สำนักพุทธฯ ชี้ พระสงฆ์ขับรถ ไม่ผิดพระธรรมวินัย-แต่ไม่เหมาะสม
นายอำนาจ บัวศิริ ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า ในระยะหลังมีกรณีที่พระภิกษุขับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ เพื่อไปทำกิจธุระต่างๆ เป็นจำนวนมาก ประกอบกับมีข่าวรองเจ้าอาวาสขับรถยนต์ไปรับสีกาจนถูกสามีของสีกายิงเสียชีวิต ซึ่งกระทบต่อศรัทธาพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก
ดังนั้น ตนขอย้ำว่า การที่พระสงฆ์ขับรถยนต์เองนั้นถือว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากจะทำให้ดูไม่สำรวมแล้ว จะเป็นภาพที่ไม่ดีในสายตาประชาชน แต่ถ้ามองตามหลักพระธรรมวินัยถือว่า ไม่ผิด ทั้งนี้ การที่พระสงฆ์จะขับรถยนต์เองได้นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับเหตุผลด้วย เช่น พระลูกวัดป่วยหนักและไม่มีลูกศิษย์ ขับรถขนของในวัดที่กำลังก่อสร้าง เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้ววัดในประเทศไทยร้อยละ 90 จะมีลูกศิษย์ และควรให้ลูกศิษย์ขับรถให้จะดีกว่า
ทั้งนี้ การที่พระบางรูปขับรถ ให้ประชาชนสันนิษฐานไว้ก่อนว่า มีเหตุให้น่าสงสัย ขอให้แจ้งเตือนต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือแจ้งเจ้าคณะผู้ปกครอง หรือแจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ให้ช่วยตรวจสอบในเบื้องต้นก่อน โดยสำนักพุทธฯ ต้องขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตาให้ด้วย นอกจากนี้ สำนักพุทธฯ จะประสานเจ้าคณะผู้ปกครองให้ช่วยกวดขันเรื่องดังกล่าวให้มากขึ้นและทราบว่า ท่านก็มีความห่วงใยในเรื่องนี้มากเช่นกัน เพราะส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา ต่อศรัทธาประชาชนในวงกว้าง
"อย่างไรก็ตาม คงไม่เหมาะที่พระสงฆ์จะมาขับรถยนต์เอง หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ หรืออยู่ในถิ่นทุรกันดารจริงที่พระต้องขี่มาบิณฑบาต ในขณะเดียวกัน พระสงฆ์ที่ขี่รถจักรยานยนต์ไปบิณฑบาตก็ไม่เหมาะและถือว่าผิดกิจของสงฆ์ด้วย นอกจากพระรูปนั้นป่วยเดินไม่สะดวก อาจจะมีลูกศิษย์พานั่งรถไปบิณฑบาตได้ อย่างไรก็ตาม การที่พระสงฆ์จะขับรถยนต์ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุผลอันสมควร หากขับไปรับสีกา หรือไปเที่ยวถือว่าไม่ควรกระทำ"
- อ่าน 804 ครั้ง

ความคิดเห็น
ด๊อกเตอรือำนาจเริ่มสนองงานพระศาสนาแล้ว ควรจะไปประสานงานกับฝ่ายบ้านเมืองให้อนุญาตพระไปสอบใบขับขี่ได้ จะได้ทำถูกต้องตามกฏหมายและพระธรรมวินัย เป็นด๊อกเตอร์แล้วอย่ามาออกกฏคุ้มครองพระสงฆ์ ดูงานศาสนาคริตส์ อิสลาม เขาไปถึงไหนแล้ว ธนาคารอิสลามเขาไปถึงไหนแล้ว ถูกต้องตามกฏหมาย มีกฏหมายรับรอง ท่านด๊อกเตอร์ ช่วยไปคุยกับรัฐบาลให้จัดห้องพักรับรองพระเถระผู้ใหญ่หน่อย อย่าให้มีแต่ห้องละหมาดที่สนามบิน อายมุสลิมเขา เป็นด๊อกเตอร์ที่เคยชื่นชม เห็นมาอเมริกาบ่อยนึกว่าจะฉลาดขึ้น โง่เหมือนเดิม ถึงผมจะจบด๊อกเตอร์จากอินเดีย ก็ไม่คิดว่าจะออกมาพูดโง่ๆอย่างนี้ อนาคตจะดับนะท่าน หลีกทางให้คนอื่นดีกว่ามั้ง เสียดายเงินเดือนรัฐบาล
ฝากไว้ให้คิด….
……………พระแจวเรือ…. พระขี่ม้า…. พระขับรถ ทั้ง ๓ รายการนี้ พระพุทธเจ้ามิได้บัญญัติพระวินัยไว้เลยแม้แต่น้อยว่า “ไม่เหมาะสม” และพระธรรมวินัยนั้น พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว…. อย่าได้อุตริอวดเก่งกล้าที่จะบัญญัติโน่น ห้ามนี่กันสาระพัดแทนพระพุทธเจ้า
……………ขณะเดียวกัน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็มิใช่องค์กรที่จะมีหน้าที่ตัดสินการประพฤติปฏิบัติตนของพระภิกษุสามเณร
……………พระพุทธเจ้ามิได้ทรงอนุญาต หรือมอบอำนาจให้ “ฆราวาส หรือ เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ บริหาร ปกครอง ตัดสินว่าพระภิกษุสามเณรประพฤติปฏิบัติเช่นใดเหมาะสมหรือเช่นใดไม่เหมาะสม”
……………แต่ที่เราควรสำนึกและตระหนักก็คือ พระพุทธเจ้า ทรงให้พระสงฆ์ท่านปกครองกันเอง โดยทรงมอบให้สงฆ์เป็นใหญ่ในการบริหารกิจของพระศาสนาทุกประการ และกฎหมายไทย (พรบ.คณะสงฆ์ฯ) ก็ได้บัญญัติไว้อย่างแจ้งชัด ให้พระสงฆ์ท่านปกครองกันเองตามลำดับสายการปกครอง
……………และสิ่งที่ผมทราบมาโดยตลอดก็คือ เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พูดเป็นเทปตกร่องอยู่ทุกครั้งคราว่า… เป็นลูกศิษย์พระ… สนองงานพระ… สนับสนุน ส่งเสริม และช่วยงานพระ…
……………แต่ที่ออกมาสัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่ละครั้ง กลับตรงกันข้ามเสมอ หรือว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว… ? นี่คือภารกิจ นี่คือหน้าที่สำคัญซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับมอบหมายจากรัฐให้กระทำ ?
……………รถ เรือ ม้า และพาหนะอื่นใด มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การสัญจรไปมา ในระบบราชการย่อมจะมีรถประจำตำแหน่งพร้อมพลขับ (พนักงานขับรถ) อำนวยความสะดวก เพื่อให้การปฏิบัติงานราชการเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
……………ไม่มีเหตุ ไม่มีกิจ ไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องเดินทาง คงไม่มีใคร “โง่บรม” ที่จะขี่พาหนะ ใช้พาหนะกันโดยไร้เหตุ ไร้ความจำเป็นกันหรอก ยิ่งในสภาวะน้ำมันแพง และอันตรายเกิดขึ้นได้ง่ายเช่นนี้ และที่แน่ ๆ ก็คือ ทุกคนที่ขับรถได้ ก็ไม่อยากจะขับรถกันหรอก เพราะมันเหนื่อย และเสี่ยงอันตราย
……………พระสงฆ์ท่านก็ฉันข้าวเหมือนเรา ท่านก็ไม่โง่ไปมากกว่าเรา และเราก็ไม่ได้ฉลาดมากกว่าพระสงฆ์ท่าน เช่นกัน และมีพระสงฆ์จำนวนมิไช่น้อยที่จบถึงดอกเตอร์ และที่เป็นราชบัณฑิต ซึ่งถึงพร้อมด้วยวิชา(ความรู้)และจรณะ (ความประพฤติปฏิบัติ) มีผลงาน คุณงามความดีที่ไม่มีวันจะจาระไนได้หมด และที่แน่ ๆ คือ ท่านทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สุขแห่งชนเป็นอันมากมาโดยตลอด
……………เมื่อพบเจอพระภิกษุสามเณรท่านขับรถเอง ……แทนที่พวกเราจะกันมามองและถามตัวเองว่า “ทำไมเราจึงไม่ช่วยกันอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติศาสนกิจของท่าน… ” แต่….กลับหน้าด้าน กล้าสำรากว่าท่านทำไม่เหมาะสม… นั่นเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้วหรือ
…………… ถึงเวลาหรือยังที่ทางรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ จะสนับสนุนศาสนกิจของท่าน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สุขแก่คนเป็นอันมากตามพระบรมพุทโธวาทที่ตรัสสั่งให้พระสงฆ์ท่านกระทำ ไม่ต้องมากหรอก เพียงแค่ มส. สำนักงานเจ้าคณะภาค จังหวัด อำเภอ เท่านั้น หรือว่า เจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ อิจฉาพระสงฆ์ท่าน ไม่อยากให้ท่านมีความสะดวกในการทำหน้าที่ ?
โดยอาศัยมหาประเทศ ๔ ในหลักพระธรรมวินัย การที่พระภิกษุมีใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล ได้หรือไม่นั้น
ขอถวายข้อคิดเห็น ๑.ควรออกเป็นกฎระเบียบกติกาในมหาเถรสมาคม ๒.กฎห้าม ย่อมมีข้อยกเว้นที่ควรยกเว้น
๓.พระภิกษุชรา-อาพาธหรือพิการหลังจากบวชแล้ว-พระภิกษุถือปิณฑปาติกังควัตรผู้ชรา หรืออยู่ไกลชุมชนมากกินเวลาเดินทางเข้าหมู่บ้านนานหลายชั่วโมง ควรพิจารณายกเว้น ๔.ควรพิจารณายวดยานพาหนะ ที่พระปกติควรใช้ได้เช่นวิลแชร์เป็นต้น และที่พระไม่ควรใช้ ๕.พระภิกษุโดยสารยวดยานพาหนะสตรีขับ มีพระวินับบัญญัติอยู่ แต่กะเทยขับไม่มีไว้ ปัจจุบันมีเช่นนี้ ควรพิจารณาห้ามหรือไม่ การที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแสดงออกความเห็นนั้นดี แต่ควรเสนอผ่านมหาเถรสมาคมไปบังคับ จึงจะเป็นเป็นพระสงฆ์ปกครองพระสงฆ์ กฎระเบียบกติกาสงฆ์ คือ พระศาสดาของพระภิษุสามเณรครับผม แต่กฎหมายอาชญาของรัฐสภา ใช้กับพลเมืองทั้งปวง ซึ่งรวมพระสงฆ์ในรัฐนั้น ๆ ด้วย
การขับขี่ยานพาหนะต้องมีใบอนุญาติ ถ้าไม่มีใบอนุญาติผิดกฏหมาย ต้องเสียค่าปรับ หรือจำคุกแทนค่าปรับ(ถ้าไม่มีเงินค่าปรับมีราคาเกิน ๕ มาสก) อ้างตามหลักมหาปเทศ ๔ เห็นว่าผิดและไม่เหมาะสมอย่างมาก
แสดงความคิดเห็น