รองผู้ว่า กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ขอขมา ชงแก้ กม.สงฆ์-แต่เดินหน้าต่อ

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นางจุฬารัตน์ บุณยากร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า นายประกอบ จิรกิตติ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะผู้เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ได้มาหารือกับตนเพื่อชี้แจงกรณีเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยในมาตรา 29 ได้เพิ่มอำนาจให้นายอำเภอ หรือผู้อำนวยการสำนักงานเขต กทม. สามารถสึกพระได้ โดยนายประกอบยอมรับว่าเป็นความบกพร่องที่ดำเนินการไปโดยไม่ได้หารือกับกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ก่อน จนทำให้คณะสงฆ์และหลายฝ่ายเกิดความวิตกกังวล ดังนั้น จึงอยากขอขมาต่อคณะสงฆ์ แต่ก็ยืนยันว่าทั้งหมดเป็นความปรารถนาดีต่อพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งชี้แจงว่า การเพิ่มอำนาจให้กับนายอำเภอ และ ผอ.สำนักงานเขตดังกล่าวจะเกิดผลดีมากกว่าผลเสีย เนื่องจากในมาตรา 29 เดิมกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยงานเดียวสามารถสึกพระที่ทำผิดอาญาได้ แต่ในร่างแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ได้เพิ่มอำนาจให้นายอำเภอ หรือ ผอ.สำนักงานเขตได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหน่วยงาน

นางจุฬารัตน์กล่าวต่อว่า จริงๆ แล้วการดำเนินการเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ ควรนำเข้าหารือกับกรรมการ มส.ก่อน เพราะเป็นเรื่องที่ฝ่ายคณะสงฆ์ควรต้องรับรู้ ทั้งนี้ นายประกอบบอกว่า ขณะนี้ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ดังกล่าวอยู่ในวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ได้เป็นวาระเร่งด่วน (มติชน)

 


ส.ส.ปชป.ขอขมาแก้กม.สงฆ์ไม่ปรึกษาพระ

จากกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันเสนอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ในมาตรา 29 โดยเพิ่มอำนาจให้นายอำเภอ (นอภ.) และ ผู้อำนวยการ (ผอ.) สำนักงานเขต สามารถสึกพระสงฆ์ที่กระทำความผิดทางอาญาได้ นั้น นายประกอบ จิรกิติ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อดีต ส.ส.ปชป.ในฐานะผู้เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ทางศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาหารือเกี่ยวกับร่างแก้ไขกฎหมายในมาตราดังกล่าว ซึ่งตนยอมรับว่าเป็นความบกพร่องที่ได้ดำเนินการ โดยไม่ได้นำเข้าหารือต่อมหาเถรสมาคม (มส.) ก่อน จึงทำให้คณะสงฆ์ และชาวพุทธเกิดความวิตกกังวล

“ผมต้องขอขมาต่อคณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนด้วย ที่ดำเนินการโดยไม่ได้หารือ แต่ขอยืนยันว่าทั้งหมดเป็นความปรารถนาดีที่มีต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งการเพิ่มอำนาจให้แก่นายอำเภอ และผอ.สำนักงานเขต จะเกิดข้อดีมากกว่าข้อเสีย เพราะจะเป็นการเพิ่มเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในท้องที่ที่มีความใกล้ชิดกับพระสงฆ์ให้มีส่วนร่วมตัดสินใจด้วย ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงฝ่ายเดียว และการตัดสินก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากทุกฝ่าย ซึ่งจะทำให้เกิดการกลั่นแกล้งน้อยลงกว่ามาตรา 29 เดิม” นายประกอบ กล่าว

ด้าน นางจุฬารัตน์ บุณยากร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า การจะดำเนินการเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับคณะสงฆ์ ควรนำเข้าหารือต่อมหาเถรสมาคม (มส.) ก่อน เพื่อให้คณะสงฆ์ได้รับรู้ด้วย และเพื่อทำให้ทั้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายบ้านเมืองสามารถบริหารไปในทางเดียวกัน (เดลินิวส์)

ที่มา: 
มติชน
ที่มา: 
เดลินิวส์

ความคิดเห็น

พรรคประชาธิปัตย์ มักจะเหลิงและแสดงอำนาจพร่ำเพรื่ออยู่เสมอ ไม่เว้นพระสงฆ์องค์เจ้า ยังเข้ามาแสวงหาอำนาจ

กฏหมายเดิมก็ัยังไม่ถูกต้องที่ให้อำนาจตำรวจมีอำนาจสึกพระได้ ถ้าพระไม่ดีควรที่จะเสนอไปยังพระผู้ใหญ่กว่านั้นเป็นผู้พิจารณาสึกจึงเหมาะสม นี่ควรแก้ ไม่ใช่จะขอแก้เพื่อให้มันเละเทะยิ่งขึ้น ไม่เอานะประชาธิปัตย์ บาปกรรมจะตามสนอง

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • Allowed HTML tags: <p><a><u><i><b> <em><strike><img> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd><blockquote><div>
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งค่ารูปแบบอินพุต

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.