"พระเทพปริยัติเมธี" ต้องเก็บศพหลวงพ่อปัญญาฯ ให้ครบ 100 ปี !

 

พระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ) ตลอดชีวิตอันยาวนานของท่านได้สร้างคุณูปการต่อวงการพุทธศาสนาอย่างมากมายเป็นนักปาฐกถาธรรมที่ยิ่งใหญ่ของเมืองไทย เป็นผู้จุดประกายปัญญาให้เข้าถึงหลักธรรมอย่างถูกต้อง โดยท่านสอนให้เข้าถึงธรรมโดยใช้ปัญญาพิจารณาตลอดชีวิตของท่านจะเทศนาต่อต้านมารร้ายที่หากินกับศาสนาด้วยการใช้พิธีกรรมต่างๆ ดึงดูดคนเข้าวัด เป็นสิ่งที่ทำให้ชาวพุทธส่วนใหญ่ไม่งมงาย หลงทาง จนคิดว่าสิ่งนั้นเป็นของพุทธศาสนา วัดชลประทานฯ มีพระพุทธรูปเพียงเพื่อพอเป็นพิธี ไม่มีการจุดธูปเทียน ไม่ให้ยึดติดกับอามิสบูชาใดๆ พระเทพปริยัติเมธี (รุ่น ธีรปญฺโญ ป.ธ.9, ศน.บ.) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์จ.นนทบุรีเน้นย้ำว่า จะสานต่อโครงการของหลวงพ่อปัญญาทั้งหมด โดยเฉพาะอุโบสถกลางน้ำที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วังน้อยหลังจากนั้นจะดำเนินการสร้างศาลา 100 ปี พระพรหมมังคลาจารย์ เพื่อรองรับเป็นที่ปฏิบัติธรรม รวมทั้งการสร้างโรงพยาบาลที่ อ.ศรีนครินทร์จ.พัทลุงที่เป็นเจตนารมณ์ของท่าน และในส่วนร่างของหลวงพ่อปัญญาจะต้องเก็บเอาไว้ให้ครบ 100 ปี ตามที่ท่านปรารภเอาไว้ว่าจะอยู่ 100 ปีแล้วค่อยตาย

เห็นว่าจะมีการเก็บร่างหลวงพ่อเอาไว้ให้ครบ100 ปี เพราะอะไรครับ

คงต้องเป็นไปอย่างนั้นเพราะว่าหลวงพ่อท่านพูดว่า ท่านปัญญาจะต้องอยู่ 100 ปี ในส่วนของพระสงฆ์ตกลงกันแล้วว่าจะเอาไว้ 100 ปี เพราะเหลือเวลาอีก 3 ปีครึ่ง ตรงนี้พอบำเพ็ญกุศลเสร็จ 100 วัน ก็จะเคลื่อนย้ายศพมาไว้ที่อาคารพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อปัญญาที่สร้างเสร็จแล้ว เพราะญาติโยมมาจะได้สะดวกกราบไหว้ได้ ส่วนที่ตั้งศพท่านตอนนี้เป็นศาลาหน้าเมรุ ซึ่งจะต้องใช้ทุกวัน ตอนนี้ตลอดสามเดือนคนที่จะเผาศพแล้วต้องพระราชทานเพลิงศพก็ต้องไปที่วัดอื่นก่อน

จริงๆหลวงพ่อปัญญาพูดเอาไว้ไหมว่าหากละสังขารแล้วจะให้เก็บร่างไว้หรือเปล่าครับ

ท่านก็บอกว่าไม่ต้องทำอะไรชาวบ้านจะช่วยกันเอง แล้วมีพระถามว่าจะเผาหรือเปล่า หลวงปู่ท่านก็ตอบว่าไม่รู้ หลวงปู่ตายแล้วก็แล้วแต่คนที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งท่านไม่ได้สั่งอะไรเป็นหลักเป็นเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องร่างกายหรือสรีระของท่าน แล้วท่านไม่เคยพูดถึงว่าฉันตายแล้วต้องทำอย่างนั้น ไม่ต้องเอาฉันไว้ หรือไม่ต้องเผาอะไร ท่านก็บอกว่าเสียเวลาคุยเรื่องอื่นดีกว่า ตรงนี้พระสงฆ์คงต้องหารือกันอีกที

หลังจากนี้หลวงพ่อจะสานงานต่อโครงการของหลวงพ่อปัญญาอย่างไรครับ

โครงการของหลวงพ่อนี้ต้องสานต่อตามที่ท่านได้วางไว้ทั้งโครงการระยะสั้นและโครงการระยะยาว โครงการระยะสั้นก็ต้องช่วยในเรื่องของอุโบสถกลางน้ำ ที่วังน้อย ก็ต้องดูว่ายังขาดเหลืออย่างไร เพราะว่ายังไม่ได้ลงไปในรายละเอียดว่าไปถึงไหนแล้วคงต้องให้เสร็จงานของหลวงพ่อปัญญาเสียก่อน แต่จริงๆ อาตมาก็ไม่ได้เป็นห่วงอะไร เพราะอุโบสถกลางน้ำเป็นของมหาวิทยาลัยสงฆ์ มีท่านอธิการบดีดูแลอยู่ เพียงแต่หลวงพ่อท่านไปเสริมเป็นประธานในเรื่องของการหาทุน แต่คงไม่น่าเป็นห่วงคงเสร็จตามสัญญาที่วางไว้

นอกเหนือจากนี้ยังมีโครงการใดอีกครับที่หลวงพ่อปัญญาปรารภไว้ครับ

สิ่งที่หลวงพ่อท่านปรารภเอาไว้แล้วแต่ยังไม่ได้พูดคือ การสร้างโรงพยาบาลที่ อ.ศรีนครินทร์จ.พัทลุงเดิมทีอำเภอนี้ยังไม่เป็นอำเภอ แต่ทีนี้ท่านปรารภว่า อ.เมืองจ.พัทลุงมันกว้างไกล หากแยกเป็นกิ่งถ้าจะดี จึงเรียกกันว่า กิ่งชุมพล ตั้งแต่สมัยท่านบรรหารเป็นนายกรัฐมนตรีต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น ศรีนครินทร์ ตามพระนามของสมเด็จย่า เพราะสมเด็จย่าเสด็จไปครั้งแรกทำให้เมืองนี้เกิดความสงบขึ้น จากที่เคยมีผู้ก่อการร้าย ขณะนี้มีผู้บริจาคที่ดินให้แล้ว 36 ไร่ แล้วคงต้องใช้งบประมาณตามโครงการ 26 ล้านบาท คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างได้ประมาณปี 2551

ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนของวัดที่ต้องเสียนั้นเท่าไรครับ

ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนที่วัดต้องบริหารบนพื้นที่50 ไร่ ตกอยู่ประมาณล้านบาท เพราะวัดมีกิจกรรมหลักที่หลวงพ่อทำไว้ เช่น การบวชพระประจำเดือนประมาณ 200 รูป แล้วก็มีการอบรมโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์

วัดจะยังคงยึดเจตนารมณ์เดิมของหลวงพ่อปัญญาให้เป็นเหมือนสวนโมกข์ไหมครับ

อันนี้ก็ต้องคงรูปแบบเดิมที่หลวงพ่อวางเอาไว้ทั้งหมดเช่น งานศพจะต้องทำเหมือนเดิม เพราะงานศพของหลวงพ่อเองก็ไม่มีอะไรเลี้ยงนอกจากน้ำดื่ม แต่ถ้าไปตั้งเลี้ยงอะไรก็จะผิดเจตนารมณ์ของท่านที่สอนไว้ แล้วใครจะมาวัดแล้วไม่ได้ทานอาหารก็อย่าโกรธ นี่เป็นธรรมเนียมของวัด เพราะหลวงพ่อวางไว้อย่างนี้ ไม่ใช่วัดเสียดายสตางค์ วัดต้องการคงรูปแบบเดิม สิ่งที่ท่านทำมานานแล้วอยู่ๆ มาเลิกจะเสียหายมาก หรืออย่างการบวชพระก็เหมือนกัน ก็ต้องบวชทุกเดือน เหตุผลว่าที่อื่นก็มีการบวชแต่ค่าใช้จ่ายสูง ท่านยังปรารภว่าทำไมต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก บวชแค่ 15 วัน ก็น่าจะลดค่าใช้จ่ายแล้วขอให้ได้ประโยชน์จากการบวช วัดบวชพระเสียเงินต่อรูป 2,350 บาท ซึ่งวัดจะซื้อของให้ทั้งหมดเอง แต่ญาติผู้บวชจะบำรุงวัดเท่าไร วัดไม่ได้กำหนด

หรือผู้มีศรัทธาอยากจะบวชแต่ไม่มีค่าบริขารตรงนี้วัดก็ให้บวชแต่สิ่งที่สำคัญบวชแล้วต้องปฏิบัติตามกติกาของวัด ต้องเข้ากรรมฐาน 1 สัปดาห์ แล้วต้องเข้าอบรมทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย ส่วนกลางคืนก็ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐาน แล้วในขณะบวชไม่ให้รับกิจนิมนต์ทุกประเภท และไม่ให้ไปฉันตามบ้านโยม หลวงพ่อท่านวางไว้อย่างนั้น หลวงพ่อบอกว่าข้าวที่บ้านกินมาตั้งนานแล้วจึงไม่ให้โยมนิมนต์ไปบ้าน หรือผู้ที่บวชเวลา 15 วัน พอเข้าเช้าทำวัตรเสร็จท่านจะสึกให้เลย โดยไม่ต้องดูฤกษ์ แล้วถ้าพระรูปไหนไปดูฤกษ์มา ท่านก็จะบอกว่าให้ไปสึกกับหมอดู วัดนี้ใช้ฤกษ์อย่างเดียวคือ ฤกษ์ท่านปัญญา

ในส่วนของวัดสาขาจะดูแลอย่างไรครับ

อย่างเช่นวัดปัญญานันทารามจ.ปทุมธานีก็สมบูรณ์แล้ว แต่สิ่งที่จำเป็นก็สร้างไป สามารถรองรับผู้ปฏิบัติธรรมได้ในระดับหนึ่ง แล้วยังมีอีกสองที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ ที่อเมริกาก็จะอยู่ที่เมืองซีแอตเทิล อาตมาเดินทางไปวางศิลาฤกษ์พระธรรมโกศาจารย์โดยจะต้องใช้งบประมาณก่อสร้าง 25 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งสถานปฏิบัติธรรมแทนวันดีเจริญสุขบางขุนเทียน ซึ่งเจ้าของที่มาฟังธรรมที่วัดแล้วพูดกับหลวงพ่อว่า ถ้ามีวัดชลประทานฯ อย่างเดียวไม่เพียงพอ น่าจะกระจายวัดออกไปในลักษณะอย่างนี้ โยมเลยบริจาคที่และบริจาคเงินก่อสร้างด้วย โดยอนาคตกำลังจะขอตั้งเป็นวัดตามกฎหมายต่อไป แล้วก็ยังมีวัดพุทธปัญญาข้างกระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ตรงนี้ก็คิดว่าน่าจะเจริญที่จะรองรับผู้มาปฏิบัติธรรมได้ดี ซึ่งหลวงพ่อได้ให้พระที่วัดไปดูแลเป็นอย่างดีจึงไม่น่าเป็นห่วงอะไร

แล้วเรื่องของพระนักเทศน์ทางวัดมีการสานต่ออย่างไรครับ

การเทศน์ของที่วัดถือเป็นเรื่องปกติถึงหลวงพ่อจะอยู่ไม่อยู่เรื่องต้องมีเช่น ก่อนที่จะมีการสวดพระอภิธรรมที่มีศาลาสวดศพประมาณ 10 ศาลา ท่านคงเทศน์รูปเดียวไม่ไหว ท่านจึงได้ฝึกพระนักเทศน์เอาไว้ตลอด รูปที่ยังเทศน์ไม่เป็นก็ต้องไปนั่งดูไปนั่งฟังอยู่กับพระรุ่นพี่ที่เทศน์เป็นแล้ว ส่วนพระรูปไหนที่ยังเทศน์ไม่เก่งก็ให้ไปฝึกเทศน์กันที่ศาลาเล็กก่อน ส่วนรูปไหนเก่งแล้วค่อยไปศาลาใหญ่ หรือโรงเรียนพุทธธรรมวันอาทิตย์คนมากประมาณ 2-3 พัน บางครั้งก็ 5 พัน ปกติท่านจะเทศน์ แล้วอาตมาก็จะไปเทศน์ด้วย แล้วพระรูปไหนเทศน์ศาลาศพได้ทุกศาลาแล้วก็สามารถมาเทศน์ที่โรงเรียนได้

ทำไมถึงมีพระบางรูปกลัวหลวงพ่อปัญญาเรียกเทศน์แทนท่านครับ

อย่างเช่นไปเจริญพุทธมนต์ถ้าไปถึงแล้วเวลายังมีมากท่านก็จะบอกให้โยมนั่งลงเวลายังมีมาก ท่านก็จะบอกว่าท่านมหาพูดให้โยมฟังสิ ฉะนั้นพระที่ไปกับหลวงพ่อจะต้องเตรียมตัว เพราะไม่ว่าท่านจะชี้ไปที่พระรูปไหน เป็นการฝึกพระนักเทศน์แบบไม่มีตำราเป็นการฝึกแบบธรรมชาติ และถือเป็นเทคนิคของท่าน หรือถ้าหลวงพ่อถูกนิมนต์ไปในพิธีแต่งงานก็จะไม่เหมือนพระวัดอื่น แทนที่จะไปถึงงานสวดมนต์เลย ท่านไม่ พอเจ้าบ่าวเจ้าสาวมา บางบ้านก็ไม่รู้นิสัยท่านว่ายังไม่ได้ฤกษ์หลวงพ่อ หลวงพ่อก็บอกว่าไม่ได้ฤกษ์ยังไงเมื่อปัญญามาถึงก็ได้ฤกษ์แล้ว กว่าจะถึงฤกษ์หมอมาเอาฤกษ์ของท่านปัญญาก่อน ท่านก็จะเทศน์ว่าการแต่งงานมันเป็นอย่างไร

จากนั้นก็จะมีการนำมาถอดพิมพ์เป็นหนังสือแล้วพระรูปไหนจะไปกับท่านก็จะต้องอ่านแนวที่ท่านเทศน์เอาไว้เป็นหนังสือ เพราะบางครั้งหลวงพ่อจะบอกว่าวันนี้คอไม่ดีให้องค์นั้นพูด และพระที่ไปนิมนต์กับท่านถึงเทศน์ไม่เก่ง แต่จะต้องเทศน์ได้ หรืออย่างบางครั้งฉันภัตตาหารในวัดเสร็จก็เหมือนกัน แทนที่จะสวดเป็นภาษาบาลีเลย ท่านก็เรียกพระรูปใดรูปหนึ่งเลยว่าไหนเทศน์ให้โยมฟังสิ ทำให้พระได้ถูกฝึกถึงความพร้อมในทุกเวลา สังเกตได้เลยว่าพระรูปไหนไม่พร้อมจะไม่ไปกิจนิมนต์กับหลวงพ่อกลัวหลวงพ่อใช้ให้เทศน์

จริงๆหลวงพ่อปัญญายังเป็นนักอ่านด้วยใช่ไหมครับ

หลวงพ่อท่านจะเป็นนักอ่านด้วยซึ่งไม่ได้เป็นนักเทศน์อย่างเดียว อาตมาเคยเดินทางไปประเทศอังกฤษกับท่านหลายปีแล้ว เช้ามาฉันเสร็จโยมก็มารับไปโน่นไปนี่เพราะไม่เคยไป หลวงพ่ออยู่วัดฉันเสร็จก็อ่านหนังสือ ตกเย็นมาหลวงพ่อบอกว่า ท่านไปข้างนอกหลวงพ่ออ่านหนังสือได้สองเล่ม แล้วไม่ได้อ่านภาษาไทยด้วย ท่านอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ตอนหลังได้ถามท่าน อ่านแล้วจะจำหรือ ท่านบอกว่า อ่านไม่ได้จำแต่ถ้าเราไม่อ่านของเก่ามันจะลืม เพราะอ่านมันเหมือนได้ทบทวนเอาไว้ ท่านบอกว่ามันใส่ไม่พอแล้ว ในสมองเต็มไปหมดแล้ว แต่ถ้าไม่อ่านมันจะลืมหนังสือ

มาระยะหลังตาท่านไม่ค่อยดีทำให้พระต้องอ่านให้ฟังคล้ายๆ บังคับพระไปในตัว พระรูปไหนจบปริญญาโท ปริญญาเอกอยู่กับท่าน ท่านจะชี้ พระไตรปิฎก ให้อ่านหน้านั้นลองอ่านให้ฟังสิ บางครั้งก็เป็นหนังสือภาษาอังกฤษ ใครอ่านผิดท่านก็จะสอนว่าจริงๆ ต้องอ่านแบบนี้ มันเหมือนกับว่าสอนแบบกินนอน ตรงทำให้พระบางรูปกลัวท่าน ไม่ยอมเข้าเวรเฝ้าท่านในเวลากลางคืน จึงได้ถามว่าทำไม เพราะกลางคืนหลวงพ่อจะให้อ่านหนังสือให้ฟัง ผมอ่านไม่คล่อง

นอกจากนี้ผลงานการเขียนของหลวงพ่อปัญญาทางวัดจะทำอย่างไรครับ

งานเขียนของหลวงพ่อยังไม่ได้ปรึกษากับผู้รู้เพราะผลงานท่านมีมาก แล้วยังมีการนำไปพิมพ์หลายสำนักพิมพ์ เวลานี้อาตมาเป็นห่วงอยู่อย่างเดียว ทางวัดจะไม่สงวนลิขสิทธิ์ แต่เป็นห่วงคนที่ฉวยโอกาสเอาความคิดของตนเองไปสอดแทรกในคำพูดของหลวงพ่อ อาจทำให้คนอ่านแล้วสับสน คือถ้าใครจะพิมพ์หนังสือธรรมะที่หลวงพ่อสอนก็น่าจะเป็นไปตามคำพูดของท่าน เดี๋ยวบางคนนำไปรวบรวมเป็นหัวใจปาฐกถาธรรมะปัญญานันทะก็กลายเป็นความคิดของตนเอง มายืมความคิดของคนอื่น ตรงนี้ที่วัดโดยเฉพาะหลวงพ่อเองท่านก็ปรารภว่า เขาพิมพ์แจกจ่ายมันดีอยู่แล้ว แต่คณะลูกศิษย์ของหลวงพ่อเคยปรารภกันว่า น่าจะรักษาสำนวนของท่านเอาไว้

แล้วใครอยากจะพิมพ์ก็ให้มาขออนุญาตเพราะมันดี เป็นเหมือนกับได้ช่วยกันเผยแผ่ธรรมะ แต่ถ้าเราไปสรุปปาฐกถาของท่านแสดงว่าเราเก่งกว่าท่าน ดังนั้นควรจะรักษารูปแบบเดิมของท่านเอาไว้ เพราะวันหนึ่งเราไม่อยู่กันแล้ว หนังสือเหล่านี้จะเป็นประวัติศาสตร์ของวงการพระพุทธศาสนา แล้วคนก็อยากได้คำสอนที่บริสุทธิ์นั้นจริงๆ เป็นอย่างไร เหมือนกับที่พระพุทธศาสนาให้รักษาพระไตรปิฎก เพราะพระไตรปิฎกถือว่าเป็นคำสอนบริสุทธิ์ ส่วนรุ่นหลังจากมีการแสดงความคิดเห็นจากพระบางรูปก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ต้องมีการแยกแยะให้ถูกว่าอันไหนของเดิม อันไหนที่มีผู้แสดงความคิดเห็น

สุดท้ายนี้หลวงพ่ออยากฝากหลักธรรมะของหลวงพ่อปัญญาอะไรให้แก่ญาติโยมครับ

เรื่องของหลวงพ่อที่สังคมยอมรับคือเรื่องประหยัดให้เกิดประโยชน์ เป็นคำสั้นๆ ท่านบอกว่าทำอะไรให้มันประหยัดแล้วเกิดประโยชน์ ท่านยังเน้นว่าต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วท่านถึงนำสู่ภาคปฏิบัติให้ประหยัดให้เกิดประโยชน์ จะเห็นว่าวัดแห่งนี้ที่หลวงพ่อเป็นเจ้าอาวาสไม่เคยมีงานมหรสพ ไม่เคยมีเพลงในวัด

พระเทพปริยัติเมธี

พระเทพปริยัติเมธี (รุ่น ธีรปญฺโญ ป.ธ.9, ศน.บ.) ชื่อรุ่น นามสกุล รักษ์วงศ์ อายุ 60 ปี พรรษา 41 เกิดวันที่ 24 มกราคม 2490 ณ บ้านลำภายตีน ต.โคกชะงายอ.พัทลุงจ.พัทลุงบรรพชาอุปสมบท วันที่ 28 มิถุนายน 2510 ณ วัดธาราสถิต ต.โคกชะงายอ.เมืองจ.พัทลุง

ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง- ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์จ.นนทบุรี-เจ้าคณะภาค17 ปกครอง 5 คือ ภูเก็ต ตรัง พังงา กระบี่ ระนอง -หัวหน้าพระธรรมทูตสายที่9 รับผิดชอบงานเผยแผ่11 จังหวัด คือ ภูเก็ต ตรัง พังงา กระบี่ ระนอง พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล -ครูใหญ่โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดชลประทานรังสฤษฏ์จ.นนทบุรี

เกียรติคุณทางสังคมที่ได้รับได้แก่ ได้รับโล่ อนุรักษ์คนดีมีศีลธรรม ของคณะชุมนุมฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีไทย (ฟ.ป.ท.) โดยฯพณฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้มอบ ได้รับโล่วิทยากรเผยแผ่อุดมการณ์แผ่นดินธรรม-แผ่นดินทองโดย ฯพณฯ พล.อ.ประจวบ สุนทรางกูร รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มอบ และได้รับพระราชทาน เสมาธรรมจักร สาขาพัฒนาสังคม จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

สมณศักดิ์ในปี2527 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ "พระเมธีวราภรณ์" ปี2539 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ "พระราชวิสุทธิโมลี" ปี2545 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ "พระเทพปริยัติเมธี"

สุทธิคุณ กองทอง

ที่มา:
คมชัดลึก

หลวงพ่อสอนในเรื่องเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตองมามาย แต่ขอให้ติดตามสภาพวัดชล หลังหมดบารมีหลวงพ่อ

แสดงความคิดเห็น