเร่องเล็กน้องเพียงนี้เลย(เรื่องพระตัดหญ้า)เอาเวลาดูตัวเองคงจะดีกว่าเป็นไหนๆ
ข้อเขียนของน้องชายดีมากครับ
แสดงความคิดเห็น