10 ปี "พระบัณฑิตอาสา" เข็มทิศจิตใจ-เพื่อชาวเขา

"มาอยู่ที่นี่กันได้อย่างไร? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?" เป็นคำถามที่ออกมาจากความรู้สึกของผู้ร่วมเดินทาง เพื่อตรวจเยี่ยมพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา ที่อาศรมขุนแม่รวม อ.กัลยาณิวัฒนา (วัดจัน) จ.เชียงใหม่

ด้วยระยะทางที่แสนห่างไกลจากความเจริญ การเดินทางต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะเดินทางถึงที่หมาย

ย้อนกลับไปในอดีต  มีพระสงฆ์คณะหนึ่ง ที่เรียกว่า "พระธรรมจาริก" ได้ออกเดินทางจาริกปฏิบัติศาสนกิจในชุมชนบนพื้นที่สูงในดงดอยห่างไกล เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับคนในชุมชนบนพื้นที่สูง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐของกระทรวงมหาดไทย

พระธรรมจาริก ผู้จาริกตามรอยพระบาท โดยมิเลือกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์วรรณะ ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาของชาวพุทธที่กำลังคลอนแคลน การทำงานของเหล่าพุทธสาวกนี้จึงเปรียบได้ดังแสงประทีปบนขุนเขาห่างไกลจาก สังคมเมืองอันสับสนวุ่นวาย

แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา   มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้ผลิตพระบัณฑิตออกมารับใช้พระศาสนาและสังคม  ได้ตระหนักว่า ควรที่จะขยายภารกิจการเผยแผ่พระศาสนาไปสู่ชาวเขาเหล่านั้นด้วย   ได้จัดโครงการ "พระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา (ธรรมจาริก)" เมื่อปีพุทธศักราช 2543

 

นับเนื่องถึงปัจจุบันปี 2553 เป็นเวลา 10 ปี โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 5 ประการ คือ

  1. เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวเขา
  2. เพื่อช่วยพัฒนาจิตใจ ตามแนวพระพุทธศาสนาและตอบสนองนโยบายของรัฐบาลตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  3. เพื่อให้การศึกษา ภาษา หน้าที่พลเมืองที่ดี ตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ตลอดถึงศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม
  4. เพื่อช่วยแนะนำและสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ลำธารตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
  5. เพื่ออบรมสั่งสอนชี้ให้เห็นถึงหลักการดูแลสุขภาพพื้นฐานและพิษภัยของยาเสพติด โรคเอดส์ ตามพื้นที่เป้าหมาย ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ทั้งนี้ "พระธรรมโกศาจารย์" อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ฝากให้พระบัณฑิตอาสาช่วยคิดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่อาศรมให้มากขึ้น การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับชุมชนทั้งการจัดอาศรมให้มีความสะอาดร่มรื่น เหมาะแก่การเป็นศูนย์พัฒนาด้านจิตใจของชุมชน การทำงานที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องประสานภาคีกับกลุ่มต่างๆ อย่างใกล้ชิด อาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

 

จากที่ได้สนทนากับพระบัณฑิตอาสาที่ปฏิบัติงานบนพื้นที่สูง คือ "พระมานพ มหายโส" และ "พระสมพงษ์ จิตตสังวโร" ซึ่งเป็นพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา ท่านเล่าว่า "หลังจากศึกษาจบจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยแล้ว ก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะขึ้นมาปฏิบัติงานกับชนบนพื้นที่สูงและก็ได้สมัครเข้า ร่วมโครางการพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา เมื่อเดินทางมาแล้วก็พบว่าการปฏิบัติงานเช่นนี้ต้องใช้ความอดทนอย่างสูง โดยเฉพาะเมื่อชาวบ้านอยู่อย่างไร กินอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น และที่สำคัญต้องเป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้"

"นอกจากนี้ ต้องทำหน้าที่สอนนักเรียน ในช่วงแรกต้องสอนถึง 18 คาบ/สัปดาห์ นับว่าเป็นงานหนัก พร้อมกันนี้ก็ต้องพัฒนาเสนาสนะให้เจริญขึ้นด้วย ชาวเขาที่ตั้งรกรากอยู่ที่นี่เขาอยู่กันมากว่าร้อยปี และเขาก็มีวิถีชีวิตอยู่แบบพอเพียง เราเข้ามาก็ช่วยเสริมในส่วนที่ขาดและไม่ทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของเขา"

"กำลังใจที่ได้คือพระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดี ได้รวบรวมปัจจัยกว่า 100,000 บาท ให้สร้างที่พักให้กับนักเรียนที่อาศรมแห่งนี้ อีกทั้งเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้เมตตาบริจาคปัจจัยสร้างที่พักเพิ่มให้อีก 1 หลัง นับเป็นความเมตตาอย่างสูงที่ท่านมีต่อพระสงฆ์ที่ทำงานอยู่บนพื้นที่สูง เราพร้อมที่จะทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังความรู้ เพื่อพัฒนาชนบนพื้นที่สูงต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้ต้องพานพบกับ อุปสรรคนานัปการก็ตาม ปัจจัยที่ได้จากนิตยภัต เดือนละ 5,000 บาท หมดไปกับการใช้จ่ายช่วยเหลือชาวบ้านและเด็กๆ ซึ่งอาตมาไม่เสียดายเลย"

โครงการ พระบัณฑิตอาสาได้สร้างพระนิสิตของมหาวิทยาลัยให้เป็นพระรุ่นใหม่ที่มีการ พัฒนาชาวเขารูปแบบใหม่และเอาใจใส่ชาวเขาอย่างจริงจัง ทำงานเพื่ออุดมการณ์ตามแนวความคิดที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาอันนำไปสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืน

เปรียบเสมือนเข็มทิศจิตใจช่วยพัฒนาชาวเขา

ที่มา: 
ข่าวสด

ความคิดเห็น

โครงการพระธรรมจาริกเพื่อชาวไทยภูเขา จัดตั้งคณะพระธรรมจาริกรุ่นแรก ส่งไปเผยแผ่ศีลธรรมและวัฒนธรรมชาวพุทธ แก่ชาวไทยภูเขา ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ โดยสมเด็จพระพุทธชินวงศ์(สุวณฺณโชตมหาเถร)อธิบดีสงฆ์วัดเบญมบพิตรดุสิตวนาราม กทม.เป็นองค์ประธานคณะพระธรรมจาริก ปัจจุบันพระเทพโกศล เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้อำนวยการโครงการ และตั้งสำนักงานบริหารงานพระธรรมจาริก ณ วัดศรีโสดา พระอารามหลวง ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และพระธรรมจาริกคณะนี้ตั้งอาศรมบนดอยสูง ตามชายแดนไทยในพื้นที่ภาคเหนือเต็มพื้นที่ ปีพ.ศ. ๒๕๕๒ ได้รับเด็กชายและชายหนุ่มชาวเขาบรรพชาอุปสมบทจำนวน ๒๘๓ รูป ชาวพุทธได้ทราบว่ามหาวิทยาลัยสงฆ์โดยเฉพาะมจร.ผลิตพระบัณฑิตและส่งออกไปเผยแผ่ศีลธรรมแก่ชาวไทยภูเขา ในโครงการพระธรรมจาริก จึงอนุโมทนาสาธุส่วนยินดี มีศรัทธาสนับสนุนศาสนกิจเช่นนี้ และหวังว่าสองกำลังแห่งพระธรรมจาริก จะเพิ่มศักยภาพการเผยแผ่ศีลธรรม นำชาวไทยภูเขามาบรรพชาอุปสมบทเพิ่มจำนวนมากขึ้น เพื่อมาชดเชยชาวไทยพื้นราบ ที่ลดจำนวนบวชเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม จนแม่กองธรรมวิตกกังวลเกี่ยวศาสนทายาท ชาวพุทธฆราวาสขอจงช่วยกันสนับสนุนโครงการคณะพระธรรมจาริก เพื่อสอนและอบรมศีลธรรมแก่ชาวไทยภูเขา ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเกินกว่าที่เป็นอยู่ต่อไปเถิด

ผมเป็นพระอีกรูปหนึ่งซึ่งเคยทำงานให้กับพระบัณฑิตอาสามาเป็นเวลา 3ปี บัดนี้ได้ก้าวไปสู่ความเป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศ...ขออนุโมทนา สาธุ..

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • Allowed HTML tags: <p><a><u><i><b> <em><strike><img> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd><blockquote><div>
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งค่ารูปแบบอินพุต