สมเด็จพระพุฒาจารย์ยัน คณะสงฆ์ไทยไม่อนุญาตให้บวช "ภิกษุณี"
คณะสงฆ์วัดหนองป่าพงออกแถลงการณ์ ยืนยันสมเด็จพระพุฒาจารย์ไม่ได้เปิดทางให้มีการบวชภิกษุณี ย้ำบวชกับคณะสงฆ์ไทย ไม่ว่าอยู่ประเทศไหนก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบคณะสงฆ์ไทย ชี้เจ้าอาวาสวัดโพธิญาณสิ้นสภาพพระอุปัชฌาย์แล้ว หมดสิทธิบวชให้ใครได้อีก ด้านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแนะควรสำนึกผิดมาขอขมาพระผู้ใหญ่ เพราะความผิดไม่รุนแรงถึงกับต้องให้สึก
หลังจากที่คณะสงฆ์วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี ได้มีมติถอดวัดโพธิญาณ เมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย ออกจากการเป็นวัดสาขา เนื่องจาก พระวิสุทธิสังวรเถร (พระพรหมวังโส) เจ้าอาวาส ฝ่าฝืนกฎระเบียบคณะสงฆ์ไทยโดยการอุปสมบทภิกษุณีนั้น เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ดร.อำนาจ บัวศิริ ผอ. สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบประวัติพระวิสุทธิสังวรเถรเพื่อดำเนินการต่อไป แต่การกระทำความผิดครั้งนี้ไม่ถึงกับต้องสึก เพียงแต่จะถูกตัดขาดจากคณะสงฆ์ไทยเท่านั้น หากจะมีการสอนปฏิบัติอย่างไรก็เป็นเรื่องของวัด ทางมหาเถรสมาคมและคณะสงฆ์ไทยจะไม่มีส่วนรับผิดชอบ เนื่องจากไม่ยอมฟังคำตักเตือนจากพระผู้ใหญ่ ทั้งนี้ตนเห็นว่าหากพระวิสุทธิสังวรเถรสำนึกผิดก็ควรมาขอขมาพระผู้ใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า คณะสงฆ์วัดหนองป่าพงได้ออกแถลงการณ์ผ่านทางเว็บไซต์ www.theravadablog.de โดยระบุว่า ตามที่ตัวแทนคณะกรรมการบริหารคณะสงฆ์ วัดหนองป่าพง เข้ากราบเรียน สมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อขอความคิดเห็นในเรื่องสถานภาพของพระวิสุทธิสังวรเถร รวมทั้งมติคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง เรื่องการตัดพระวิสุทธิสังวรเถร ออกจากคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง และวัดโพธิญาณ เมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย ให้พ้นสภาพจากการเป็นสำนักสาขาของวัดหนองป่าพง เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา สมเด็จพระพุฒาจารย์ได้กล่าวอนุโมทนาต่อมติคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง ที่สอดคล้องกับระเบียบการของมหาเถรสมาคม เพื่อเป็นการป้องกันความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการที่พระวิสุทธิสังวรเถร ไม่ยอมรับและบิดเบือนมติคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง และมีการกล่าวอ้างถึงสมเด็จพระพุฒาจารย์ อยู่เสมอว่าเห็นด้วยกับการบวชภิกษุณี ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
- เรื่องการบวชภิกษุณี ตามที่พระวิสุทธิสังวรเถร ได้มีการกล่าวอ้างว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ได้เปิดทางให้บวชภิกษุณีได้ นั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้กล่าวว่า “ไม่สามารถอนุญาตให้ใครบวชภิกษุณีได้ พระวิสุทธิสังวรเถร ตีความผิดตามความเห็นของท่านเอง” จากการที่พระวิสุทธิสังวรเถร ได้เคยเข้ากราบเรียนเกี่ยวกับเรื่องการบวชภิกษุณีในต่างประเทศ สมเด็จพระพุฒาจารย์ได้ให้ความเห็นว่า กฎหมายของมหาเถรสมาคม ไม่ครอบคลุมไปถึงต่างประเทศ ไม่ได้หมายความว่า อนุญาตให้มีการบวชภิกษุณีได้ เป็นการพูดถึงเฉพาะกฎหมายและการปกครองคณะสงฆ์ไทยเท่านั้น ดังนั้นเมื่อพระทุกรูปที่เข้ามาบวชเป็นพระสงฆ์ในประเทศไทยภายใต้การปกครองของคณะสงฆ์ไทย ต้องทำตามกฎหมายไทย ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองไทย หรือต่างประเทศก็ตาม และถ้าทำการบวชภิกษุณี ก็ต้องออกจากฝ่ายเถรวาท ไปเป็นมหายาน
- เรื่องสมณศักดิ์และตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ของพระวิสุทธิสังวรเถร ที่ได้รับการยกย่อง และแต่งตั้งในประเทศไทยนั้น ก็เพราะเนื่องด้วยท่านเป็นพระสังกัดวัดหนองป่าพง และความเป็นสาขาของวัดหนองป่าพงเท่านั้น และเมื่อพระวิสุทธิสังวรเถร ถูกตัดออกจากคณะสงฆ์หนองป่าพงแล้ว ตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ของพระวิสุทธิสังวรเถร ย่อมพ้นสภาพตามไปด้วย และไม่สามารถให้การอุปสมบท และออกหนังสือสุทธิที่สังกัดกับคณะสงฆ์ไทยได้อีกต่อไป
- สถานภาพของพระวิสุทธิสังวรเถร และวัดโพธิญาณ เมื่อพระวิสุทธิสังวรเถร และวัดโพธิญาณ พ้นจากสังกัดสาขาของวัดหนองป่าพงแล้ว ก็ถือเป็นการสิ้นสุดความเกี่ยวข้องใด ๆ ต่อวัดหนองป่าพง และเป็นสิทธิของท่านที่จะทำการต่างๆ ทั้งการอยู่หรือการจะไปจากวัดโพธิญาณ แต่ก็ขึ้นอยู่กับฆราวาสที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดด้วย เพราะเป็นสิทธิและหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา ที่จะดำเนินการต่างๆ ต่อความเป็นไปของวัด เพราะมีส่วนในการสนับสนุน อุปถัมภ์ รวมถึงทุนทรัพย์ในการสร้างวัด ซึ่งได้ถวายที่ดิน เพื่อสร้างวัดโพธิญาณ เมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย ถวายแด่หลวงปู่ชา สุภัทโท เพื่อประโยชน์สุขของสงฆ์หมู่ใหญ่ และมหาชนเป็นอันมาก.
- อ่าน 1977 ครั้ง

ความคิดเห็น
คนที่ไม่ได้บวชเป็นพระเรียกว่าอะไรค่ะ
บอกทีค่ะ
ตรงประเด็น ตั้งแต่ถกเถียงกันมาหลายเดือน จริงครับ... เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของสิทธิมนุษยชน
เป็นเรื่องของพระวินัย แท้ที่จริง พระวินัยก็ไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอะไร
เพียงแต่ผู้ดำเนินการ (ภิกษุณีสงฆ์) ขาดช่วงไป
ถ้าคิดอย่างปัจจุบัน (ไม่รู้พอเปรียบกันได้ไหม) จะเป็นทหาร เป็นตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ในองค์กรอื่น ๆ
ก็ต้องสมัครกับหน่วยงานนั้น ๆ เราคงไม่สามารถแต่งเครื่องแบบหมอ แล้วไปรักษาคนไข้ได้เลย
โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการรับรองใช่ไหม เราคงไม่สามารถแต่งเครื่องแบบตำรวจแล้ว
ยิงผู้ร้ายตายโดยไม่มีความผิดได้ โดยไม่ได้รับการบรรจุข้ารับราชการตำรวจ
นี่...เป็นสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการที่นำไปให้แตกต่าง ไม่เช่นนั้น โจรพกปืน กับตำรวจพกปืน หรือ
พระบิณฑบาตร (ขอ) กับขอทาน คงไม่ต่างกัน
อาจจะเป็นเรื่องน่าน้อยใจสำหรับสุภาพสตรี ผู้มีใจมั่นคงในพระพุทธศาสนา
ปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตทางธรรมแบบกินน้อย สะสมน้อย ปฏิบัติให้มาก
แต่คิดอีกที...ปัจจุบันก็ไม่ได้ปิดกั้นรูปแบบการดำเนินชีวิตเสียทีเดียว ที่บวชเป็นแม่ชีก็มีมาก
และที่เป็นกำลังสำคัญต่อพระพุทธศาสนาก็ยังอยู่
ถ้าปรารถนาในการประพฤติเนกขัมมะ นอกจากศีลและวัตรปฏิบัติบางอย่างที่ไม่เท่าภิกษุณีแล้ว
การบวชเป็นแม่ชี ก็เป็นเพศหนึ่งที่ยังคงวัตถุประสงค์เดิมไว้ได้ครบถ้วน
สำหรับสตรีผู้ปรารถนาการบวชมิใช่หรือ...
สามารถอยู่ในวัดปฏิบัติกิจพระศาสนา ตัดจากการครองเรือน ตัดจากสถานภาพทางโลก เฉกเช่นเดียวกัน
ถ้าถามย้อนกลับไป (ด้วยความเคารพมิใช่หาเรื่อง) หวังบวชเพื่ออะไร
...เพื่อเพศสภาพแห่งความเป็นภิกษุ - ภิกษุณี หรือ เพื่อบูชาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
............แท้ที่จริงแล้ว การบวชภิกษุณีนั้น พระท่านห้าม หรืออนุญาตไม่ได้หรอก...ขอรับ
............และ.. "จะออกกฏหมายห้าม หรือออกกฏหมายอนุญาตให้กุลสตรีบวชเป็นภิกษุณี" ก็ไม่ได้อีก เพราะความเป็นพระภิกษุ หรือภิกษุณี ไม่ได้ขึ้นกับกฏหมาย
............จะอ้างสิทธิมนุษยชน เพื่อ "บวชกุลสตรีเป็นให้ภิกษุณี" ก็ไม่ได้อีก เพราะการบวช ไม่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน... แต่เกี่ยวกับ "พระธรรมวินัย ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ทรงบัญญัติไว้แล้ว" นั่นต่างหาก... ขอรับ
............เพราะฉะนั้น สื่อมวลชน และสังคม อย่าไปถือโทษ และเอาเรื่องกับพระท่านเลยครับ.... ไม่ใช่คู่กรณี
............คณะสงฆ์ไทย ท่านไม่สามารถห้าม หรืออนุญาตให้สตรีบวชเป็นภิกษุณีได้หรอกขอรับ.. แต่พระธรรมวินัย ที่พระสงฆ์ในนิกายหินยาน หรือเถรวาทแบบไทย และทุกประเทศที่ถือนิกายนี้ต่างหากที่ไม่มีทางจะให้สตรีบวชเป็นภิกษุณีได้
…........กลุ่มของภิกษุสงฆ์ ที่เชื่อถือตามปฐมสังคายนา ซึ่งเป็นคำสั่งสอนรวมของพระเถระ อันมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน (ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า) ที่พระอานนท์ พระอุบาลี ได้จดจำมา และนำมาบอกกล่าวแก่ที่ประชุมสงฆ์ และในที่ประชุมก็เห็นพ้องต้องกันหรือมีมติว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง หรือไม่ยกเลิกสิกขาใดเลย เเม้สิกขาบทเพียงเล็กน้อย ซึ่งต่อมาภายหลังเรียกกลุ่มสงฆ์หรือชาวพุทธกลุ่มนี้ว่า นิกายหินยานหรือเถรวาท
…........นิกายเถรวาท (หรือที่หลายคนเรียกว่าหินยาน) ก็ อยู่ในไทยเกือบทั้งหมด และอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เเถวบ้านเราก็ พม่า ลาว ศรีลังกา อินเดีย ฯลฯ และที่อยู่ในทวีปอื่น ๆ ด้วย (นอกเหนือจากพวกที่ถือนิกายที่ไม่ใช่มหายาน หรือ อาจริยวาท)
............เมื่อท่านปฏิญาณตนว่า "เป็นสมณพระตามพระธรรมวินัย" ท่านก็จะต้องเคารพพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นศาสดาแทนพระพุทธองค์ และถือตามที่พระเถระมีมติไว้ดังกล่าว
............การบวชกุลบุตรให้เป็นพระภิกษุ จะต้องกระทำโดย “ภิกษุสงฆ์”
............การบวชกุลสตรีให้เป็นพระภิกษุณี จะต้องกระทำโดยสงฆ์ ๒ ฝ่าย คือ พระภิกษุณีสงฆ์ และ พระภิกษุสงฆ์…. นี่คือพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว
............ขณะเดียวกัน คณะสงฆ์ มิว่าท่านจะเป็นคณะสงฆ์ไทย หรือคณะสงฆ์อื่นใดก็ตาม แต่เมื่อสังกัดนิกายหินยาน หรือเถรวาทแล้ว ท่านก็ย่อมจะต้องทราบและถือปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของนิกายนี้ และท่านก็จะไม่สามารถให้การอุปสมบทแก่ภิกษุณีได้ เพราะการบวชภิกษุณี จะต้องใช้สงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ภิกษุณีสงฆ์ให้การบวชแก่กุลสตรีก่อน แล้วจึงเข้ารับการบวชในท่ามกลางภิกษุสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่าเป็น ผู้เกิด ๒ ครั้ง
............ในเมื่อในนิกายหินยาน หรือเถรวาท ไม่มีผู้บวชสืบต่ออายุภิกษุณีบริษัท ภิกษุณีบริษัทในนิกายหินยาน(เถรวาท) ขาดการบวชสืบต่ออายุมาตั้งนานแสนนานแล้วขอรับ และไม่มีปวัตตินี หรืออุปัชฌาย์(ผู้หญิง) ที่ให้การบวชแก่สตรีเป็นภิกษุณี เนื่องจากขาดสตรีบวชสืบทอดอายุไว้ ซึ่งต่างจากภิกษุสงฆ์ที่มีกุลบุตร(ผู้ชาน) บวชสืบทอดอายุมาโดยตลอด
............ในเมื่อในนิกายหินยานหรือเถรวาทไม่มีภิกษุณีสงฆ์เป็นเช่นนี้แล้ว ใครจะเป็นภิกษุณีสงฆ์ให้การบวชแก่กุลสตรีเป็นเบื้องต้นก่อน แล้วจึงนำเข้าที่ประชุมของภิกษุสงฆ์ ?
............ทั้ง ๆ ที่อยากจะให้ผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณี แทบจะแดดิ้น…. แต่ก็จนใจที่ไม่สามารถจะกระทำได้ เพราะเหตุผลดังที่ทราบ ๆ กันแล้ว
............ ดังนั้น ใครอุตริทำขึ้นมา (ในนิกายนี้) ก็เท่ากับว่า ท่านกำลังคอรัปชั่นพระพุทธเจ้า หลอกลวงพระพุทธเจ้า (ซึ่งก็คือ พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว และทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว
............จึงใคร่ขอฝากให้ทุกท่านคิด และอย่าไปโทษคุณ…โทษฉัน… กัน และอย่าไปอ้างกฏหมาย และอ้างสิทธิมนุษยชน กันเลยขอรับ…
............หากอยากจะบวชกุลสตรีให้เป็นภิกษุกันจริง ๆ … หากไม่ได้บวชแล้วจะแดดิ้นกันไปข้างแล้วละก็… โน่นไงขอรับ… ไปเลย.. ไปบวชได้เลย… ไปบวชในนิกาย มหายาน หรืออาจริยวาท… ซึ่งในนิกายเค้ายังมีผู้สืบทอดอายุความเป็นภิกษุณีกันอยู่… รับรองครับ…. ได้เป็นภิกษุณีกันสมใจแน่ ๆ เลยขอรับ…เจ้านาย…
เป็นภิกษุในพุทธศาสนา พัฒนาจิตวิญญาณของผู้คนให้พบความสุข ดีกว่าจมปลักอยู่กับ "การเป็นพุทธไทย"(ที่อีกไม่นาน ก็จะถูกปล่อยให้เหี่ยวเฉาไป เพราะพัฒนาไม่ทันสถานการณ์ของสังคมโลกยุคใหม่)
ในสังฆมณฑลไทย ตั้งแต่ประกาศตั้งประเทศในพ.ศ.๑๘๗๙ และพ.ศ.๑๘๘๕ ประกาศรับพระพุทธศาสนาเป็นพระศาสนาประจำชาติ ในรัชสมัยราชวงศ์พระร่วง กรุงสุโขทัย ไม่เคยมีพระภิกษุณีสงฆ์ ตลอดมาถึงรัชสมัยบรมราชวงศ์จักรี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ปัจจุบันนี้ จึงกล่าวได้ว่าไม่เคยมีพระภิกษุณีสงฆ์ในประเทศไทย กฎหมายและระเบียบของคณะสงฆ์ไทย จึงห้ามการบรรพชาอุปสมบทเป็น สามเณรี-ภิกษุณีไว้ ในสังฆมณฑลแห่งคณะสงฆ็ไทย ฉะนั้น การที่พระวิสุทธิสังวรญาณ กระทำการบรรพชาอุสมบทสตรีเป็นพระภิกษุณี ในวัดโพธิญาณประเทศออสเตรเลีย จึงขัดต่อกฎหมาย-ระเบียบของมหาเถรสมาคมแห่งคณะสงไทย มหาเถรสมาคมได้ดำเนินการให้พ้นจากสภาพวัดสาขาของวัดหนองป่าพง เมืองอุบลราชธานี และให้พระวิสุทธิสังวรญาณ พ้นจากสภาพเป็นอุปัชฌายะ ห้ามบรรพชาอุปสมบทสตรีเป็นภิกษุ ในคณะสงฆ์ไทยด้วย ทั้งหมดสภาพเป็นเจ้าอาวาสตามที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ไทยไปด้วย แล้วถึงคำถามว่า สถานะของวัดโพธิญาณ และพระภิกษุของพระวิสุทธิสังวรญาณ จะเป็นเช่นไร ? ตอบตามพระธรรมวินัย ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นพระศาสดาของพุทธบริษัททั้งหลาย
๑.วัดโพธิญาณ ผู้สร้างคืออุบาสกอุบาสิกาชาวพุทธ หากสร้างเสร็จแล้วถวายเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เป็นสมบัติส่วนบุคคลหรือคณะบุคคล วัดนี้ยังคงเป็นวัดพุทธศาสนาตามพระธรรมวินัย
๒.พระภิกษุคือพระวิสุทธิสังวรญาณ หากบวชอุทิศตนต่อพระพุทธเจ้า-พระธรรม-พระสงฆ์เป็นสรณะ ธมฺมวินเย ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ อุปสมฺปทํ ข้าพเจ้าพึงได้รับการบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยดังนี้เป็นต้น และอุปสมปทากรรมนั้นชอบด้วยพระธรรมวินัย ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เป็นกฎหมายธรรมนูญพุทธศาสนา เช่นนี้ พระวิสุทธิสังวรญาณ คงสถานะเป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัย เพราะมิได้บวชเจาะจงนิกายใด-คณะสงฆ์ใดโดยเฉพาะ หากบวชเจาะจงนิกายธรรมยุติ ก็หมดสถานะเป็นพระภิกษุตามกฎระเบียบของนิกายธรรมยุติ-ไปขอบวชนิกายอื่นต้องขอบวชซ้ำอีก
๓.ความเป็นอุปัชฌายะ พระภิกษุมีพรรษา ๑๐ ขึ้นไป มีคุณสมบัติตามพระวินับพุทธบัญญัติครบถ้วน พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยไว้ ทรงอนุญาตให้พระภิกษุนั้น เป็นอุปัชฌายะให้บรรพชาอุปสมบท กุลบุตรกุลธิดาได้ หากพระวิสุทธิสังวรญาณ มีคุณสมบัติตามพระวินัยบัญญัติ ย่อมเป็นอุปัชฌายะได้ ถามว่าใครจะประกาศว่าพระภิกษุพรรษา ๑๐ มีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระวินัยบัญญัติ ? ตอบ ก็สงฆ์ประชุมกันประกาศด้วยญัตติ ตามที่มีไว้ในพระวินัยปิฎก คำนี้ครูบาเจ้าศรีวิชัย กราบเรียนตอบคำถาม สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯตรัสว่าถูกต้องแล้ว
ตามกฎหมาย-ระเบียบบริหารการคณะสงฆ์แห่งประเทศไทย วัดโพธิญาณและพระวิสุทธิสังวรเถร ย่อมขาดสภาพเป็นวัดไทยและพระภิกษุในคณะสงฆ์ไทย แต่วัดโพธิญาณและพระวิสุทธิสังวรเถร บวชโดยพระธรรมวินัย ที่พระพุทธเจ้าทงบัญญัติไว้ดีแล้ว ย่อมยังเป็นวัดโพธิญาณและพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เพราะการอุปสมบทนั้น ปฏิญาณเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นพุทธบุตร มิใช่อุปสมบทโดยกฎหมาย-ระเบียบมหาเถรสมาคม กฎหมายและระเบียบใดขัดต่อพระธรรมวินัย มีหลักตัดสินพระธรรมวินัยให้กฎหมายระเบียบ ที่ไม่ชอบด้วยพระธรรมวินัยนั้นเป็นโมฆะ เพราะฉะนั้น วัดโพธิญาณและพระวิสุทธิสังวรเถร คงพ้นจากสภาพเป็นวัดไทยและพระภิกษุไทย แต่ยังคงสภาพมั่นคง เป็นวัดและพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งต้องตั้งคณะสงฆ์บริหารกิจการพุทธศาสนา ในส่วนที่เป็นวัดและพระภิกษุ สังกัดคณะสงฆ์ออสเตรเลียได้ เช่นที่พระไทยในสหพันธรัฐมลายูและสิงคโปรทำไว้ ในพุทธศักราช ๒๔๙
แสดงความคิดเห็น