บทบาทของสื่อหนังสือพิมพ์ ในการส่งเสริมการอ่าน

สอดคล้องกับการที่รัฐบาลประกาศให้การอ่านหนังสือของคนไทยเป็นวาระแห่งชาติ จากนี้เราน่าจะได้เห็นบทบาทของภาคส่วนต่างๆ รณรงค์กันอย่างจริงจัง สร้างความสามารถในการอ่านสร้างนิสัยรักการอ่าน สร้างและส่งเสริมบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมชี้ชวนให้อยากอ่านหนังสือกันมากขึ้น

และก็มีคำถามโดยตรงมาที่สื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ว่าจะมีบทบาทในการส่งเสริมการอ่านอย่างไรบ้าง อีกนัยหนึ่งก็คือคำถามว่า จะใช้สื่อมวลชนหนังสือพิมพ์เป็นเครื่องมือส่งเสริมการอ่านได้อย่างไร ทั้งสองคำถามมีความเกี่ยวพันกันไม่น้อยเลย

แท้ที่จริง ถ้าเข้าใจหน้าที่หลักของสื่อมวลชนในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาแล้ว ก็จะต้องยอมรับกันว่า สื่อมวลชนนั้นเป็นสถาบันหนึ่งในสังคม (Socializing agent) ที่หล่อหลอมความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคม (Socializing process) คือสื่อมวลชนนอกจากทำหน้าที่หลักอื่นๆ เช่น การให้ข้อมูลข่าวสาร เป็นผู้ชี้นำสิ่งที่เป็นการเรียกร้องของสังคม หรือหน้าที่ด้านการบันเทิง โฆษณาประชาสัมพันธ์แล้ว สื่อมวลชนยังทำหน้าที่ในการให้ความรู้แก่ผู้รับสื่อนั่นเอง สื่อมวลชนมีหน้าที่ในการให้การศึกษาไปด้วยในตัวของสื่อเอง

หนังสือพิมพ์ และสิ่งตีพิมพ์มีหน้าที่ในการให้ความรู้อันหลากหลายแก่ผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษาและวัฒนธรรม อิทธิพลสำคัญของสื่อมวลชนประการหนึ่งก็คือว่า สิ่งที่นำเสนอในสื่อมวลชนนั้น โน้มนำให้เกิดความคิด ความเชื่อ หล่อหลอมให้เกิดทัศนคติ และแรงบันดาลใจต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและรับรู้ ซึ่งอาจมีผลต่อประพฤติปฏิบัติที่อาจเกิดขึ้นตามมา

ประเด็นตรงจุดนี้เองที่ทำให้น่าเชื่อว่า ในฐานะขององค์กรซึ่งให้ความรู้ และหล่อหลอมความรู้สึกนึกคิดของสาธารณชนนั้น สื่อมวลชนมีบทบาท และมีอิทธิพลไม่น้อยต่อการสร้างนิสัยการอ่านให้เกิดขึ้นได้ และเป็นเครื่องมือที่ดีอันหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ส่งเสริมการอ่านได้อย่างดี และน่าจะดีกว่าสื่อมวลชนรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ

สื่อมวลชนรูปแบบต่างๆ นี้ สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้รับสื่อที่ต่างกับสื่อวิทยุโทรทัศน์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีพัฒนาการที่ก้าวหน้ามาก แต่สื่อเหล่านี้ก็ส่งสารสื่อไปยังผู้อ่านที่สร้างปฏิสัมพันธ์ต่างกัน

เราจะเห็นว่าสื่อวิทยุโทรทัศน์ เป็นสื่อที่ส่งสารมาให้ผู้รับแต่ฝ่ายเดียวเป็นหลัก ที่เรียกว่าเป็น Passive impact ส่วนสื่อที่เป็นตัวหนังสือนั้น เป็นสื่อที่อย่างน้อยก็ทำให้เกิดการโต้ตอบ และมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างผู้อ่านกับสื่อ ที่เรียกว่าเป็น Active interaction นั่นก็คือว่า สื่อที่เป็นสิ่งพิมพ์นั้น ทำให้คนอ่านเกิดความคิดมากกว่าการดูด้วยตา และเพียงแค่ฟังจากเสียงแต่อย่างเดียวจากวิทยุ หรือโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ให้ปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านดีกว่า

อดีตประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐอเมริกา เขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของเขาชื่อ "ลีดเดอร์" ว่า การฟังวิทยุและการดูโทรทัศน์นั้น ช่วยให้ได้รับข่าวสารอย่างรวดเร็วจนตามแทบไม่ทัน และส่วนใหญ่ฟังแล้ว ดูแล้ว ก็ปล่อยเลยไป

แต่การอ่านหนังสือ ทำให้คนอ่านต้องคิด หรือได้คิด โต้ตอบโต้แย้งพร้อมกันไป สร้างความคิด สร้างจินตนาการ และแรงบันดาลใจได้มากกว่าแค่การฟังวิทยุ หรือดูโทรทัศน์ นิกสันสรุปว่า ในบรรดาผู้นำต่างๆ ทั่วโลกที่เขาได้พบนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นนักอ่านหนังสือทั้งสิ้น นี่น่าเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างหนึ่งว่า คนที่จะเป็นผู้นำคนได้นั้น ต้องมีคุณลักษณะของการที่ต้องเป็นคนอ่านหนังสือ การอ่านหนังสือจะช่วยให้ทันโลกทันคนทันยุคสมัยได้มากทีเดียว

การที่หนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่นำเสนอปรากฏการณ์ต่างๆ ของสังคมที่เกิดขึ้นในเรื่องอันเป็นที่น่าสนใจของผู้คนในสังคม จึงเห็นการนำเสนอนั้น รวมเอาเรื่องอันหลากหลายมาสื่อให้ผู้อ่าน จะเห็นภาษาที่เป็นภาษาเศรษฐกิจ ธุรกิจการค้า ภาษาทางการเมือง ภาษาการศึกษา ภาษาของตำรวจ ภาษาของโจร ภาษาของคนหลายระดับ ตั้งแต่ข้าเจ้าบ่าวไพร่ ผู้ดีแปดสาแหรก จนถึงภาษาโง่ๆ มีอยู่ในสื่อหนังสือพิมพ์อย่างปฏิเสธไม่ได้

สรุปอย่างง่ายๆ ก็คือ สื่อหนังสือพิมพ์วันนี้ เป็นแหล่งรวมภาษาของทุกชนชั้น เป็นแหล่งรวมที่ใช้เรียนภาษาได้อย่างดีอย่างหนึ่ง เป็นเครื่องมือที่มีบทบาทเร้าความสนใจให้อยากรู้อยากอ่าน อยากติดตาม คนที่อ่านหนังสือพิมพ์ ถ้าไม่สนใจเรื่องเศรษฐกิจการเมือง อย่างน้อยก็อยากอ่านดูว่า วันนี้หนังสือพิมพ์กำลังนินทาใคร หรือด่าใคร หรือยกย่องใคร หรือเพื่อให้สะใจ ก็จะอ่านเพื่อจะอยากรู้ว่า วันนี้หนังสือพิมพ์ถูกใครฟ้องเข้าบ้างแล้ว จะได้สมน้ำหน้าหนังสือพิมพ์เสียบ้าง เป็นต้น

ประเด็นที่ว่า หนังสือพิมพ์บอกกล่าวเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันนั้น เป็นประเด็นที่ตรงกับธรรมชาติความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าสงสัยที่ว่า หนังสือพิมพ์คือจุดเร่งเร้าความอยากรู้ที่นำไปสู่ความสนใจที่ว่าจะอ่านหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์จึงเป็นแรงบันดาลใจในการส่งเสริมการอ่าน และมีบทบาทในการส่งเสริมการอ่านอย่างวิเศษไม่แพ้สื่อชนิดอื่นๆ ที่พยายามทำกันมา

แต่ก็น่าเสียดายในข้อที่ได้พบกันว่า คนไทยอ่านหนังสือน้อยมาก ทั้งที่เรามีอัตราผู้อ่านออกเขียนได้สูงถึงกว่าร้อยละ 90 ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า จะมีคนไทยชอบอ่านหนังสือสูงตามอัตราของผู้รู้หนังสือที่ว่านี้

กรมการศึกษานอกโรงเรียนเคยพบว่า ยังมีผู้ที่จบระดับประถมศึกษา เมื่อจบออกไปแล้วระยะหนึ่ง กลับกลายเป็นผู้อ่านหนังสือไม่ได้อีก ทำให้กรมการศึกษานอกโรงเรียนมีงานที่ต้องกลับมาสอนกลุ่มคนที่เรียนไปแล้ว และลืมหนังสืออีก การลงทุนการศึกษาระดับประถมที่เกิดผลอย่างนี้ จึงเสมือนเกิดการสูญเปล่าเกิดขึ้น และการลงทุนใหม่ก็เท่ากับเป็นการสิ้นเปลืองอันจำเป็นอีกด้วย

ในแง่สื่อหนังสือพิมพ์ มีการประมาณกันว่า โดยอัตราเฉลี่ยของหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับ จะมีผู้อ่านร่วมกัน 10 คน ถ้าเอาจำนวนฉบับของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่ตีพิมพ์ต่อวัน ซึ่งน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านเศษต่อวัน ก็หมายความว่าในแต่ละวันนั้น ประมาณกันว่า มีคนไทยอ่านหนังสือพิมพ์เพียงแค่ 10 ล้านคนเศษ จากจำนวนประชากรไทยกว่า 60 ล้านคนในเวลานี้ คิดแล้วคนไทยอ่านหนังสือพิมพ์ประมาณ ร้อยละ 20 เศษๆ เท่านั้นเอง

คนที่เจ็บปวดต่อตัวเลขประมาณการอ่านหนังสือของคนไทยอย่างนี้ คงจะเป็นคนเขียนหนังสือ ซึ่งผลิตหนังสือขึ้นมาแต่ละเล่ม ยากนักที่จะจำหน่ายหมดได้ในเวลาเร็ววันอันสมควร น่าประหลาดใจไปกว่านั้นก็คือ บ้านเมืองไทยของเรานี้ มีพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเก่งทางอักษรศาสตร์แต่งหนังสือให้คนไทยอ่านเป็นหลักมากมาย แต่เมืองไทยเรานี้ก็แสนดีนักหนา คือไม่มีคนชอบอ่านหนังสืออย่างที่ควรเป็นเลย

เหตุที่คนไม่ชอบอ่านหนังสือ มีข้อกล่าวอ้างหลายปัจจัยเป็นมูลเหตุ และก็ยังมีปัญหาเรื่องสิ่งตีพิมพ์ที่ดีพอสมควรยังมีไม่พออีกด้วย คนไทยดูเหมือนจะชอบฟังมากกว่ากระมัง และยิ่งการจัดรายการทางวิทยุ และโทรทัศน์ในรูปแบบที่ผู้จัดรายการเอาหนังสือพิมพ์มาอ่านให้ผู้ฟัง หรือผู้ชมทางโทรทัศน์เช่นที่เป็นอยู่นี้ น่าจะมีส่วนทำให้คนไทยอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลงไปด้วยก็ได้

นอกจากสิ่งตีพิมพ์เหลวไหลมากมายไม่ชวนให้น่าอ่านแล้ว ยังเป็นปัญหาเรื่องการจัดส่งสิ่งพิมพ์เหล่านั้นเข้าไปถึงผู้อ่านอีกด้วย ห้องสมุดต่างๆ ทั่วประเทศเกือบหนึ่งพันแห่งนั้นทั่วๆ ไป ก็ไม่มีชีวิตชีวาอะไรนักหนาที่จะชี้ชวนให้คนเข้าไปอ่านหนังสือกันนัก เพราะฉะนั้น ปัญหาก็ไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานการศึกษา (Literacy infrastructure) ไม่พอเท่านั้น แต่แรงจูงใจที่จะสร้างนิสัยรักการอ่าน ก็ดูเหมือนยังไม่ได้ทำอะไรกันจริงจังอีกด้วย

แล้วในส่วนของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์เล่า จะนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการอ่านได้อย่างไร หนังสือพิมพ์จะเป็นสื่อการศึกษาที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดนิสัยรักการอ่านได้ในการจัดการบริหารการศึกษา และในการอ่านหนังสือที่เป็นวาระแห่งชาติได้แค่ไหน

การใช้สื่อมวลชนเพื่อส่งเสริมการอ่านนั้น แท้จริงแล้วก็เป็นไปตามรูปแบบของการจัดการศึกษาที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะสื่อมวลชนนี้ จัดเป็นการศึกษาในแบบธรรมดาวิสัยที่ชัดเจนที่สุด คือเป็นการเรียนรู้แบบไม่มีชั้นเรียน เป็นการเรียนรู้ที่ซึมซับจากการหล่อหลอมของสังคม จากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน จากการสัมผัสสัมพันธ์ที่ก่อรูปเป็นความรู้ ความเชื่อ หลอมรวมเป็นทัศนคติ และเป็นการศึกษาที่ซึมซับรับไว้อย่างไม่รู้ตัว

กระบวนการดังกล่าวเป็นกระบวนการหล่อหลอมของสังคม (Socialization process) ศัพท์บัญญัติของกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า กระบวนการสังคมประกิต ฟังแล้วไม่แน่ใจว่ารู้เรื่องหรือเปล่า ต้องมาแปรศัพท์บัญญัติกันอีกที

แล้วเราจะเอาสื่อมวลชนมาใช้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการอ่านได้อย่างไรบ้าง แท้ที่จริงแล้ว หนังสือพิมพ์ก็คือสื่อการเรียนการสอนอย่างหนึ่งในทางการศึกษา เพราะฉะนั้น การนำเอาหนังสือพิมพ์มาใช้สอนเพื่อส่งเสริมการอ่าน ก็น่าเป็นเรื่องสามารถทำได้เป็นอย่างดี ในบางประเทศนั้น สื่อหนังสือพิมพ์ถูกนำมาเป็นเครื่องมือสอนในโรงเรียนแล้วอย่างกว้างขวาง หนังสือพิมพ์ในโรงเรียนไม่แต่ส่งเสริมการอ่านของเด็กเท่านั้น หากแต่ยังเพาะบ่มเด็กต่อการรับรู้ข่าวสารอีกด้วยแต่เยาว์วัย

โรงเรียนในประเทศไทยนั้น จะได้มีการนำหนังสือเข้ามาใช้เป็นสื่อการสอนในโรงเรียนบ้างหรือไม่ ดูเหมือนยังไม่มีการสำรวจกันจริงจังนัก หนังสือพิมพ์ก็คงเข้าไปในโรงเรียนอยู่บ้าง แต่ก็คงจะเข้าไปสำหรับครูอ่านมากกว่าที่จะนำมาใช้สอนเด็ก เห็นได้ว่าการใช้หนังสือพิมพ์เป็นสื่อการเรียนการสอนนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยในเรื่องของครูเป็นสำคัญ ขึ้นอยู่กับโลกทรรศน์ของครูที่จะเห็นประโยชน์ของหนังสือพิมพ์ในห้องเรียนมากกว่า

ปัจจัยที่ทำให้เด็กอ่านหนังสือไม่ได้ หรือไม่มีนิสัยการอ่าน มีผลจากการวิจัยว่ามาจากครู วิธีการสอนมาจากเด็ก และมาจากอุปกรณ์การเรียนการสอนเป็นสำคัญ ใช่แต่เรื่องอ่านหนังสือพิมพ์เท่านั้น แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็พบว่าไม่มีนิสัยรักการอ่าน และอ่านหนังสือกันน้อยมาก ยิ่งผลวิจัยพบว่าการใช้ภาษาไทยของเด็กรุ่นใหม่ไม่สมประกอบ อ่านเขียนแทบไม่รู้เรื่อง และถ้าเด็กไม่อ่านหนังสือพิมพ์เสียแล้ว หนังสือพิมพ์ก็จะขาดความสำคัญลงไปที่จะนำมาเป็นสื่อสอนในโรงเรียน

น่าเสียดายโครงการหนึ่งที่ริเริ่มมาแต่เดิมคือ โครงการที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน ซึ่งเคยคึกคักมาระยะหนึ่ง และยังได้ขยายออกไปนับหมื่นที่อ่าน จัดเป็นโครงการแรกที่นำเอาความคิดเรื่องนำเอาหนังสือพิมพ์มาเป็นจุดบันดาลใจให้อยากอ่านหนังสือ อย่างน้อยหนังสือพิมพ์ก็เป็นจุดเริ่มต้น (Entry point) ที่ช่วยชี้ชวนให้คนอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น

โครงการนี้เริ่มจากภาครัฐบาลตั้งงบประมาณให้มีหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับในแต่ละศูนย์ โดยที่ชาวบ้านอุทิศที่ดิน และช่วยกันสร้างที่อ่านหนังสือพิมพ์ขึ้นมา หนังสือพิมพ์ซึ่งเดิมไม่ค่อยจะเข้าไปถึงหมู่บ้าน เมื่อมีที่อ่านหนังสือพิมพ์หมู่บ้านขึ้นมา หนังสือพิมพ์ก็จะถูกส่งไปถึงยังที่อ่าน ให้ชาวบ้านในเขตชุมชนตามหมู่บ้านนั้นๆ ได้อ่านกันอย่างสนใจ

ตัวอย่างของที่อ่านหนังสือพิมพ์ นับเป็นยุทธวิธีที่สำคัญทางการศึกษาอย่างหนึ่ง ที่เอาสื่อมวลชนหนังสือพิมพ์มาจุดประกายความสนใจในการอ่านหนังสือขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อมาถึงปัจจุบัน องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นดูจะได้รับโอนเอาที่อ่านหนังสือพิมพ์ไปดำเนินการแทนกรมการศึกษานอกโรงเรียนแล้ว ซึ่งถ้าไม่เข้าใจแนวคิดแท้จริงของที่อ่านหนังสือพิมพ์แล้ว โครงการนี้คงจะถูกละเลยล้มเหลวเหมือนหลายๆ โครงการที่ทำทิ้งทำขว้างอย่างที่เคยเป็นมา

จริงๆ แล้วโครงการที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน เป็นโครงการจุดประกายสำคัญของงานการศึกษาธรรมดาวิสัยของไทย ที่ไม่เพียงนำเอาสื่อมวลชนมาเป็นเครื่องมือส่งเสริมการอ่านเท่านั้น โครงการดังกล่าวยังเป็นการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาไกล และเข้าถึงประชาชนได้อย่างดีโครงการหนึ่ง สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และเปิดช่องทางสื่อข่าวสารไปยังท้องถิ่นชนบทห่างไกลดีที่สุด

ในอนาคตหากโครงการดังกล่าวนี้ไม่ถูกทอดทิ้ง น่าจะได้พัฒนายกระดับเป็นศูนย์ข่าวสารของชุมชนในแต่ละตำบล แต่ละหมู่บ้านได้อย่างดี จะเป็นการสงวน และใช้ทรัพยากรสื่ออย่างมีประสิทธิภาพขึ้น โดยรวมเอาสื่อด้านต่างๆ ของภาครัฐมารวมไว้ที่ศูนย์แห่งนี้ ก็จะทำให้ศูนย์เป็นหน่วยสื่อข่าวสาร ชาวบ้านได้มาพบปะพูดคุย ปรึกษาหารือเรื่องข่าวต่างๆ ในขณะเดียวกัน

และ แน่ละ โดยไม่จำเป็นต้องไปสร้างห้องสมุดทั่วทุกหมู่บ้าน ศูนย์ดังกล่าวนี้ก็จะเป็นจุดชี้ชวนให้คนได้อ่านหนังสือกัน หากเมื่อรวมเอาโครงการด้านการศึกษากับ "ไทยคม" ด้วยแล้ว เราจะมีแหล่งเรียนรู้ทั่วถึงทีเดียว นี่เองจะเท่ากับสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ และนี่เองคือการสร้างกระบวนการและการจัดการความรู้ให้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตแนวทางหนึ่ง อันจะนำไปสู่เป้าหมายหลักของการสร้างสังคมแห่งการศึกษาให้เกิดขึ้นต่อไป

ถ้าหากเราจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาในเขตพื้นที่นอกเมืองด้วยการมีที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน หรือจะเรียกอะไรต่อไปก็แล้วแต่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่งลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะสำหรับเขตพื้นที่ในเมือง ก็คือห้องสมุดประชาชนที่มีอยู่ในปัจจุบันเกือบ 1,000 แห่งนี่เอง

และถ้าหากที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน เป็นเครื่องมือทางการศึกษาที่มุ่งช่วยส่งเสริมการอ่านของคนในชนบท ห้องสมุดก็มีหน้าที่หนีไม่พ้นทางการศึกษา ซึ่งจะต้องมีจุดเน้นส่งเสริมการอ่าน และการค้นคว้าของคนในเขตเมือง ประเด็นรวมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาที่คล้ายคลึงกันนี้ ก็คือต่างก็เป็นแหล่งรวมสิ่งพิมพ์ และสิ่งพิมพ์สื่อมวลชน เพื่อจุดมุ่งหมายแห่งการส่งเสริมการอ่านของผู้คนในประเทศเรา ก็น่าจะช่วยให้คนไทยอ่านหนังสือมากขึ้น

เราจะวางยุทธศาสตร์ในการกำหนดโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา และประยุกต์เอาสื่อมวลชนสิ่งพิมพ์มาเป็นเครื่องมือส่งเสริมการอ่านอย่างไร เป็นเรื่องน่าใคร่ครวญสำหรับฝ่ายนโยบาย หลายคนพูดถึงความเงียบเหงาทิ้งร้างของที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน ขาดการเอาใจใส่ดูแลจริงจัง ซึ่งองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นจะเข้าใจ และสานต่อโครงการหรือไม่ ก็ยังสงสัยกันอยู่ หลายคนก็พูดถึงห้องสมุดประชาชนที่ไร้ชีวิตชีวา ขาดกิจกรรมเสริมที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมาอ่านหนังสือกันมากๆ มาใช้ห้องสมุด มาร่วมกิจกรรมห้องสมุด การส่งเสริมนิสัยการอ่านจึงยากที่จะเกิดขึ้น

ประเด็นที่สรุปได้ก็คือว่า สื่อมวลชนในตัวของมันเองนั้น โดยเฉพาะสื่อมวลชนหนังสือพิมพ์ มีสิ่งเร้าใจที่นำไปสู่ความสนใจต่อการอ่านหนังสือมากขึ้น และสร้างนิสัยการอ่านได้ง่ายกว่าหลายสื่ออื่นๆ เพราะเหตุที่สื่อมวลชนนั้น รวบรวมเรื่องราวประสบการณ์ที่เกิดในสังคมแต่ละวันมาเสนอให้อ่าน ให้ติดตามต่อการเปลี่ยนแปลง และการไหวตัวของกิจกรรมสังคม

สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือ เป็นสื่อการเรียนการสอนอยู่ในตัวเอง ทั้งในรูปแบบการศึกษานอกระบบ และการศึกษาธรรมดาวิสัย ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ผู้สร้างกิจกรรมสังคม รู้จักถือประโยชน์ และนำสื่อมวลชนเช่นหนังสือพิมพ์ มาเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ ที่กำลังจะดำเนินการกันอย่างแข็งขันของรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้เอง

ผู้เขียน: 
เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์
ที่มา: 
มติชน

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • Allowed HTML tags: <p><a><u><i><b> <em><strike><img> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd><blockquote><div>
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งค่ารูปแบบอินพุต

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.