“พระจริยานิเทศก์” หากไม่ใช่คนในแวดวงพระพุทธศาสนา น้อยคนนักที่จะรู้ว่า พระจริยานิเทศก์มีความสำคัญอย่างไร
ทั้งที่หากเจาะลึกถึงหน้าที่ของพระจริยานิเทศก์แล้วจะเข้าใจแจ่มแจ้งถึงความสำคัญ ที่มีต่องานพระพุทธศาสนาอย่างมาก โดยเฉพาะในระดับจังหวัด
เพราะมีระบุไว้อย่างชัดเจนในระเบียบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ว่าด้วยพระจริยานิเทศก์ พ.ศ.2547 ถึงหน้าที่ของพระจริยานิเทศก์
- ช่วยเจ้าคณะจังหวัด ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนา คุณธรรม จริยธรรม การปกครอง การศาสนศึกษา การเผยแผ่ การสาธารณูปการ การศึกษาสงเคราะห์ การสาธารณสงเคราะห์ และศาสนกิจอื่นๆ ภายในจังหวัด ตามที่เจ้าคณะจังหวัดสั่งการหรือมอบหมาย
- ช่วยเจ้าคณะจังหวัด รวบรวมสถิติ ข้อมูลเกี่ยวกับคณะสงฆ์ การคณะสงฆ์ และการพระศาสนา ภายในจังหวัด ตามที่ทางคณะสงฆ์ และหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร้องขอ
- ช่วยเจ้าคณะจังหวัด ดำเนินกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และการอบรมสั่งสอน เพื่อให้พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน
- รายงานกิจการที่ได้ปฏิบัติต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทุกรอบ 6 เดือน
แต่น่าเสียดายที่พระจริยานิเทศก์ บางจังหวัดกลับไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะเจ้าคณะจังหวัดไม่กล้าใช้บ้าง และบางส่วนก็เกิดจากพระจริยานิเทศก์บางรูป ก็ไม่กล้าที่จะเสนอแนวทางในการพัฒนาพระพุทธ ศาสนาต่อเจ้าคณะจังหวัดเช่นกัน
การจัดประชุมสัมมนาพระจริยานิเทศก์ ประจำปี 2550 ที่วัดพระธาตุพนม จ.นครพนม ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เป็นเจ้าภาพ จึงมีเป้าหมายเพื่อปรับแนวทางในการทำงาน ของพระจริยานิเทศก์ พร้อมทั้งนำคณะเดินทางไปศึกษาแนวทางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในพื้นที่ ของประเทศเวียดนาม ซึ่ง ทีมข่าวศาสนา มีโอกาสติดตามคณะพระจริยานิเทศก์ เพื่อเกาะติดการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้วย
นางบุญศรี พานะจิตต์ รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ระบุถึงสาเหตุของการเดินทาง ไปประเทศเวียดนามครั้งนี้ว่า หลายคนอาจจะมองว่าทำไมต้องไปดูแนวทางของการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาของประเทศ ที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักของประเทศ แต่ต้องอย่าลืมว่าเวียดนามต้องผ่านภาวะสงครามมาเป็นเวลาหลายปี จึงเป็นเหตุที่น่าสนใจว่า แม้จะมีคนนับถือพระพุทธศาสนาในส่วนน้อย แต่ทำไมพระสงฆ์ในเวียดนาม ถึงยังคงมีความเข้มแข็ง และสามารถทำให้พระพุทธศาสนายังคงดำรงอยู่ในเวียดนามได้
“พระจริยานิเทศก์ ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ จะเป็นเลขานุการฝ่ายวิชาการของเจ้าคณะจังหวัด การที่ได้ออกมาดูงานนอกประเทศ จึงจะเกิดผลดีอย่างแน่นอน เพราะจะได้นำแนวทางไปพัฒนาการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาของแต่ละจังหวัดได้ และหลังจากนี้ทางสำนักงาน พระพุทธศาสนาฯ จะทำกรอบในการทำแผนดำเนินงานของพระจริยานิเทศก์ ถวายไปทุกจังหวัด โดยจะเน้นที่การศึกษา และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา” นางบุญศรี กล่าว
พระมหาสุกฤษฐิ์ ปญฺญาวโร วัดอุดมธานี พระจริยานิเทศก์ จ.นครนายก กล่าวว่า สิ่งที่เห็นได้ถึงข้อแตกต่างระหว่างไทยกับเวียดนาม คือการรักษาเอกลักษณ์ของชาติ เพราะในประเทศไทยยังขาดการคำนึงถึงการรักษาเอกลักษณ์ของชาติ โดยเฉพาะจะต้องทำให้ศาสนาเป็นวิถีชีวิต ให้เกิดขึ้นกับคนไทยให้ได้
ขณะที่ พระครูอมรธรรมนิเทศก์ วัดท่าสว่าง พระจริยานิเทศก์ จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า จากนี้ไปควรที่จะมีการตั้งศูนย์พระจริยานิเทศก์ เพื่อให้เป็นแม่ข่ายในการดำเนินงาน เผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระจริยานิเทศก์ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้อง รวมตัวกันให้ได้
ทีมข่าวศาสนา มองว่า พระจริยานิเทศก์ เสมือนกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้าน พระพุทธศาสนาให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะคุณสมบัติของพระจริยานิเทศก์ ที่ต้องเป็นพระซึ่งสำเร็จการศึกษาไม่น้อยกว่าเปรียญธรรม 6 ประโยค และนักธรรมชั้นเอก หรือจบปริญญาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ และต้องมีความรู้ทางพระปริยัติธรรม ไม่น้อยกว่าเปรียญธรรม 4 ประโยค และนักธรรมชั้นเอก
เรามองว่าการสร้างวิสัยทัศน์ การให้โอกาส และการมีเวทีแสดงผลงาน ที่เป็นรูปธรรม คือหัวใจในการสร้างพระจริยานิเทศก์
การนำคณะพระจริยานิเทศก์ ไปดูงานที่ประเทศเวียดนามครั้งนี้ เท่ากับเป็นการ เปิดมิติใหม่ในการสร้างวิสัยทัศน์ ในการเรียนรู้แนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติสุข เพื่อ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดความเหมาะสม ในประเทศไทย
ส่วนการจัดประชุมสัมมนาพระจริยานิเทศก์ ประจำปี 2550 ซึ่งกำหนดเป้าหมายชัดเจนเพื่อปรับแนวทางการทำงานของพระจริยานิเทศก์ เพื่อทำให้งานพระพุทธศาสนาในแต่ละจังหวัดมีความเข้มแข็ง
เท่ากับเป็นการเปิดโอกาส และมีเวทีให้พระจริยานิเทศก์ แสดงศักยภาพให้เป็นที่ ประจักษ์ต่อพระเถระชั้นผู้ใหญ่ตามลำดับ ที่สำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่น ต่อพุทธศาสนิกชน ถึงความมั่นคงและความจีรังยั่งยืนของพระธรรมคำสอน ของพระพุทธองค์
เมื่อศรัทธาเกิด “คุณธรรม” และ “จริยธรรม” ที่เหมือนจะเลือนหายไปจาก สังคมไทย ก็จะกลับคืนสู่จิตใจของพุทธศาสนิกชน สังคมไทยก็จะกลับสู่ ความสงบสุข สันติ และร่มเย็น ที่ยั่งยืน!!!
ระเบียบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ว่าด้วยพระจริยานิเทศก์ พ.ศ.2547 ถึงหน้าที่ของพระจริยานิเทศก์
1.ช่วยเจ้าคณะจังหวัด ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนา คุณธรรม จริยธรรม การปกครอง การศาสนศึกษา การเผยแผ่ การสาธารณูปการ การศึกษาสงเคราะห์ การสาธารณสงเคราะห์ และศาสนกิจอื่นๆ ภายในจังหวัด ตามที่เจ้าคณะจังหวัดสั่งการหรือมอบหมาย
2.ช่วยเจ้าคณะจังหวัด รวบรวมสถิติ ข้อมูลเกี่ยวกับคณะสงฆ์ การคณะสงฆ์ และการพระศาสนา ภายในจังหวัด ตามที่ทางคณะสงฆ์ และหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร้องขอ
3.ช่วยเจ้าคณะจังหวัด ดำเนินกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และการอบรมสั่งสอน เพื่อให้พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน
4.รายงานกิจการที่ได้ปฏิบัติต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทุกรอบ 6 เดือน
แต่ในความเป็นจริงกลับใช้อำนาจเกินตัว เช่น ให้เจ้าคณะจังหวัดยอมรับว่าตัวเขาคือพระจริยานิเทศก์ และเจ้าคณะจังหวัดก็ต้องยอมรับเพราะไม่มีความรู้ (ท่านเจ้าคณะจังหวัดจบแค่ น.ธ.ตรี
ส่วนพระจริยานิเทศก์ จบปริญญาตรี ต่างกันลิบ
ที่จังหวัดผมการศึกษาสงฆ์นับว่าดีมากมี ป.ธ. ๙ เยอะ วัดเจ้าคณะจังหวัดเป็นสำนักเรียนบาลีใหญ่ นับว่าท่านทำงานกันได้ดีทีเดียว ในเรื่อง "การศึกษาสงฆ์"...
ส่วนการทำงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น พวกมหาเปรียญที่จะมาทำงานกันนั้นน้อยมาก ยังขาดการฝึกเพื่อพัฒนาบุคคลากรในด้านนี้ ทั้ง ๆ ที่ "พระผู้สอน" นั้น ชาวบ้านต้องการมากกว่า พระมหาหรือสามเณรเปรียญ ที่ทำงานไม่เป็นมากนัก
เท่าที่เห็น พระภิกษุที่แม้จะได้แค่ น.ธ.เอก ไม่มีปริญญาหรือมหาพ่วงท้าย กลับทำงานเข้าถึงประชาชนได้ถึงใจกว่าหลายเท่านัก ในทางกลับกัน พระปริญญาแต่ไม่มีวุฒิถึงน.ธ.เอก ก็ทำงานด้านเผยแผ่ได้ไม่แพ้กัน สรุปคืออยู่ที่ "บุคลากร" และ"เจ้านาย" ว่าจะเอาใจใส่กับเรื่องการเผยแผ่พระศาสนาและเรื่องปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของประชาชนมากแค่ไหน
------------------------
อันที่จริงพระสงฆ์
ถ้าไม่สนใจ "สารัตถะ" ที่แท้จริงของการบวชเข้ามาในศาสนาพุทธ ไม่ปฏิบัติเพื่อสัลเลขธรรม มัวแต่จ้องที่จะ ตระครุบสรรเสริญลาภยศ-ประจบเจ้านาย หรือไปสนใจเรี่ยไรสร้างวิหารราคา ๑๐ ล้าน ก็ได้แต่ศาลาร้างที่ไร้ผู้คน และฐานันดรศักดิ์จอมปลอมเท่านั้น
ศาสนาพุทธจะวิบัติเพราะคนพวกนี้
ขอนินทาหน่อย
ถ้าจะให้พระพุทธศาสนาเป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั้งหลายแล้ว ทางที่ดีควรให้โอกาศพระภิกษุสงฆ์ ได้ทำหน้าที่ของตนเองที่สมัครใจมาบวชอยู่ในพระพุทธศาสนา โดยบุลคลภายนอกไม่ต้องเสียเวลามาแนะนำพระท่านอีก เพราะพระภิกษุในพระพุทธศาสนานี้ท่านมีแนวทางของพวกท่านอยู้แล้ว ว่าจะทำอะไร ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้แล้ว แต่ถ้าบุคคลภายนอกคิดจะช่วย ก็ขอเป็นเรื่องปัยจัยสี่เครื่องอาศัย ในการดำรงชีวิตอยู่ ก็แล้วกัน (อย่างครั้งเดิมสมัยกรุงสุโขทัยโน้น)
แสดงความคิดเห็น