เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีการประชุมพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ... เสนอโดย พล.อ.ปรีชา โรจนเสน สมาชิก สนช. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม และคณะ รวม 180 คน
สำหรับร่างดังกล่าว กำหนดให้มีคณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมกับมีบทลงโทษผู้จาบจ้วงดูหมิ่นศาสนา นอกจากนี้ ยังมีบทบัญญัติครอบคลุมดูแลถึงแม่ชีด้วย
อย่างไรก็ตาม มีสมาชิก สนช.หลายคน แสดงความเป็นห่วงในเรื่องบทลงโทษที่รุนแรง หากไม่ปรับเนื้อหากฎหมายดังกล่าวให้เหมาะสม จะก่อให้เกิดความปั่นป่วนในสังคมได้ เพราะการตรากฎหมายเพื่อมุ่งคุ้มครองศาสนธรรม ศาสนบุคคล ฯลฯ อย่างสุดโต่ง ใครทำผิดต้องโทษรุนแรงนั้นเป็นอันตราย
อีกทั้ง เนื้อหาบางส่วนลักลั่น เช่น กำหนดว่าผู้ใดร่วมประเวณีไม่ว่าทางใดและวิธีการใดกับพระภิกษุ สามเณร หรือแม่ชี ต้องโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับ 1 แสนบาทถึง 5 แสนบาทนั้น แต่กลับไม่มีการลงโทษพระภิกษุ สามเณร หรือ แม่ชี ซึ่งเป็นคู่ผู้ร่วมประเวณีอย่างรุนแรงเลย
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ อภิปรายว่า ตามความผิดของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ อาจมีคนติดคุกกันครึ่งประเทศ เพราะแค่ปูเสื่อขายพระก็เข้าข่ายติดคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป และปรับแสนบาท ถือเป็นกฎหมายเผด็จการทางความคิดและอันตรายมาก
ในที่สุด นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ตัวแทนรัฐบาล ได้ขอรับร่างกลับไปพิจารณา 30 วัน ก่อนส่งกลับมาให้ สนช.พิจารณาอีกครั้ง
สำหรับรายละเอียดในร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ... แบ่งออกเป็น 5 หมวด จำนวน 24 มาตรา ประกอบด้วย หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 การอุปถัมภ์และคุ้มครอง หมวด 3 คณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หมวด 4 แม่ชี และหมวด 5 บทกำหนดลงโทษ
ส่วนเนื้อหาในแต่ละมาตรา โดยสรุปมีดังนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติ พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ....
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ตัวบทกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบและคำสั่ง อื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา 4 อธิบายความหมายศัพท์ที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ อาทิ พระศาสดา หมายความว่า พระพุทธเจ้า, ศาสนบุคคล หมายถึง พระภิกษุ สามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา, คณะกรรมการ หมายถึง คณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นต้น
มาตรา 5 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง
มาตรา 6-7 การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ต้องเป็นไปเพื่อความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา ตามแนวทางศาสนธรรม และต้องเป็นไปเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารงานคณะสงฆ์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์
มาตรา 8 รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มาตรา 9 การจาบจ้วง ละเมิด ลอกเลียน บิดเบือน หรือการกระทำอื่นใดให้พระศาสดา ศาสนธรรม ศาสนศึกษา ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสมบัติ และศาสนพิธี ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสีย มัวหมอง หรือวิปริตผิดเพี้ยน จะกระทำมิได้
มาตรา 10-11 บรรยายถึงหน้าที่ที่รัฐต้องอุปถัมภ์และส่งเสริมในเรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
มาตรา 12 กำหนดให้นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกอบด้วยกรรมการ จำนวน 21 รูป/คน โดยมีนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ
มาตรา 13 กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นตำแหน่งของคณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เช่น การเป็นกรรมการมิใช่โดยตำแหน่ง อยู่ในวาระคราวละ 2 ปี เป็นต้น
มาตรา 14 บัญญัติถึงหน้าที่ของคณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เช่น การวางนโยบาย กำหนดยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการและโครงการเกี่ยวกับการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารงานคณะสงฆ์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ เป็นต้น
มาตรา 15 ให้มีคณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล โดยมีองค์ประกอบ อำนาจและหน้าที่ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 16 อธิบายความหมายของแม่ชี คือ อุบาสิกาประเภทอนาคาริกาผู้ไม่ครองเรือนที่ปฏิบัติธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นนักบวชสตรี นุ่งขาว ห่มขาว โกนผม โกนคิ้ว ถือศีลแปด
มาตรา 17 แม่ชี ต้องผ่านพิธีกรรมการเป็นนักบวชในวัดพระพุทธศาสนา โดยมีเจ้าอาวาสหรือพระภิกษุที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นผู้ทำพิธีกรรม และต้องมีผู้รับรองในการเข้าเป็นแม่ชี
มาตรา 18 แม่ชีต้องสังกัดและพำนักอยู่ในวัด หรือในสำนักแม่ชีที่มีวัดหรือองค์กรนิติบุคคลทางพระพุทธศาสนาให้การรับรอง รวมทั้งแม่ชีต้องสังกัดสถาบันแม่ชีไทยและต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติของสถาบันแม่ชีไทย
นอกจากนี้ ที่พักอาศัยของแม่ชี ต้องจัดให้เป็นสัดส่วนไม่ปะปนกับที่พักอาศัยของพระภิกษุสามเณรและศิษย์วัด
มาตรา 19 แม่ชี มีหน้าที่ศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติธรรม เผยแผ่และรักษาหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ทำประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาและสังคม ตลอดถึงให้คำปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาชีวิตให้แก่ประชาชน
มาตรา 20 รัฐต้องส่งเสริมและพัฒนาแม่ชีให้มีศักยภาพและความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมและพัฒนาแม่ชีให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยคำแนะนำของสถาบันแม่ชีไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์
มาตรา 21 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 9 ในส่วนที่เกี่ยวกับพระศาสดาและศาสนธรรม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
มาตรา 22 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 ในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนศึกษา ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสมบัติ และศาสนพิธี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท
ผู้ใดร่วมประเวณีไม่ว่าทางใดและวิธีการใดกับพระภิกษุ สามเณร หรือแม่ชี ตลอดจนผู้ชักจูง จัดหา หรือจ้างวาน ให้มีการร่วมประเวณีดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท
มาตรา 23 ผู้ใดกระทำความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา ถ้าการกระทำความผิดนั้นเป็นการกระทำต่อพระภิกษุ สามเณร หรือแม่ชี ผู้นั้นต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ สามเท่า
มาตรา 24 เป็นบทเฉพาะกาล ระบุว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการเป็นของผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทั้งนี้ จะต้องดำเนินการให้ได้มาซึ่งคณะกรรมการ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ที่ทำอย่างนี้มันไม่ดีต่อส่วนรวมเลยนะ ทางที่ดีควรสนับสนุนโรงเรียนพระประริยัติและนักธรรมบาลีให้มาก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จะดีกว่านะคับบบบบบ
พรบ.ฉบับนี้ เห็นด้วยบางส่วน ในเรื่องของแม่ชี
เพราะน่าจะกำหนดกฎหมายเรื่องของแม่ชีให้ชัดเจนตั้งนานแล้ว
ส่วนเรื่องการคุ้มครองพระพุทธศาสนาเรื่องอื่น ๆ
น่าจะขอความเห็นจากพระสงฆ์ หรือ สังฆามติก่อน
เพราะท่านเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์จริง ประสบปัญหาจริง ๆ
น่าจะรู้ว่า ควรจะแก้ไขหรือปรับปรุงตรงไหน เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
มีใครให้ความเห็นได้มั่งว่า พรบ.นี้ไม่ดียังไง อ่านๆดูก็เข้าท่านี่น่า ทำไมมีหลายคนเกรงว่าจะเกิดปัญหากันจัง และก็อยากรู้ว่ากลุ่มที่สร้างพรบ.นี้ ได้ศึกษาปัญหาหรือความเห็นของผู้ถูกใช้บ้างอ่ะป่าว คิดเองเออเองเดี๋ยวจะกลายเป็นสร้างความยุ่งยากตามมาอีก
พ.ร.บ.นี้แทนที่จะมีคุณต่อพระพุทธศาสนา แต่กลับจะเป็นการทำลายมากกว่า ทางสายกลางที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้แล้วเป็นแนวทางไปสู่การรักษาพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี ไม่เคร่งจนเกินไป แต่ก็ไม่ควรหย่อนจนเกินไป ขึ้นสายกลางเป็นดีที่สุด
หากเป็นไปตามร่าง พ.ร.บ.นี้ แทนคนจะสนใจพระพุทธศาสนากลับจะเป็นการทำลายพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น แต่มิใช่ทำลายโดยตรง แต่จะทำลายทางอ้อมเช่น เพื่อพระพุทธศาสนามีกฎหมายเหล็กอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว จะทำให้ไม่มีใครอยากจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เพราะอาจพลาดโดยไม่ตั้งใจแต่กลับโดนทำโทษหนักกว่าฆ่าคนตายเสียอีก
พระพุทธศาสนาอยู่คู่สังคมไทยมาถึงปัจจุบัน ก็ใช่ว่ามีกฎหมายโหดอย่างนี้ แต่ยืนหยัดมาได้พระความสามัคคีของพุทธบริษัท ทั้งพระภิกษุ สามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะพระภิกษุ สามเณรตามการพัฒนาของสังคมโลกไม่ทัน
อยากให้พระพุทธศาสนาอยู่ได้ทำไมรัฐจึงไม่ส่งเสริมการศึกษาสงฆ์ อย่างจริงจัง เพราะเมื่อพระภิกษุสงฆ์ - สามเณรได้รับการศึกษาที่ดีอย่างถูกต้องแล้วการที่จะทำลายพระพุทธศาสนาก็จะหมดไป แต่ที่ผ่านมาการเผยแผ่ รัฐให้ความสนใจแค่เศษ 0.1 ส่วนร้อยเท่านั้นเอง แล้วจะให้พระพุทธศาสนาคงอยู่ได้อย่างไร
ผู้เสนอกฎหมายก็ควรยึดทางสายกลางในกรอบความคิดของตนเสียบ้าง อย่าเอาความคิดของคนไม่กี่คนมาทำลายพระพุทธศาสนา โดยข้ออ้างว่า คุ้มครอง อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาเลย จะเป็นการซ้ำเติมพระพุทธศาสนามากกว่า ซึ่งการออกกฎหมายเป็นการเพื่อความดำรงอยู่ แต่อย่าลืมความเป็นธรรมของสังคม สังคมพุทธเป็นสังคมแห่งความเมตตา มิใช่สังคมแห่งการทำลายล้าง เหมือน พ.ร.บ.นี้
อืม...เราว่าเรื่องนี้ก็เข้าท่าดีนะ จริงอยู่ที่ว่าตบมือข้างเดียวไม่ดัง ปัญหาบางอย่างก็เกิดจากพระเถรเณรชีจริงๆ ไม่งั้นข่าวคงไม่มีให้เห็นอยู่เนืองๆ บางครั้งเราเองยังเคยเจอแบบให้เสื่อมศรัทธาเลย
แต่การจะรักษาพระศาสนาห้คงอยู่ไว้มันก็มีตั้งหลายทาง เช่น
๑. ระวังไม่ให้คนชั่วข้างนอกมีโอกาสเข้ามาทำลาย (ป้องกันไฟจากภายนอก)
๒. กำจัดคนชั่วที่อยู่ภายในให้พ้นออกไป (อันนี้คงต้องเป็นหน้าที่พระท่านนะ แฮะ แฮะ..)
๓. สร้างความมั่นคงให้แก่พระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนก็ต้องให้ความร่วมมือจริง โดยเฉพาะรัฐบาลต้องร่วมมืออย่างจริงจัง
๔. สนับสนุนให้คนดี ได้ปฏิบัติดีอย่างสงบ นำเสนอข่าว เนื้อหาที่สร้างสรร นำเสนอบุคคลตัวอย่างที่มีอยู่ เช่น พระนักปฏิบัติ พระนักเทศน์ (สอน) พระนักบริหาร พระนักพัฒนา เป็นต้น
เราว่า พรบ.นี้ก็เป็นอันหนึ่งที่ช่วยไม่ให้บุคคลจากภายนอกเข้ามาทำลาย (ด้วยการโน้มน้าว ชักจูง หรือ เข้ามามีอิทธิพล ต่อผู้ปฏิบัติธรรม) เพราะโทษก็หนักเอาการอยู่ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของท่านที่จะทำความดีให้เกิดในตน
รูรั่วเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ ทุกวันมีแต่ขยายกว้างขึ้น ถ้ามีอะไรมาอุดไว้มั่งก็ดีแล้ว...ช่วยกันทุกฝ่ายทั้งคณะสงฆ์เอง และศาสนิกชนด้วย เอ้า...ขอยกมือสนับสนุนด้วยคนนึง
ผมว่าไม่น่าจะดีกับส่วนรวม เพราะไม่มีประโชน์อันใดทีจะมาบัญญัติกฎแบบนี้
ผมว่าน่าจะส่งเสริมการศึกษาให้แก่พระภิกษุสามเณรดีกว่าคับ เพราะนี้คือสิ่งสำคัญที่จะให้พระพุทธศาสนาอยู่ได้นาน ๆ และยิงกว่านี้นถ้าไม่มีการตีความในกฎหมายที่ถูกต้องละก็ไม่ดีแน่ ๆ จะทำให้ไม่มีใครเคารพนับถือพระภิกาสงฆ์มิหน่ำซ้ำจะทำให้คนไม่สนใจพระพุทธศาสนาเลยก็เป็นได้
ทางที่ดี รัฐควรมองมาทางโรงเรียนพระปริยัตติของพระภิกษุสามเณรและมาส่งเสริมตรงนี้น่าจะดีไม่น้อย
ปล ถ้าหวังดีกับพระพุทธศาสนาอย่าทำลายพระศาสนาแค่ให้ความส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องของการศึกษาจะดีกว่าไหมคับ
บ้านมีรั้ว
ประเทศมีเขตแดน
สังคมต้องมีกรอบที่เข้มแข็ง
เดิมที่เมื่อเหล่าชนไม่ได้แปลกแยกทางความคิดมากมายนัก
การดูแลและเอื้ออาทรต่อกันก็ไม่ลำบากมากนัก
ปัจจุบันความหลากหลายในแม้นแต่ชนชาติเดียวเวลาเดียวก็มีมากเหลือเกิน
ขอบเขตและแนวทางในกรอบใดหากไม่ชัดเจน
ย่อมนำมาสู่หายนะได้ทั้งสิ้น
ทางสายกลางในสัจจะธรรมของพระพุทธองค์นั้น
ใช้ได้ผลดีกับเฉพาะเหล่าชนผู้สำเนียกในเสียงแห่งธรรมนั้นเท่านั้น
แต่กับเหล่าผู้มิรู้และหรือพาลอยู่ในสังสารวัฏฏ
อาจจนำภัยพิบัติถึงซึ้งผู้ประพฤติธรรมได้ง่าย
แม้นเหล่าผู้สำเนียกในธรรมเดียวกัน
ยังอาจจะเห็นต่างจากกันได้เลย
พรบ.นี้ พึงมุ่งเน้นให้เป็นกรอบที่ดีกับเหล่าชนทั้งหลายเถิด
ขอท่านทั้งหลายผู้ไม่ประสาต่อกันอย่างได้เบียดเบียนกัน
และขอท่านทั้งหลายผู้แม้นประสาต่อกันก็จงอย่าได้ผิดใจกันเลย
ผู้ปรารถนานิพพานแล้วเห็นได้แล้วสัมผัสได้แล้ว
ย่อมไม่ปรารถนาสิ่งใดอีก
นอกจากขนสัตว์ผู้ประเสริฐในธรรมนั้นไปกับหมู่ตน
ขอ พรบ. จงมีประมาณให้มนุษย์ผู้ประเสริฐแล้ว
แคล้วคลาดจากบ่วงมารทั้งหลายเทอญ
แสดงความคิดเห็น