รัฐธรรมนูญฉบับวิถีพุทธ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เกี่ยวกับเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมนั้น มีปรัชญาแนวคิดที่น่าสนใจอยู่ 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มแรก-เห็นว่าเหตุผลความจำเป็นที่มนุษย์ต้องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อม ก็เพื่อ "ประโยชน์ต่อตัวมนุษย์" เอง ไม่ว่าจะเพื่อคนรุ่นปัจจุบันหรืออนาคต
หากมนุษย์ทำลายทรัพยากร ธรรมชาติมากเกินไป จนทำให้ธรรมชาติขาดสมดุล ก็จะทำให้มนุษย์ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากความเสียหายและภัยพิบัติต่างๆ ย่อมตามมา
พูดง่ายๆ ก็คือ แนวคิดนี้ถือว่า "มนุษย์เป็นศูนย์กลาง" ของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้
กลุ่ม ที่สอง-เห็นว่าเหตุผลความจำเป็นที่มนุษย์ต้องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ก็เพื่อ "ประโยชน์ในการรักษาระบบนิเวศ" ให้คงอยู่
แนว คิดนี้ถือว่ามนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทั้งหมดเท่านั้น และมองว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเสมอ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องพึ่งพาอาศัยกัน
ดังนั้น หากระบบนิเวศขาดสมดุล มนุษย์ย่อมได้รับความเดือดร้อนไปด้วย
อาจกล่าวได้ว่า แนวคิดนี้ยึดถือ "ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์กลาง"
แน่ นอนว่า ปรัชญาแนวคิดที่สอดคล้องสัมพันธ์กับแนวทางวิถีแห่งพุทธน่าจะได้แก่แนวคิดของ กลุ่มที่สอง เพราะเป็นการมองปัญหาอย่างเป็นองค์รวม กว้างขวาง ลึกซึ้ง คำนึงถึงกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติอย่างครบถ้วนรอบด้านมากยิ่งกว่า
แม้ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งสองแนวคิดจะมีเป้าหมายเดียวกัน คือ เพื่อประโยชน์สุขของมนุษย์เอง
แต่ หากพินิจพิจารณาอย่างละเอียดก็จะพบว่าทั้งสองแนวคิดได้ก่อให้เกิดผลต่อทิศ ทางในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่แตกต่างกันในหลายเรื่อง เช่น
1) แนวคิดที่ถือว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางนั้น ทำให้มนุษย์มีความรู้สึกว่า ตนเองมีความสำคัญสูงสุด เป็นผู้พิชิตโลก มีความเก่งกาจ สามารถเอาชนะธรรมชาติได้เสมอ และมนุษย์เท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนดว่า สิ่งใดมีคุณค่า สิ่งใดควรรักษาหรือถูกทำลาย
แนวคิดเช่นนี้ ย่อมทำให้มนุษย์เกิดความอหังการ และตั้งอยู่ในความประมาท แม้บางครั้งอาจดูเหมือนว่า มนุษย์จะสามารถเอาชนะธรรมชาติได้ แต่ก็คงเพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
ในภาวการณ์ของความรู้สึกเช่นนี้โอกาสที่จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดย่อมมีอยู่สูงยิ่ง
ใน ทางตรงข้าม แนวคิดที่เห็นว่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์กลางนั้น ย่อมทำให้มนุษย์มีความรู้สึกว่า ตนเองเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ตัวหนึ่งของระบบนิเวศเท่านั้น การพัฒนาหรือดำเนินการใดๆ ต้องคำนึงอยู่เสมอว่า สอดคล้องกับกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติหรือไม่
มนุษย์จะไม่พยายามเอาชนะธรรมชาติด้วยวิธีการที่ฝืนธรรมชาติ เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล และเกิดพิษภัยต่อมนุษย์
2) ทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่จำนวนจำกัด ขณะที่ความต้องการหรือกิเลสของมนุษย์มีไม่จำกัด ดุจดั่งคำกล่าวของท่านมหาตมะ คานธี ที่ว่า "โลกมีทรัพยากรเพียงพอที่จะแบ่งปันให้แก่มนุษย์ทุกคนตามที่จำเป็น แต่มีไม่เพียงพอที่จะสนองความโลภของคนแม้เพียงคนเดียว"
แนวคิดที่ยึด ถือมนุษย์เป็นศูนย์กลางจึงสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเกิดข้อผิดพลาดในการ จัดการทรัพยากร เพราะมีจุดประสงค์เพื่อมุ่งสนองหรือคุ้มครองประโยชน์ของมนุษย์เป็นสำคัญ
การตัดสินใจในบางครั้งมนุษย์อาจมีอคติเข้าข้างตนเองมากเกินไป เนื่องจากมีกิเลสบดบังไว้
การดำรงชีวิตจึงเป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า อยู่อย่าง "ไม่เพียงพอ"
ผลก็คือธรรมชาติอาจถูกทำลายมากเกินไปจนขาดสมดุล
ส่วน แนวคิดที่เห็นว่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์กลางนั้น ย่อมทำให้มนุษย์มองทุกสรรพสิ่งได้อย่างเข้าใจ ในลักษณะเป็นองค์รวม ให้ความยุติธรรมกับทุกชีวิตบนโลกอย่างเท่าเทียมกัน ความเป็นอัตตาในตัวมนุษย์จะน้อยลง ทำให้ดำรงชีวิตในลักษณะที่เรียกว่า อยู่อย่าง "พอเพียง" ทรัพยากรธรรมชาติย่อมดำรงคงอยู่อย่างสมดุลและยั่งยืน
3) ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน บางเรื่องอาจยังไม่มีความชัดเจน เพราะต้องยอมรับว่าศักยภาพในการเข้าถึงซึ่งความจริงแท้แห่งธรรมชาติของ มนุษย์มีอยู่จำกัดในระดับหนึ่งเท่านั้น ผลกระทบบางเรื่องอาจต้องใช้เวลายาวนานจึงจะเห็นผล บางเรื่องอาจส่งผลกระทบโดยอ้อมและยากจะพิสูจน์ได้
ดังนั้น หากมนุษย์ยึดหลัก มนุษย์เป็นศูนย์กลาง แนวโน้มที่มนุษย์จะตัดสินใจเข้าข้างตนเอง โดยเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้าย่อมมีอยู่สูง แนวคิดตามหลักการเรื่อง "การระวังไว้ก่อน" จึงเป็นไปได้ยากที่จะนำมาปรับใช้
ในทางตรงข้าม หากมนุษย์ยึดถือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์กลางแล้ว มนุษย์ย่อมให้ความสำคัญกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในระบบนิเวศ แม้บางครั้งมนุษย์อาจจะยังไม่เดือดร้อน แต่หากพบว่ามีสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งได้รับผลกระทบ ก็เป็นเหตุผลอันเพียงพอแล้วที่ควรจะใช้มาตรการป้องกันไว้ก่อน
จากที่ กล่าวมา ผู้เขียนมีความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบัญญัติกฎหมายหรือกฎมนุษย์ เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดังนี้ คือ
1) จากการศึกษาตรวจสอบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เริ่มตั้งแต่สิทธิชุมชน ตามมาตรา 66-67
หน้าที่ของชนชาวไทย ตามมาตรา 73
และแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 85
ผู้เขียนเห็นว่า เป็นหลักกฎหมายที่ดีมากพอสมควร เนื่องจากมีหลักการแนวคิดที่สำคัญ คือ มองปัญหาของระบบนิเวศอย่างเป็นองค์รวม คำนึงถึงการจัดการที่สมดุล-ยั่งยืน และเปิดโอกาสให้บุคคลหรือชุมชนได้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง
แต่อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมแล้วดูเหมือนว่า ค่อนข้างจะมีแนวคิดไปในทางกลุ่มที่ยึดถือ "มนุษย์เป็นศูนย์กลาง" มากกว่ารัฐธรรมนูญได้มุ่งเน้นกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ สิทธิประโยชน์ หรือผลกระทบที่จะพึงมีต่อมนุษย์เป็นสำคัญ
ผู้เขียนจึงเห็นว่า หากเราบัญญัติหลักการเพิ่มเติมในทำนองว่า ในการจัดการทรัพยากรนั้นต้องเคารพสิทธิในชีวิตและความเป็นอยู่ของสัตว์โลก หรือสิ่งมีชีวิตทุกชนิดด้วยก็คงจะดีไม่น้อย เพราะทุกชีวิตย่อมมีคุณค่า มีประโยชน์ และมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยในโลกผืนนี้อย่างสงบสุขเท่าเทียมกันเช่นเดียวกับ มนุษย์
ซึ่งย่อมแน่นอนว่า หากเราเคารพสิ่งมีชีวิตอื่น หรือเคารพธรรมชาติ สิ่งเหล่านั้นย่อมให้ความเคารพและให้ความเป็นธรรมตอบแทนมนุษย์เช่นกัน
ณ วันนี้ คำว่า "สิทธิมนุษยชน" คงไม่เพียงพอสำหรับความสงบสุขและความอยู่รอดของมนุษย์ เราคงต้องมองไกลไปถึง "สิทธิสรรพชีวิตทั้งมวล" ในโลกใบนี้ด้วย
2) ที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ธรรมชาติความต้องการของมนุษย์ไม่มีขีดจำกัดนั้น เป็นเรื่องของความต้องการสิ่งเสพปรนเปรอตนที่เรียกว่า "ตัณหา"
แต่ ในทางพระพุทธศาสนานั้น ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกเคยแสดงธรรมเทศนาไว้ว่า ยังมีความต้องการอีกประเภทหนึ่งซึ่งมีขอบเขตจำกัด คือ ความต้องการคุณภาพชีวิต หรือเรียกว่า "ฉันทะ"
โดยท่านอธิบายขยาย ความต่อว่าในทางพุทธศาสนาถือว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกฝนพัฒนาได้ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลักความต้องการคุณภาพชีวิตของมนุษย์
กล่าวคือ การที่มนุษย์ต้องการคุณภาพชีวิตนั้น เป็นการแสดงถึงภาวะที่มนุษย์ต้องการพัฒนาตนเองหรือพัฒนาศักยภาพของตนเองขึ้น ไป เพราะฉะนั้น สาระอย่างหนึ่งของการพัฒนามนุษย์ก็คือ การที่เราจะต้องพยายามหันเหหรือปรับเปลี่ยนความต้องการจากความต้องการสิ่ง เสพปรนเปรอตนมาเป็นความต้องการคุณภาพชีวิต
ทั้งนี้ ท่านเจ้าคุณได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับการกินไว้ คือ มนุษย์เรานั้นจะกินอาหารโดยมีจุดประสงค์ความต้องการทั้งสองอย่างทับซ้อนกัน อยู่ คือ กินเพื่อสนองตัณหา (อร่อย โก้ แสดงฐานะ ฯลฯ) ซึ่งมีขอบเขตไม่จำกัด และกินเพื่อคุณภาพชีวิต (หล่อเลี้ยงร่างกายให้แข็งแรง มีสุขภาพดี) ซึ่งมีขอบเขตจำกัด
จาก หลักการแนวคิดดังกล่าว โจทย์ก็คือว่า เราจะทำอย่างไรให้มนุษย์เสพหรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยคำนึงถึง ความต้องการเพื่อคุณภาพชีวิตมากยิ่งกว่าเพื่อสนองตัณหา
ถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายท่านคงคิดถึงคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" และแน่นอนว่า ผู้เขียนเองก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า ระบบเศรษฐกิจพอเพียงน่าจะมีความสัมพันธ์สอดคล้องเป็นอย่างดีกับคำว่า "การพัฒนาคุณภาพชีวิต"
ดังนั้น บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 (1) และมาตรา 83 ที่กำหนดให้รัฐส่งเสริมและสนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงน่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับโจทย์ดังกล่าวได้
แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายว่าในมาตราถัดไป คือ มาตรา 84 (1) รัฐธรรมนูญกลับบัญญัติไว้ว่า รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งสวนทางกับหลักการพัฒนาคุณภาพชีวิต อย่างสิ้นเชิง
เพราะโดยลักษณะสภาพของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัย กลไกตลาด ย่อมพยายามแข่งขันส่งเสริมมนุษย์ให้บริโภคเพื่อสนองตัณหาอย่างไม่มีจำกัด อยู่ในตัว
ก็ขอฝากเป็นแง่คิดต่อท่านผู้อ่านว่า แล้วเราจะแก้ไขปรับปรุงกฎหมายกันอย่างไร ให้เหมาะสมลงตัวสอดคล้องกับสังคมไทยและสังคมโลก
3) หลักการแนวคิดเรื่องหนึ่งในทางพระพุทธศาสนาที่เหมือนกับปรัชญาแนวคิดของ ตะวันตก คือ มองว่าธรรมชาติของมนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์ต้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว เป็นกลุ่มก้อน จึงจะอยู่รอดปลอดภัยและสงบสุข เพราะมนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน อีกทั้งการพัฒนามนุษย์ก็ต้องอาศัยมนุษย์ด้วยกัน และยังเห็นว่าสังคมที่ดี มีระบบระเบียบเท่านั้นที่จะสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ ในการที่จะเอื้อให้มนุษย์ใช้สติปัญญา หาเหตุผลพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีงามยิ่งๆ ขึ้นไปได้
ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่า การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้บุคคลและชุมชนได้มีส่วนร่วมในการจัดการ บำรุง รักษา หรือใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างกว้างขวาง จึงน่าจะสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างดี
เพราะเมื่ออยู่ร่วมกันก็ต้องเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน ร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ไขปัญหา และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม
แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะนำหลักการแนวคิดดังกล่าวไปปรับใช้ในทางปฏิบัติที่เป็นจริงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน
พระราชบัญญัติป่าชุมชน เป็นตัวอย่างปัญหาเรื่องหนึ่งซึ่งถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ
ก็ขอฝากท่านผู้อ่านช่วยกันคิดต่ออีกเรื่องก็แล้วกัน ในฐานะที่เราเป็นสัตว์สังคมครอบครัวเดียวกัน
ท้าย ที่สุดนี้ ผู้เขียนมีเรื่องที่อยากจะขอความกรุณาจากท่านผู้อ่าน คือ เนื่องจากขณะนี้ผู้เขียนกำลังศึกษาในระดับปริญญาโทและสนใจศึกษาวิจัยเกี่ยว กับเรื่อง "นิติศาสตร์แนวพุทธ กับ แนวคิดนิติสตรีศาสตร์"
ดังนั้น หากกัลยาณมิตรท่านใดมีข้อมูล หนังสือ เอกสาร วิทยานิพนธ์ หรือความคิด ความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ขอได้โปรดให้ความเอื้อเฟื้อ แบ่งปัน หรือให้หยิบยืมความรู้บ้าง ก็จะขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง
หมายเหตุ ที่อยู่ ศาลจังหวัดเชียงใหม่ Email Address : Soad_sutanun@yahoo.co.th
- อ่าน 3836 ครั้ง

ความคิดเห็น
ธรรมชาติของคนมี ๓ อย่าง ๑.โลภมูล มีรากเง้าของละโมบไม่เลือก-ไม่รู้ที่เพียง-พอ ๒.โทสมูล มีรากเง้าของโทษะเกิดโทษไม่เลือกที่-ไม่รู้สิ่งเพียง-พอ ๓.โมหมูล มีรากเง้าขึ้เมา-มัวเมาได้ไม่เลือก-ไม่รู้สิ่งเพืยง-พอ/คำว่า"เพียงพอ"ต่างกับคำว่า"พอเพียง"อยู่บ้าง คือ เพียงนี้-พอ เป็นสันตุฏฐี สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ สันโดษเป็นทรัพย์สินที่ยอดเยี่ยม ส่วนคำว่าพอละ แต่เพียงไหนไม่รู้ ต้องมองหาเหตุผลและโอกาสว่าเพียงนี้ก่อน พระท่านสอนว่าไม่มีสันโดษในคนมีตัณหา เช่นกับพระเจ้ามันธาตุ ฉะนั้น ธรรมชาติของคนเช่นนี้ ต้องได้รับการพัฒนาจิตให้รู้เห็นการลด-ละ-เลิก ลด คือ บรรเทา-ละ คือ ปหาน เลิก คือ ตัดขาด(สมุจเฉท)จึงจะสามารถควบคุมอยู่ในกฎนิเวศวิทยาได้ ธรรมชาติจริงของโลกจึงจะอยู่ในระบบนิเวศ ซึ่งประเทศไทยอยู่ในระบบนี้ เมื่อแปดสิบเก้าสิบปีที่ผ่านไป ขณะนี้ คนอายุ ๘๐/๙๐ ปี ยังนึกชื่นชมสิ่งเก่า ๆ เช่นป่าไม้ภูเขาที่ฝังอยู่ในหน่วยความจำอยู่ จึงขอตอบว่าหากคนยังไม่รู้เห็นเอง ในเหตุปัจจัยแห่งธรรมชาติคน ๓ อย่างเช่นนี้ ยังไม่ได้พัฒนาจิตให้ลด-ละ-เลิกเสียบ้าง ความเพียงพอ/ความพอเพียงยังไม่เกิดในจิตใจคน คนย่อมมิใช่มนุษย์ เป็นสัตว์มีอันตรายมาก แก่ธรรมชาติจริงของโลก
แสดงความคิดเห็น