ศาสนากับรัฐธรรมนูญ

ขณะนี้รัฐบาลกำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ก็ได้จัดการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "แนวทางการส่งเสริมสนับสนุนกิจการพระพุทธศาสนาของประเทศไทย" เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา เพื่อระดมความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงพระพุทธศาสนาให้เข้มแข็ง ขึ้น มีวิทยากรร่วมการเสวนา 10 ท่าน ทั้งพระภิกษุ แม่ชี ผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้แทนสมาคมเปรียญธรรมแห่งประเทศไทย และนักวิชาการรวมทั้งผู้เขียนด้วย โดย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม เป็นประธานในที่ประชุม นายแพทย์บรรพต ตันธีวงศ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ผู้เขียนขอนำเสนอความคิดเห็นที่ได้แสดงต่อที่ประชุม ในประเด็นเรื่องบทบัญญัติว่าด้วยศาสนาในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสมาชิก ได้พิจารณาเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าวต่อไป

ในประวัติ ศาสตร์อันยาวนานนั้น ศาสนาได้แสดงบทบาทที่เป็นคุณอนันต์ต่อมนุษย์ ขณะเดียวกันก็เป็นโทษมหันต์ต่อมนุษยชาติเช่นเดียวกัน ถ้าเกิดความขัดแย้งในเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เช่น เกิดสงครามระหว่างศาสนา (ดังเช่น สงครามครูเสด) หรือแม้กระทั่งสงครามระหว่างต่างนิกายในศาสนาเดียวกัน (ดังเช่น สงครามอิรัก-อิหร่าน และสงครามกลางเมืองในอิรักปัจจุบัน) หรือถ้าเกิดความเห็นหรือการตีความที่ผิดในหลักการของศาสนาก็อาจนำไปสู่ความ รุนแรง เช่น ความพยายามของกลุ่มก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย หรืออาจเกิดการฆาตกรรมหมู่ เช่น ลัทธิโอมชินริเคียวในญี่ปุ่น หรือถ้าเกิดความเห็นหรือการตีความที่แตกต่างกันแม้ในศาสนาเดียวกัน ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชน เช่น กรณีวัดพระธรรมกาย หรือแม้กระทั่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างเชื้อชาติที่นับถือศาสนาต่างกัน เช่น กรณีที่เกิดขึ้นในโคโซโว เป็นต้น

ตะวันตกเป็นดินแดนที่เรียน รู้เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างศาสนา หรือระหว่างนิกายในศาสนามายาวนาน จากประวัติศาสตร์อันขมขื่นของสงครามศาสนา การครอบงำของศาสนจักรต่อการแสวงหาความรู้ใหม่ของมนุษย์ หรือความขัดแย้งระหว่างนิกายในศาสนา ทำให้ในที่สุดแล้วประเทศตะวันตกได้แยกรัฐและศาสนาออกจากกัน โดยรัฐจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องของศาสนา (secular state) ถือว่าศาสนาเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล รัฐจะให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่ประชาชนทุกคน ตราบเท่าที่การนับถือศาสนานั้นไม่ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น และความสงบสุขของสังคมโดยรวม ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ปัจจุบันประเทศที่รุ่งเรืองในทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น เป็นต้น มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่แยกรัฐและศาสนาออกจากกันอย่างชัดเจน

พุทธ ศาสนาเจริญรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิมาเป็นเวลากว่า 2,000 ปี พุทธศาสนาจึงฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยตั้งแต่ครั้งอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นมา ความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาที่สืบเนื่องมายาวนานเกิดจากความสัมพันธ์ที่สมดุล ระหว่างประชาชน พระสงฆ์ และพระมหากษัตริย์ โดยพระมหากษัตริย์ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวงการพุทธศาสนามาโดยตลอด ส่วนพระสงฆ์มีหน้าที่ศึกษาและปฏิบัติธรรม สั่งสอนประชาชนในด้านศีลธรรมและสัจธรรม และเป็นที่พึ่งทางจิตใจแก่ประชาชน ส่วนประชาชนก็ควบคุมพระสงฆ์ในเชิงชีวิตความเป็นอยู่ทางร่างกาย (อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค) รวมทั้งการก่อสร้างศาสนสถานและศาสนวัตถุ และเป็นผู้กลั่นกรองพระสงฆ์ที่จะมาพำนักอยู่ในวัดหรือสำนักสงฆ์ในชุมชนของตน นับเป็น "ความสัมพันธ์ 3 เส้า" ที่ลงตัว ทำให้เกิดระบบตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน

การเปลี่ยน แปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปี พ.ศ.2475 นั้น ทำให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญและทรงเป็นผู้นำแห่งรัฐในเชิง สัญลักษณ์เท่านั้น อำนาจทางการเมืองตกไปอยู่ที่นักการเมืองซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นรัฐบาล ประจวบกับเมื่อมีการประกาศใช้ "พระราชบัญญัติคณะสงฆ์" ทั้ง 3 ฉบับ ทำให้คณะสงฆ์ทั้งคณะตกอยู่ภายใต้ระบบราชการไทย ราชการในคณะสงฆ์เป็นผู้ให้คุณให้โทษแก่พระสงฆ์ มิใช่ประชาชนดังเช่นในอดีต ระบบการควบคุมซึ่งกันและกันระหว่างประชาชนกับพระสงฆ์ กล่าวคือ ประชาชนควบคุมพระสงฆ์ในเชิงวัตถุ และพระสงฆ์ควบคุมประชาชนในเชิงจิตใจได้ค่อยๆหมดไป

นักการเมืองใน ระบอบประชาธิปไตยนั้นมาจากพื้นฐานที่หลากหลาย และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาบริหารประเทศ ความรู้ความเข้าใจและความใส่ใจในพุทธศาสนาจึงมีไม่มากและไม่ลึกซึ้งเท่า สถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อนักการเมืองซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจรัฐเข้ามาทำหน้าที่ทำนุบำรุงพุทธศาสนา และแก้ไขปัญหาในวงการพุทธศาสนาแทนองค์พระมหากษัตริย์ในอดีต ความไม่ลงตัวในเชิงโครงสร้างจึงได้เกิดขึ้น ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ของพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้องและทันกาล เพราะนักการเมืองเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง ย่อมตัดสินใจและแก้ปัญหาไปตามแรงกดดันทางการเมือง นอกจากนี้นักการเมืองไทยยังมิได้เป็นพุทธศาสนิกชนเพียงอย่างเดียว แต่มีศาสนิกจากศาสนาอื่นเข้ามาร่วมด้วย ทำให้ภารกิจในการทำนุบำรุงพุทธศาสนา (รวมทั้งศาสนาอื่น) และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของพุทธศาสนา (รวมทั้งศาสนาอื่น) เกิดความสับสนยิ่งขึ้น

ทางออกของเรื่องนี้น่าจะได้แก่การกลับไปหา "ความสัมพันธ์ 3 เส้า" ที่ลงตัวดังเช่นครั้งในอดีต โดยการกำหนดในรัฐธรรมนูญแยก "การเมือง" กับ "ศาสนา" ออกจากกันให้ชัดเจน และสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรัฐและเป็นมรดกทางประวัติ ศาสตร์และวัฒนธรรม ควรจะเป็นผู้ทำนุบำรุงพุทธศาสนา แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชและพระราชาคณะต่างๆ และแก้ไขปัญหาของพุทธศาสนาต่อไป (โดยปัจจุบันครอบคลุมถึงศาสนาอื่นด้วย) ดังนั้นบทบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องศาสนาในรัฐธรรมนูญจึงควรจะคงมาตราที่ว่า "พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก" ไว้เพียงมาตราเดียว นอกเหนือจากการให้หลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่ ประชาชน และการบัญญัติให้แยกรัฐ (ทางการเมือง) ออกจากศาสนาให้ชัดเจน

เมื่อ รัฐธรรมนูญแยกการเมืองกับศาสนาออกจากกันแล้ว ศาสนาก็จะเป็นเรื่องของภาคประชาชนโดยสมบูรณ์ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นหลักชัยของศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าและทุกศาสนา รัฐทางการเมือง (หรืออำนาจทางการเมือง) จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับศาสนาไม่ได้อีกต่อไป ศาสนาจะกลับคืนไปสู่ประชาชนและชุมชน ระบบราชการในคณะสงฆ์ก็จะสิ้นสุดลง "พระราชบัญญัติคณะสงฆ์" "พระราชบัญญัติการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา" ในพุทธศาสนา และ "พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรอิสลาม" "พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจญ์" "พระราชบัญญัติธนาคารอิสลาม" และพระราชบัญญัติอื่นๆ ในศาสนาอิสลาม ก็ควรจะถูกยกเลิกพร้อมกันไป รวมทั้งหน่วยงานราชการ เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมการศาสนา เป็นต้น

ถ้ารัฐธรรมนูญ ที่จะแก้ไขปรับปรุงใหม่นี้ มีบทบัญญัติที่แยกการเมืองกับศาสนาออกจากกันอย่างชัดเจนเช่นนี้แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ศาสนา กับพระมหากษัตริย์ ก็จะยังคงอยู่ตามขนบธรรมเนียมราชประเพณีแต่โบราณ อันสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสังคมไทย ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขปรับปรุงใหม่ก็จะมีลักษณะที่ก้าวหน้า สอดคล้องกับหลักการสากล และรัฐธรรมนูญของนานาอารยประเทศ

ผู้เขียน: 
ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
ที่มา: 
มติชน

ความคิดเห็น

ถ้ารัฐธรรมนูญ ที่จะแก้ไขปรับปรุงใหม่นี้ มีบทบัญญัติที่แยกการเมืองกับศาสนาออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่เพียงศาสนาเท่านั้นที่หายไป ขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานจะหายไปด้วย ศาสนาอยู่คู่มนุษย์ชาติอยู่แล้วไม่ต้องไปแยกออก แยกออกเพื่ออะไร องค์กรศาสนาทุกศาสนาเป็นนิติบุคลอยู่แล้ว และมีความสัมพันธ์ไกล้ชิดกับประชาชนในสังคม ไม่จำเป็น การเมื่อง(หรือนักการเมือง)ผู้บริหารประเทศน่าจะให้ความสำคัญมากกว่า เพราะทุกวันนี้ไม่ให้ความสำคัญของศาสนา สังคมถดถอย คนไม่มีคุณธรรมศีลธรรมเพราะอะไร เพราะศาสนาอ่อนแอ่ ทำให้ประชาชนป่วย รัฐบาลขี้โรค การเมื่องตาย ไปไม่รอด
ฉนั้น พระราชบัญญัติที่จะเป็นประโยชน์แก่ศาสนาควรบัญญัติคุมครองลงไปในรัฐธรรมนูญ อย่างชันเจน
ตัวอย่าง ศาสนาพุทธในความเข้าใจของตาสีตาสา คิดว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติเพียงแค่ความเข้าใจ ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ควบคู่ กับชาติไทย และพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ น่าจะเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นศาสนาประจำชาติเลย ผลประโยชน์(งบประมาณ)ที่ศาสนาได้รับก็ไม่เท่าเทียมกัน คนส่วนใหญ่นับถือพุทธ 90 % แถมมีผู้นำศาสนาอีกด้วย (แต่งบประมาณจากรัฐเท่ากัน )
อย่างนั้นเลย ถ้าคุณไปดูตามประวัติศาตร์พุทธศาสนาจากประเทศที่เคยนับถือศาสนาพุทธ จะรู้ว่าศาสนาล้มสลายเพราะอะไร ดูในองค์ร่วม สาเหตุเพราะเนื่องมาจากรัฐไม่ให้การคุมครองศาสนาศาสนานั้นเอง การเมืองยิ่งแล้วใหญ่ ถ้าเราแยกออกจากศาสนา ศาสนาออกจากการเมื่องยิ่งศาสนายิ่งไปไม่รอด ใช้ผู้นำศาสนาพุทธ คือ พระสงฆ์ ไม่ควรไปยุ่งกับการเมื่อง แต่การเมื่องเป็นหน้าที่ที่ต้องให้การคุมครองมากกว่าเก่าอีกด้วย กฎหมายราชบัญัติตามรัฐธรรมนูญน่าจะให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติด้วยซ้ำไป
ปรับปรุงแก้ไข้ ทำให้สังคม เศรษฐกิจ และรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าทันของอารยประเทศ แต่เรื่องจิตใจ คุณงามความดี ไม่ต้องไปตามเขาก็ได้ เพราะประเทศเราดีอยู่แล้ว ย้ำถ้าแยกออกจากกัน ไปไม่รอด แน่
ไปหางอ่านประวัติศาสตร์ชะ จะได้รู้ ว่าศาสนา เป็นมาอย่างไร ปัญหาอุปสรรค มากมาก ฯลฯ

ข้อเขียนแบบนี้ฟังดีก็เข้าท่าดีนะ แต่ถ้าคิดในอีกแง่มุมหนึ่งของประวัติศาสน์

นายทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ เป้นนักวิชาเกินที่ต้องระมัดระวัง เพราะทุกครั้งที่นายคนนี้แสดงความเห้น มักจะทำลายจุดแข้งของพระพุทธสาสนาตลอดเวลา

การแสดงความเห็นหลายครั้งมักมีวาระซ่อนเร้นเสมอ ถ้าแยกรัฐและศาสนาออกจากกัน ไม่นานพระพุทธศาสนาก็ล่มสลายเพราขาดการอุปถัมภ์ เมื่อศาสนาล่มสลายประชาชนก็จะยิ่งขาดศีลธรรมมากขึ้น เมื่อนั้นตาอยู่พวกเดียรถีย์ก้จะได้ช่องแทรกเข้ามา

อ้อ เท่าที่สังเกตุนายคนนี้ทำงานสอดรับกับยุทธศาตร์ของศริสต์เสมอ คือสลายจุดแข้งพุทธ เพิ่มจุดแข้งคริสต์

มันมีข้อที่น่าคิดอย่างหนึ่ง การแยกการเมืองออกจากศาสนา แล้วศาสนาที่เขาไม่มีนักบวชล่ะ นักบวชเขาอยู่ในกายของคนธรรมดาแล้วเข้าไปต่อสู่เรื่องผลประโยชนทางศาสนาของเขาในสภาอย่างนี้จะเรียกว่ายุติธรรมหรือ เห็นเรียกร้องอะไรก็ได้โครมๆ จนพวกเขาพูดว่า "ประเทศนี้ดีนะ เรียกอะไรก็ได้มากกว่าบางศาสนาซะอีก จะไปฮัจช์ก็ไปได้ กี่ครั้งก็ได้ มุสลิมบางประเทศเขาจำกัดการไปฮัจช์ - ไม่ทราบก็ทราบซะ" (ฟังจากวิทยุคลื่นนั้นแหละ)
เดี๋ยวเขาจะขอกฎของศาสดาเขามาเข้ากับกฎหมายไทย ตอนนี้ก็ขอได้เรื่อยๆอยู่แล้ว ธนาคารก็ขอได้ แต่ทีพระพุทธศาสนาของตั้งธนาคารพุทธบ้าง มิเห็นอนุมัติเลย........ประชุมยันเลยเรื่องศาสนาพุทธน่ะ น่าเบื่อไม่เห็นเป็นมรรคผลอะไรเลย...รู้ไหม ที่ประเทศบังคลาเทศน่ะ มีชาวพุทธ ๒ ล้านคน รัฐบาลมุสลิมเขาไม่สนับสนุนเลยนะ ตอนสร้างเขื่อนยกพวกตนหนีไป แต่ยืดที่ดินและทำร้ายคนพุทธ ถ้าคนพุทธเป็นข้าราชงานไม่รุ่ง ต้องเปลี่ยนศาสนาซะก่อน...องค์การพุทธโลกก็อยู่ในประเทศไทย มีหนทางที่จะช่วยเหลือชาวพุทธในประเทศที่มีศาสนาอื่นเป็นศาสนาประจำชาติบ้างได้ไหม เริ่มงานหรือยังคะ

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • Allowed HTML tags: <p><a><u><i><b> <em><strike><img> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd><blockquote><div>
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งค่ารูปแบบอินพุต