สิ้นหลวงพ่อปัญญา ห่วงโบสถ์กลางน้ำ

“ไม่มีลางบอกเหตุว่า หลวงพ่อปัญญาจะจากไปเร็วขนาดนี้”

ไพลิน สัจจวณิชย์ หรือ แอ๊ว อายุ 59 ปี ศิษย์ก้นกุฏิ คอยรับใช้ ส่งปิ่นโตหลวงพ่อปัญญาฯมาตั้งแต่ปี 2503 บอก

สองอาทิตย์ก่อน หลวงพ่อฯไปรับฉันเพลที่บ้านโยมย่านมีนบุรี ถวายเงินสร้างโบสถ์กลางน้ำ มหาวิทยาลัยสงฆ์ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 1 ล้านบาท

“วันนั้น...เคี้ยวอาหารแล้วกลืนเร็ว มีอาการสำลัก อาเจียนออกมา”ไพลิน ว่า “พอกลับมาถึงวัดก็มีอาการอ่อนเพลียมาก จนต้องนอนพัก”

ไพลินเห็นว่าท่านเหนื่อย ขาอ่อนแรง เปลี้ยๆเหมือนจะเป็นลมก็ให้ออกซิเจน โทรศัพท์เรียกโรงพยาบาลศิริราชให้มารับท่านไปตรวจ

อาจารย์อมร ลีลารัศมี คุณหมอประจำตัวก็เช็กใหญ่ เอกซเรย์...ตรวจร่างกายละเอียด ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไร สายตาไพลินดูภายนอกหลวงพ่อท่านยังแข็งแรงเป็นปกติ

“หลวงพ่อปัญญาฯ เข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม ท่านฉันอาหารปกติ แถมฉันได้เยอะดีมาก”

รุ่งขึ้นอีกวัน คุณหมอนัดทำบอลลูนหัวใจในวันศุกร์ ทำบอลลูนไม่ถึงสองชั่วโมง ก็ออกมานอนดูอาการที่ห้องซีซียู

“ออกจากห้องผ่าตัด หลวงพ่อฯ ยังคุยได้สนุก เฮฮา”

ไพลิน บอกว่า จุดเปลี่ยนสำคัญ...ไม่มีใครรู้ว่าหลวงพ่อปัญญาฯ มีอาการติดเชื้อตั้งแต่เมื่อไหร่ ทุกคนมองที่หัวใจ แต่มีการติดเชื้อที่ปอด ท่านหายใจไม่สะดวก

“คุณหมอดูดเสมหะ รักษาไปตามอาการ แต่มีอาการแทรกซ้อน น้ำตาลขึ้นสูง ไตเริ่มขับของเสียไม่ได้ ปัสสาวะไม่ออก”

ตกบ่ายนิดๆ หลวงพ่อปัญญาฯมีอาการหัวใจวูบไปเฉยๆ 5 นาที หมอก็ปั๊มขึ้นมา ทุกคนยังคิดว่า ไม่น่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วง

คราวนี้คุณหมอพาหลวงพ่อปัญญาฯไปตรวจห้องหัวใจอีกครั้ง เพื่อดูว่ามีข้อผิดพลาดอะไรหรือไม่ ก็ไม่มีปัญหาอะไร

“คืนนั้น หมอบอกว่า...ถ้าพ้น 24 ชั่วโมง แจ๋ว”

รุ่งเช้าวันที่ 10 ตุลาคม ไพลินไปดูแลหลวงพ่อปัญญาฯแต่เช้าตามปกติ เห็นท่านหลับ หมอต้องการให้พักผ่อนมากๆ ไม่ได้เข้าไปกวน

“พักเดียว...หัวใจท่านก็ตกลงมาอีก หมอบอกว่าหัวใจห้องซ้าย ห้องขวา ทำงานไม่สมดุลกัน ติดๆขัดๆ ความดันก็มีปัญหา มีเลือดออกที่กระเพาะอาหาร ปั๊มหัวใจนาน 10 นาที ก็ไม่ขึ้น ที่สุดแล้ว...คุณหมอก็บอกให้ทำใจ”

หลวงพ่อปัญญาฯ หลับไปอย่างสงบแล้ว ไพลินบอกว่า ใจจริงท่านยังมีห่วงอีกมาก ท่านยังคุยเล่นกับคุณหมอเสมอๆ

“หมอ...ขออยู่ให้ถึง 100 นะ โบสถ์ยังไม่เสร็จ”

ไพลินก็พูดเล่นกับหลวงพ่อบ่อยๆ “หลวงปู่ฉันเยอะๆ จะได้รีบกลับวัด งานกฐินก็จะมีแล้วนะ แล้วจะได้ไปดูโบสถ์กลางน้ำ สร้างไปถึงไหนแล้ว”

ทุกครั้งที่ไปหาหมอ จะพูดเล่นกันอย่างนี้ ไม่มีลางบอกเหตุอะไร

ถึงวันนี้...โบสถ์กลางน้ำ ห่วงสุดท้ายของหลวงพ่อปัญญาฯ ลุล่วงถึงไหนแล้ว?

 

“พูดกันจริงๆ เงินน่ะ ได้ครบแล้ว 200 ล้าน” ไพลิน ว่า

แม้ว่างบประมาณที่ตั้งไว้ ยิ่งสร้างจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีอะไรต่อเติมเสริมแบบโบราณไปตามเรื่อง

ตัวโบสถ์อยู่ที่ 200 ล้านก็ได้สมดังตั้งใจแล้ว เพียงแต่ว่างบส่วนที่บานปลายออกไปคือ การทำเขื่อนกั้นน้ำ กรมชลประทานกำลังทำอยู่ รวมถึงสร้างถนนรอบอุโบสถ ระบบไฟฟ้าใต้ดิน ถ้าเงินทำบุญมีเหลือ หลวงพ่อปัญญาฯตั้งใจจะสร้างกุฏิ

“หลวงพ่อปัญญาฯ จะย้ำเสมอ...ช่วงที่ฉันยังแข็งแรงดี เราต้องทำของใหญ่ก่อน ก็จริงอย่างที่ท่านว่า ตัวโบสถ์ต้องใช้เงินมาก”

วันนี้...เงินได้แล้ว การก่อสร้างยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ หลวงพ่อปัญญาฯท่านก็ยังบอกบุญสร้างโบสถ์หลังนี้อยู่ทุกวัน ไม่มีหยุด

แม้แต่กับคนที่นำเงินมาถวาย แยกอันนี้สร้างโบสถ์...แยกส่วนตัว หลวงพ่อปัญญาฯท่านก็บอกว่าไม่ได้ ส่วนตัวไม่มี สร้างโบสถ์ให้หมด

ในฐานะคนใกล้ชิด ไพลินรู้สึกชื่นใจที่สุดอย่างบอกไม่ถูก ทุกอย่างที่ทำว่าดีมากมาย ทั้งการให้ของหลวงพ่อปัญญาฯ ไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดออกมาได้อย่างไร

หลวงพ่อปัญญาฯ ท่านเป็นผู้ให้ทุกอย่าง ด้านการศึกษา สร้างวัด อาคารเรียน โรงพยาบาล ให้ทุนการศึกษา ฯลฯ ขอให้มาบอก...ท่านก็ทำให้

หลวงพ่อปัญญาฯทำงานมาทั้งชีวิต ไม่เฉพาะมีแค่ที่เราเห็น ท่านสร้างอะไรไว้มากมายหลายจังหวัด...โรงพยาบาลก็สร้าง ถนน สะพาน ท่านก็สร้าง ฯลฯ

ใครมาขอให้ท่านช่วยระดมเงินทุน ไม่ใช่ว่าท่านจะช่วยทันที ท่านจะต้องไปดูด้วยตัวเอง...ต้องดูเรื่องเงิน เรื่องทอง อย่างละเอียด

“ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร ซื้อของยังไง...เรียกว่า...ฉันจะให้เธอบาท ก็ต้องทำให้ครบบาท ถ้าจะให้ช่วยก็ช่วย แต่บุญที่ระดมมาได้ต้องทำให้ครบ เต็มเม็ดเต็มหน่วย”

ประการสำคัญที่ศิษย์ทุกคนต้องรู้ หลวงพ่อปัญญาฯมีความประหยัด เป็นเลิศ แม้แต่อยู่ในห้องก็ปิดไฟมืดสนิท ท่านก็บอกว่า...จะทำให้เป็นตัวอย่างในการดำรงชีวิต

“เวลาหลวงพ่อฯ อยู่ในห้อง ถ้าไม่อ่านหนังสือ ไม่ได้ทำอะไรแล้ว จะไม่เปิดไฟ แต่ก็จะนั่งเฉยๆ ซึ่งท่านจะนั่งกรรมฐานหรือเปล่า...ก็ไม่มีใครรู้”

พัดลมในกุฏิมีกี่ตัวก็จะไม่เปิดเลย หลวงพ่อฯชอบบอกว่า...ไม่มีใครอยู่ ปิดซะบ้าง...เปลืองไฟ

“ออกมาจากห้องแล้ว ท่านก็จะดูซ้าย...ดูขวา บอกว่าเปิดไฟ เปิดพัดลมทำไม...ปิดซะมั่ง ก็ยังนึกในใจ หลวงปู่เราอะไรๆก็ประหยัด”

หลัก 5 ดี ที่ท่านพร่ำสอน ไพลินไม่เคยลืม แม้จะไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองก้อนโต แต่ก็ทำให้เธอและครอบครัวอยู่ดีมีความสุขมาจนถึงวันนี้

คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี และไปสู่สถานที่ที่ดี

“หลวงพ่อปัญญาฯ ท่านจะย้ำถึงหลัก 5 ดีเสมอ เราก็จะแยกแต่ละดี เอามาปฏิบัติ จะพูด จะทำอะไรกับใคร ก็ต้องคิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน”

เวลาใครมาหาท่านให้รดน้ำมนต์ ท่านก็พูดทุกครั้ง จะไปรดทำไม...สกปรกจะตาย เอาสบู่ไปอาบน้ำอาบท่าให้สะอาดดีกว่า...

 

ท่านว่า มันไม่เกี่ยว เป็นคนละเรื่องกัน ไพลินบอกว่า หลวงพ่อปัญญาฯ ท่านไม่มีเรื่องเครื่องรางของขลัง สอนให้ทุกคนอย่าไปยึด...อย่าไปติดกับอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ที่จับต้องไม่ได้

บางคนมาถามหลวงพ่อปัญญาฯ เวลานั้น...เวลานี้ ทำนั่นทำนี่จะดีไหม

“ท่านก็บอกว่า เวลามันดีทุกเวลา คุณทำดีเวลาไหนดีเวลานั้น... ถ้าทำชั่วเวลาไหนก็ชั่วเวลานั้น หลวงพ่อไม่มีฤกษ์ แม้แต่การสร้างจตุคามฯ พระเครื่อง ท่านยังว่า ทำไปทำไม? อยู่ที่ตัวของทุกคน”

บางคนร่างกายครบ 32 ก็ยังมานั่งขอทาน มือเท้าดีๆแท้ๆจะมาขอทานทำไม แทนที่จะไปทำงานรับจ้าง นิดๆหน่อยๆ...ต้องสู้ ถึงเหนื่อยก็ได้เงิน ได้สิ่งตอบแทนมาใช่มั้ย

ผลจากการทำงาน ไม่ต้องมีคำตอบอื่น...“คุณอยากรวย คุณต้องขยันทำงานทำการ ขยันทำมาหากิน...คุณถึงจะมีเงินใช้”

ถ้าคุณขี้เกียจนั่งๆนอนๆ...ก็ต้องจนไปทั้งปีทั้งชาติ

ไพลิน บอกว่า สิ่งต่างๆย่อมเปลี่ยนไปตามวันเวลา หลวงพ่อปัญญาฯจากไปแล้ว แต่ยังคงอยู่ในใจศิษย์ทุกคน

ห่วงสุดท้ายของหลวงพ่อปัญญาฯคือโบสถ์กลางน้ำ ว่ากันตามจริงก็ลุล่วงแล้ว เพียงแต่ว่าท่านยังไม่เห็นโบสถ์เสร็จเท่านั้น.

ที่มา:
ไทยรัฐ

ถ้าท่านใดอยากทำบุญสร้างอุโบสถ ถวายหลวงพ่อปัญญาก็ต้องที่วัดชลอย่างเดียว ถ้าไปทำที่อื่นมีแต่ชมรมคนกินเงินวัดทำกันอยู่

แสดงความคิดเห็น