มหาเถรสมาคมถ่ายโอนงาน “พระรุ่นใหม่”

มหาเถรสมาคม หรือ มส. หากจะเปรียบเทียบกับการปกครองทางโลกก็คือ คณะรัฐมนตรีของคณะสงฆ์นั่นเอง

เพราะมหาเถรสมาคม นับเป็นองค์กรสูงสุดของคณะสงฆ์ ที่มีอำนาจ หน้าที่ ในการปกครองคณะสงฆ์ทั้งประเทศให้อยู่ในพระธรรมวินัย ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

โดยอำนาจ หน้าที่ที่สำคัญของมหาเถรสมาคม คือ

  1. ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม
  2. ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร
  3. ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์
  4. รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา

ที่ผ่านมาแม้มหาเถรสมาคมจะปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์อย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด

แต่เกือบทุกครั้งที่เกิดปัญหา และเหตุการณ์ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับพระสงฆ์ หรือคณะสงฆ์ โดยเฉพาะเรื่องที่สังคมสนใจ เช่น พระสงฆ์ทำผิดพระธรรมวินัย รวมถึงการคิดโครงการใหม่ๆ เพื่อนำไปพัฒนากิจการของคณะสงฆ์

คำถามที่เกิดขึ้นเสมอ คือ ความล่าช้าในการพิจารณา ตัดสินใจ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง

หากมองกันด้วยความเป็นธรรม และตามความเป็นจริงแล้ว คงต้องยอมรับว่า ต้นตอแห่งความล่าช้าทั้งปวงเกิดจากการประชุมมหาเถรสมาคมแต่ละครั้ง จะมีการพิจารณาในทุกเรื่องที่อยู่ในอำนาจ หน้าที่ โดยที่ปราศจากการกลั่นกรองก่อน 

นั่นหมายถึง มหาเถรสมาคม ต้องพิจารณาแต่ละเรื่องตั้งแต่ต้น หรือเรียกกันว่า นับหนึ่งเลยทีเดียว

ทั้งที่ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ในมาตราที่ 19 ระบุไว้ว่า สมเด็จพระสังฆราชทรง แต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ตามมติมหาเถรสมาคม ประกอบด้วยพระภิกษุหรือบุคคลอื่นจำนวนหนึ่ง

โดยมีหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องที่จะเสนอต่อ มหาเถรสมาคม และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่มหาเถรสมาคมมอบหมาย โดยขึ้นตรงต่อมหาเถรสมาคม

นั่นหมายถึงการแต่งตั้งคณะสงฆ์เพื่อเป็นคณะกรรมการช่วยกลั่นกรอง แบ่งเบาภาระงานมหาเถรสมาคม

แน่นอน มหาเถรสมาคมเองก็ไม่ได้ลืมตรงจุดนี้ ทั้งยังแต่งตั้งคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยแบ่งออกเป็น 6 ชุด ดูแลงาน 6 ด้าน คือ 1. ฝ่ายปกครอง 2. ฝ่ายการศึกษาสงเคราะห์ 3. ฝ่ายศาสนศึกษา 4. ฝ่ายสาธารณูปการ 5. ฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ และ 6. ฝ่ายเผยแผ่

แต่น่าเสียดายที่จนถึงปัจจุบัน คณะกรรมการทั้ง 6 ชุด ยังไม่มีชุดไหนได้ทำหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์แม้แต่ครั้งเดียว 

พระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม ยอมรับว่า ตั้งแต่มีการตั้งคณะกรรมการทั้ง 6 ชุดมา ยังไม่เคยมีการประชุมกันเลย ผลงานก็ยังไม่มี หากคณะกรรมการทั้ง 6 ชุดดังกล่าว ทำงานตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ จะเกิดผลดีทั้งต่อมหาเถรสมาคมและพระพุทธศาสนา โดยคณะกรรมการดัง-กล่าวจะมีอำนาจพิจารณาเรื่องที่ดูแลอยู่ได้ทันที และ นำแจ้งมหาเถรสมาคมเพื่อทราบเท่านั้น จะส่งผลให้งานคณะสงฆ์ทั้ง 6 ด้านสามารถดำเนินการได้ อย่างมีประ-สิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น

ที่เป็นผลดีกว่านั้นคือ งานที่คั่งค้างและจ่อคิวรอเข้าสู่การพิจารณาของมหาเถรสมาคมก็จะลดน้อยลง และเรื่องที่จะเข้าสู่การพิจารณาก็จะเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะเกิดผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาในภาพรวมเป็นหลัก

“มหาเถรสมาคมก็ทราบปัญหาดังกล่าว และได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด โดยมี พระพรหมเมธี เป็นประธาน เพื่อติดตามและปรับปรุง คณะกรรมการทุกชุดที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้งขึ้น รวมถึงคณะกรรมการทั้ง 6 ชุดที่จะ

ต้องทำหน้าที่คอยกลั่นกรองเรื่องเสนอมหาเถรสมาคมด้วย ซึ่งขณะนี้ได้มีการพิจารณาปรับปรุงเสร็จแล้ว กำลังเตรียมที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของมหาเถรสมาคม และเพื่อยืนยันว่าคณะกรรมการทั้ง 6 ชุดดังกล่าว เมื่อปรับปรุงแล้ว จะทำงานตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ก็จะมีการเสนอต่อมหาเถรสมาคมเพื่อออกเป็นระเบียบมหาเถรสมาคม ให้กรรมการทั้ง 6 ชุดปฏิบัติตาม และที่สำคัญจะคัดเลือกพระสงฆ์ ที่เป็นพระทำงานเข้ามาเป็นกรรมการให้กับกรรมการทั้ง 6 ชุดสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่” โฆษกมหาเถรสมาคมกล่าว

ทีมข่าวศาสนา เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันเป็นยุคที่เกือบทุกเรื่องราว ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การมีข้อมูลที่เจาะลึกและถูกต้อง จึงนับเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง หลายเรื่อง เช่น การตั้งวัด การเปลี่ยนชื่อวัด การตั้งสำนักปฏิบัติธรรม จึงไม่น่าจะต้องขึ้นมาถึงระดับมหาเถรสมาคมพิจารณา โดยน่าจะตัดสินและจบได้ด้วยการพิจารณาของคณะกรรมการชุดดังกล่าว งานของมหาเถรสมาคมก็จะรวดเร็วขึ้น ทันกับสถานการณ์และเหตุการณ์ปัจจุบัน

ทั้งเรายังมองด้วยว่า การให้ความสำคัญต่อคณะกรรมการของทั้ง 6 ชุด เท่ากับมหาเถรสมาคม เปิดโอกาสให้พระรุ่นใหม่ๆ ซึ่งรวมไปถึงพระอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง ได้แสดงฝีมือและความสามารถ

เพราะการสร้างพระรุ่นใหม่ ที่มีความสามารถ คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พระพุทธ ศาสนาดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างมั่นคง.

ผู้เขียน:
ทีมข่าวศาสนา
ที่มา:
ไทยรัฐ

ในสภาพทุกวันนี้วัดบ้างวัดได้สร้างมานานมากแต่กลับเป็นวัดที่ตกสำรวจ และมีการยื่นเอกสารเพื่อให้ได้มาซึ่งใบสำคัญในการตั้งวัดให้ถูกต้อง แต่เกิดความล้าช้า เนินนานหลายปีวัดที่ส่งเรื่องไปที่หลังกลับได้รับการแต่งตั้งก่อน ทั้งที่บางวัดก่อสร้างที่หลังกลับได้สิทธิก่อน แต่วัดที่สร้างมาก่อนกลับเป็นวัดที่ตกสำรวจ

แสดงความคิดเห็น