ความคืบหน้ากรณีกระแสการต่อต้านภาพ “ภิกษุสันดานกา” ขององค์กรทางพระพุทธศาสนา 53 องค์กร ล่าสุดทาง มหาวิทยาลัยศิลปากร ออกมายืนยันว่า จะไม่มีการยุติการแสดงภาพดังกล่าวนั้น นายจุมพล อภิสุข ประธานสมาพันธ์ศิลปินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามที่กลุ่มองค์กรทางพระพุทธศาสนา 53 องค์กร ได้ออกมาเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยศิลปากรและคณะกรรมการตัดสินรางวัลศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 53 ถอดการแสดงผลงานจิตรกรรม “ภิกษุสันดานกา” ของ นายอนุพงษ์ จันทร อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ด้วยข้อกล่าวหาว่า ดูหมิ่นเหยียดหยามพระสงฆ์ ทางเครือข่ายฯ พิจารณาแล้วว่า ผลงานชิ้นนี้ได้สะท้อนปัญหาของพระสงฆ์ไทยจำนวนหนึ่งที่เสื่อมทรามลง มีวัตรปฏิบัติที่มิได้อยู่ในคำสอนของพระพุทธองค์ เผยแผ่แต่ไสยศาสตร์สร้างความงมงาย ไม่ได้เผยแผ่ธรรมะ การแสดงออกของศิลปินเต็มไปด้วยใจบริสุทธิ์ เพื่อเตือนสติสังคม มิได้มีเจตนามุ่งร้ายทำลายพระสงฆ์ และพระศาสนาแต่อย่างใด ดังนั้น เครือข่ายศิลปินฯ ขอสนับสนุนมหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะกรรมการตัดสินรางวัล ที่จะไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้อง และขอเรียกร้องให้องค์กรทางพระพุทธศาสนา 53 องค์กรยุติการประท้วงและฟ้องร้องต่อศาล เพราะเป็นการข่มขู่ศิลปิน อันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของสงฆ์
ด้าน ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนทราบมาว่ามหาวิทยาลัยศิลปากร จะหยุดแสดงภาพดังกล่าวในส่วนภูมิภาค เรื่องก็น่าจะยุติ ส่วนที่จะไปฟ้องศาลนั้น คงจะฟ้องไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องที่กระทบกับความมั่นคงของประเทศ.
ขอขอบคุณ คุณsohunpung ที่กรุณาติดตามกระทู้พระไทย มาตลอด อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าแฟนพันธ์แท้จริงๆครับ ผมมั่นใจว่าสมาชิกพระไทยอาจไม่มากเท่าใดนัก ถ้าเทียบกับเวปโลกๆ โดยเฉพาะ เวปที่หมกมุ่นในกามคุณ สมาชิกล้นจอเลย ผมชอบธรรมะ มากกว่า อย่างน้อยมุมมองอาจแตกต่างกัน ผมถือคติว่า "ความคิดเห็นอาจแตกต่างกันได้ ขัดแย้งกันได้ เถียงกันได้ แต่ต้องไม่โกรธกัน" ภาษาธรรม เรียกว่าเป็นการ "สอบอารมณ์"
พวกเราชาวพุทธโชคดี ที่พระพุทธองค์ ทรงให้เครื่องมือปราบอารมณ์"โกรธ" ไว้ ๓ ระดับ
๑. ระดับ"ศีล" ระมัดระวัง "ศีล" ข้อ ๔ ว่าด้วย ไม่พูดเท็จ ไม่พูดหยาบ ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดเพ้อเจ้อ ถ้าเว้นจากวาจา ๔ ได้ก็ไม่มีการกระทบกระทั่งกัน ข้อนี้เป็นการกำจัดกิเลศขั้นหยาบทาง กาย๓ และวาจา๔
๒. ระดับ"สมาธิ" ประโยชน์ของผู้เข้าถึงสมาธิ คือ การกด-ข่มอารมณ์"โกรธ" ภาษาธรรม เรียกว่า "ขุ่นไว้ข้างใน ใสไว้ข้างนอก"
๓. ระดับ"ปัญญา" มีพื้นฐานจากการฝึกสมาธิ ซึ่งมีการ"เพ่ง" เป็นอารมณ์ แต่"ปัญญา" เรียกว่าวิปัสสนา มีการ"ตามรู้ "อารมณ์ ที่เกิดจาก "สติปัฏฐาน๔ " เมื่อฝึกให้ชำนาญจนเห็น"พระไตรลักษณ์" ย่อมได้ชื่อว่า"ดวงตาเห็นธรรม" เจตสิกที่ใช้มากที่สุดคือ "สัมมาสติ"( ๑ ใน๒๕ ของกุศลเจตสิก๒๕ ดวง) "สัมมาสติ"ตัวนี้แหละ ที่เรียกว่า "ช้าๆได้พร้าเล่มงาม" ใครเคยฝึก"วิปัสสนากรรมฐาน" ที่มีการเดินจงกรม จะเข้าใจดี ว่าทำไมพระอาจารย์ผู้ฝึกสอน จึงต้องให้ลูกศิษย์บริกรรมในใจ ว่า "หนอ..........." ทุกอริยาบท ทั้งท่ายืน ท่าเดิน ท่าหยุด ท่าหัน ท่านั่ง พระอาจารย์ จะเน้น "หน.......อ.."ให้นานที่สุด เพื่อให้ "สติ อารมณ์ จิต "รวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน นี้ก็เป็น สมาธิ เช่นกัน ถ้ากำหนดเร็วไป จะไม่เห็นการทำงานของ "สติ อารมณ์ จิต" ภาษาฝรั่งเรียก "slowmotion" พระมักเปรียบเทียบการทำงานของจิต เหมือนการฉายภาพยนต์๑๖ มิลล์ ๓๕ มิลล์ โบราณ ฉะนั้นประโยชน์ของผู้เข้าถึง "ปัญญา" กรณี โกรธหรือ ทุกขเวทนา นี้คือ "ยิ้มได้ เมื่อภัยมา" การฝึกวิปัสสนา ก็เพื่อให้เห็น "อัตตา"ของเรา เราเป็นทุกข์ เพราะมี"อัตตา" เป็นของเรา แต่พระบรมศาสดาบอกว่า "ธรรมมา อนัตตา" ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ก็ทุกข์ ไปตลอดชีวิต ( กิจญาณ ๔ ในอริยสัจจ ๔ ทุกข์ควรกำหนดรู้ สมุทัยควรกำหนดละ นิโรธควรทำให้แจ้ง และมรรคควรทำให้เจริญ ฉันใด อัตตาควรกำหนดรู้ อัตตาควรกำหนดละ อนัตตาควรทำให้แจ้ง อนัตตาควรทำให้เจริญ ก็ฉันนั้น) โดยสรุป การจะเข้าถึง"อนัตตา" ต้องรู้จัก"อัตตา"จึงจะรู้จริง ตรงนี้แหละที่ยาก เพราะครูอาจารย์ ทั้งพระ ทั้งฆารวาสมองข้าม"อัตตา" สอนแต่"อนัตตา" เปรียบเหมือน สอนเด็กอนุบาล ให้เรียนปริญญาเอกทีเดียว
การฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ที่มีพื้นฐานจาก"ช้าๆได้พร้าเล่มงาม" เมื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน จะรู้ว่า เมื่อรถเราวิ่งกลาง และฝ่ายตรงข้ามก็วิ่งกลาง แต่ใหญ่กว่า และวิ่งเร็วกว่า "สัมมาสติ ที่ฝึกดีแล้ว จะบอกว่า"หลบดีกว่า"
อีกนัยหนึ่ง "ทางสายกลาง" หรือ"มัฌชิมาปฏิปทา" ที่พระบรมศาสดาทรงค้นพบก่อนตรัสรู้"อริยสัจจ๔" หลังบำเพ็ญทุกข์กริยาอย่างอุกฤษ มาจากเสียงพิณ ๓ ระดับ หย่อนไปเสียงก็แปร่ง๑ ตึงไปเสียงไม่เพราะสายอาจขาดได้๑ และพอดีๆเสียงก็เพราะ ๑
กรณี"ภิกษุสันดานกา" ต้นเหตุมาจาก หนุ่มศิลปากร ๆคนนี้ ก็เหมือนกับสื่อมวลชนทั่วๆไป ที่ประสบสิ่งที่เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู ฯลฯ จะรีบนำเสนอสังคม เพราะเป็นอาชีพทำมาหากินของเขา ภาษาทหารเรียก"ข่าวสาร" คือยังไม่มีการกลั่นกรองแต่ประการใด ให้สังคมกลั่นกรองกันเอง ถ้าวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ข่าวนั้นดัง เจ้าของข่าวจะได้ค่านำเสนอสูง เป็นยอดปรารถนาของสื่อมวลชนอยู่แล้ว บังเอิญหนุ่มศิลปากรคนนี้คงมีนิสัยเช่นสื่อมวลชนทั่วไป การไปตอแยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิอื่นศาสนาอื่น แกมีสิทธิ์"ไม่ได้แจ้งเกิด"แน่ๆ สู้เล่นกับไทยๆดีกว่า รู้ว่าอย่างไรพี่ไทย"โกรธง่ายหายเร็ว"อยู่แล้ว พระไทยมีปัญหาผิดธรรมวินัย เมื่อใด สื่อฯลงข่าวเกรียวกราว ก็ไม่เห็นมี"โฆษกพระ" มาแก้ข่าว ปล่อยให้ "ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์"
มองแบบสายกลาง หนุ่มศิลปากรก็สุดโต่งทาง"หย่อน"เกินไป คล้ายสาวใส้ให้กากิน ทางฝ่าย๕๓ องค์กรฯอาจ"ตึง"ไป คล้ายครูใหญ่ลงโทษเด็กอนุบาลปานนั้น ข้อสังเกตุ มหา"ลัย ใกล้ๆวัดมหาธาตุ ทั้งนั้นที่มีปัญหา เหมือน"ใกล้เกลือกินด่าง" ปัญหาระดับชาติก็ตรงนั้นแหละ
ทั้ง๕๓ องค์กรฯ ลองระดมมันสมองแก้ปัญหาดูซิครับว่าจิตวิญญาณของ"เด็กอนุบาล"(ทั้งๆที่คุณวุฒิ วัยวุฒิเกินวัยแล้ว) จะพัฒนาให้จิตวิญญาณสูงขึ้น เป็น ประถม มัธยม ถึงอุดมศึกษาจนจบการศึกษาได้รับปริญญา ได้อย่างไร ท่านมีหน้าที่อบรมบ่มจิตวิญญาณโดยตรงอยู่แล้ว ปัญหามันอยู่ตรงไหน การเลี้ยงเด็ก แล้วเด็ก"ไมรู้จักโต" ครูต้องรับผิดชอบด้วยนะครับ
บางครั้งเพื่อจะหลบรถที่วิ่งสวนทางมาด้วยความเร็วสูง....
เราเลี้ยวมาทางซ้ายหน่อย ๆ ก็น่าจะดีนะ
หากเราก็วิ่งเลนกลาง....อีกฝ่ายก็วิ่งเลนกลาง
.....ชาวบ้านชาวเมืองเขาเรียกว่า...ประสานงา.
๑. กรณีภาพ"ภิกษุสันดานกา" กับการต่อต้านขององค์กรพระพุทธศาสนา ๕๓ องค์กร ซึ่งบัดนี้เวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว ผมคิดว่าอารมณ์ฝ่ายต่อต้านคงบันเทาเบาบางในระดับหนึ่ง และเชื่อแน่ว่าอีกไม่นานก็จะมีปัญหาอื่นๆให้องค์กรฯ ได้แก้ไขต่อไปเรื่อยๆ
๒. ในฐานะที่พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งปัญญา พระคุณเจ้า และอุบาสกอุบาสิกา ที่เข้าถึงพระธรรม คงต้องให้อภัยกับผู้รู้น้อย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจำ ตั้งแต่ปลัดกระทรวง หรือข้าราชการการเมืองระดับสูงสุด ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ลงมา เพราะหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ เป็นต้นมา เมืองไทยเกือบจะเรียกได้ว่า เป็นเมืองที่ไม่มีศาสนาก็ว่าได้
๓. พระพุทธศาสนาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มองดีๆคล้าย "สำนักตักศิลา" สมัยพุทธกาลโน้น ใครใคร่เรียนเรียน ใครใคร่เข้าค่ายปฏิบัติธรรมก็เข้าไปปฏิบัติกัน ๓ วันบ้าง ๕ วันบ้าง ๗ วันบ้าง แล้วแต่ละสำนักจะสะดวก ปัจจุบันสำนักสอนธรรมะ มีทั้งพระ และฆารวาส ติดตามฟังอย่างเป็นกลาง จะเห็นฆารวาสบางสำนักที่มีลูกศิษย์ลูกหามากหน่อย จาบจ้วงคำสอนพระคุณเจ้าที่มีชื่อเสียงก็มี ทั้งพระ ทั้งฆารวาส ต่างอ้างเป็นคำสอนของพระบรมศาสดาทั้งสิ้น
๔. คำสอนของพระคุณเจ้า และฆารวาส เท่าที่สังเกตุ มีข้อแตกต่างตรงกันข้าม และอย่างไรก็ต่อไม่ติด ฝ่ายพระคุณเจ้ามีมุมมองว่า พระพุทธศาสนา เป็น"อเทวนิยม" ฟันธงเลยว่า พระพุทธศาสนาไม่ยึดติดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สัตว์นรก เปรต อสูรกาย มนุษย์ เทวดา พรหม ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐาน เป็นความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ก็มิได้ปฏิเสธความเชื่ออย่างสิ้นเชิง แต่ทรงใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้ว แปลงรูปเป็น"ธรรมาธิษฐาน" ที่เรานิยมเรียกว่า"คุณธรรม" นั่นเอง เช่น สัตว์นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน จะมีจิตวิญญาณอยู่ในอบายภูมิ เป็นทุกข์เป็นโทษเป็นบาปเป็นอกุศล ยังหนาแน่นด้วยโลภะ โทสะ โมหะหรือกิเลศหนาปัญญาหยาบ แล้วแต่จะเรียก พวกที่ยังมีอวิชชาหนาแน่น และไม่ได้พบพระพุทธศาสนา จิตวิญญาณเขาเหล่านั้นจักต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนั้นไม่มีที่สิ้นสุด เป็นกรรมพันธ์ชนิดหนึ่ง ส่วน"คน" เป็นลักษณะกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว ภาษาบาลีไม่มีคำว่า"คน" มีแต่"มนุษย์" เราจะใช้คำว่ามนุษย์ กับสัตว์ในอบายภูมิว่า "มนุษย์สเปโตบ้าง มนุษย์เดรัจฉานโนบ้าง กับคนที่อยู่ในกามภูมิว่า มนุษย์เทโวบ้าง
๕. ปัญหาคำสอนที่ขัดแย้งซึ่งตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ที่ฝ่ายฆารวาสอ้างว่าเป็นคำสอนของพระบรมศาสดา ก็ไม่ผิด เพราะมีปรากฎในพระไตรปิฎก ๆ เปรียบเสมือน"รัฐธรรมนูญ" ฉบับหนึ่ง ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไขโดยชอบธรรม หรือไม่ถูกปฏิวัติรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ผู้อยู่ในรัฐนั้นๆ ก็ต้องปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้นๆ (ติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้ดี) พระไตรปิฎกก็เฉกเช่นกัน
๖. ทำใจให้กว้างสักนิด ถ้าเรายอมรับเป็นสากลว่า กฎหมายใครออกก็ต้องเกื้อกูลกับฝ่ายนั้น เช่นใน๑๐๐% มี๔๐% เป็นกลางๆปฏิบัติเท่าเทียมกันทั้งฝ่ายปกครอง และถูกปกครอง อีก ๖๐% จะหมกเม็ดซ่อนเร้นผลประโยชน์บางอย่างไว้ให้ฝ่ายปกครองได้รับ ซึ่งเป็นธรรมชาติของสัตว์โลก เมื่อชนะการแข่งขันย่อมได้เปรียบคู่แข่งขันอยู่แล้ว และก็เป็นธรรมชาติของคนไทยที่ไร้ศาสนาในหมู่นักปกครอง (มีแต่สร้างภาพให้ดูเหมือนมีเท่านั้น) เมื่อได้รับชัยชนะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ที่คิดว่าพวกตนเสียเปรียบให้เกื้อกูลกับพวกตนมากที่สุด นี่ไงละครับ ที่เมืองไทยถึงทะเลาะไม่เลิก คนไร้ศาสนาจึงไม่ต่างจากสัตว์ในอบายภูมิเท่าใดนัก
๗. พระไตรปิฎกก็เช่นกัน เรารู้เพียงแต่ว่าพระพุทธศาสนาถูกรับเป็นศาสนาคู่สถาบันพระมหากษัตริย์กรุงสุโขทัย มาไม่ต่ำกว่า๘๐๐ ปีแล้ว เช่นกันการปกครองในระบอบกษัตริย์ไทยจะมีวิถีของศาสนาพราหมณ์เป็นรูปแบบ พระมหากษัตริย์ได้รับการยกย่องเสมือน"สมมุติเทพ"ของศาสนาพราหมณ์ วิถีพราหมณ์เป็นวิถีชีวิตของคนไทยมากกว่าวิถีพุทธแน่นอน ดูได้จากที่"สมเด็จพระปิยะมหาราช ล้นเกล้าฯรัชการที๕" ของพวกเรา ทรงประกาศเลิกทาส ประมาณ๑๐๐ ปีมานี่เอง ระบบทาสเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คนไทยยอมรับวิถีพราหมณ์เช่นคนอินเดียเหมือนกัน ๗๐๐ ปีที่ดำรงความเป็นทาสของคนไทย จึงยากที่จะให้คนไทยส่วนใหญ่มีจิตวิญญาณเป็นอิสระ สมดังพุทธภาษิตที่ว่า "ฝูงสัตว์ต้องต้อน ฝูงชนต้องนำ"
๘. เมื่อวิถีพราหมณ์ เป็นวิถีชีวิตคนไทยส่วนใหญ่ เหล่าพราหมณ์โบราณเปรียบเหมือน นักกฎหมายของพระราชา การยอมรับพระพุทธศาสนาคู่สถาบันกษัตริย์สมัยกรุงสุโขทัย พระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนา กับคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วงของพราหมณ์ จึงไม่พ้นเป็นตัวบทกฎหมายปกครองบ้านเมืองด้วย
๙. แต่อย่าลืมว่า การกำเหนิดพระพุทธศาสนาของพระบรมศาสดา ทำให้ศาสนาพราหมณ์เสียผลประโยชน์ที่เคยได้รับมากมาย มีการต่อต้านทุกรูปแบบแม้ขณะพระพุทธองค์ทรงพระชนม์ชีพอยู่ เมื่อพระพุทธองค์ทรงพระปรินิพพาน ศาสนาพราหมณ์จึงฟื้นคืนตัวอีกครั้ง พิสูจน์ได้จากสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงจับสึก พวกพราหมณ์ที่ปลอมปนมาบวชเป็นพระภิกษุ แต่ย่อหย่อนในพระธรรมวินัย เป็นจำนวนมากมาย หลังสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ยังไม่มีประวัติพระราชาพระองค์ใดจริงจังเช่นพระองค์ท่าน
๑๐. เมื่อศาสนาพุทธ กับศาสนาพราหมณ์ซึ่งแข่งขันกันอยู่ในที อยู่ที่ว่าพระราชาพระองค์ใดจะโปรด"วิถีไหน"มากกว่ากัน ฉะนั้นพระไตรปิฎกซึ่งพุทธบริษัทไทยถือเป็นคัมภีร์หลักของพระพุทธศาสนา มีการสังคายนาถึง ๑๐ ครั้ง เป็นไปได้ไหมว่าเนื้อหาที่ปรับปรุงจะมีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ฉบับที่๒ เรื่อยๆมาจนถึงฉบับสุดท้าย จนมีพระคุณเจ้าบางรูปถึงกับกล้าประกาศว่า พระไตรปิฎกมีเนื้อแท้ๆเพียง๔๐% อีก ๖๐% เป็นเนื้องอก หรือส่วนเกิน
๑๑. เมื่อผู้รู้ กับผู้รู้ แนวความคิดขัดแย้งกันในพระไตรปิฎกฉบับเดียวกัน ก็ต้องถกเถียงกัน สมัยเราไม่มีพระพุทธองค์ทรงแก้ปัญหาให้แล้ว ใครล่ะครับที่จะ"ใช่เลย" แม้พระบรมศาสดาจะให้"กาลามสูตร๑๐"ไว้ตรวจสอบพระธรรมวินัย หลังพระพุทธองค์ทรงละโลกไปแล้ว ใครจะเชื่อใคร มื่อไม่ยอมรับกัน ก็แยกวงอยู่ ดูซิครับ เพียงพระบรมศาสดาละโลกเพียง ๓ เดือน พระสงฆ์ก็แยกเป็นเถรวาท กับมหายานแล้ว เฉพาะเมืองไทย ที่องค์การสหประชาชาติยกย่องให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก ยังมีทั้งธรรมยุติ มหานิกาย มหาเถรสมาคม สันติอโก ธรรมกาย สำนักสงฆ์หลวงพ่อนั่น หลวงพี่นี่ อุบาสกโน้น อุบาสิกานั้น สำนักถิ่นกาขาว สำนักสวนโมกข์ ฯลฯ แล้วจะไปเหลืออะไรกับพระพุทธศาสนในเมืองไทย
๑๒. เห็นใจสำนักพุทธสมาคมทั้ง ๕๓ แห่งครับ แค่เรียกร้องบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติด้วยใจจริงแท้ๆ ๒ รัฐธรรมนูญแล้วยังตกรอบจนได้
๑๓. ผมมีข้อเสนอเก่าๆครับ
๑๓.๑ อัญเชิญพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ซึ่งทรงเป็นพุทธมามกะ และเป็นอัครศาสนูปถัมภก ตามรัฐธรรมนูญ ในเรื่อง "การสร้างคนดี"
๑๓.๒ พุทธบริษัท ควรเริ่มจากนายกรัฐมนตรี และสมเด็จพระสังฆราชหรือมหาเถรสมาคม ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง(สำนักพระพุทธศาสนา และกรมการศาสนากระทวงวัฒนธรรม) กับมหาชน ทั้งฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายค้าน และฝ่ายต่อต้านรัฐบาล พ่อค้าประชาชน อุบาสก อุบาสิกา ที่นับถือพระพุทธศาสนา หรือตามบัตรประชาชน รณรงค์มรดกธรรม มรดกไทย ที่ถือเป็นวัฒนธรรมไทย และอารยธรรมไทยเก่าแก่แต่ทันสมัย นั่นคือ " วันโกน วันพระ " กลับคืนสู่ประเทศไทยให้ได้ โดยไม่กระทบกระเทือน วันเสาร์-อาทิตย์ เดิม(ซึ่งเกื้อกูลการประกอบศาสนกิจคนไทยที่นับถือศาสนาคริสต์) และเผื่อแผ่ความเมตตาให้กับคนไทยมุสลิม ที่นับถือศาสนาอิสลาม โดยพิจารณาวันพฤหัส-วันศุกร์ ให้พี่น้องชาวมไทยมุสลิมด้วย
๑๓.๓ คงไม่ต้องแนะนำนะครับว่าจะทำอย่างไร อุปมานาฬิกาตราบใดมีถ่าน มีไฟก็ยังเดินได้ไม่มีวันหยุดฉันใด (หรือแม้แต่ ร้านสะดวกซื้อเช่น ร้านเซพเว่น อีเลฟเว่น หรือการไฟฟ้า ประปา โทรศัพย์ โรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ฯลฯ เขามีเวรหมุนเวียนตลอด ๒๔ ชม.) การหยุดราชการเพื่อ การพักผ่อน๑ วัน และปฏิบัติศาสนกิจ๑ วัน น่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะนำพาประเทศไทยย่างสู่อารยประเทศ
๑๓.๔ ขออย่างเดียวครับอย่าลืม พุทธภาษิต ๓ ประการ
"ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว"
" กิเลศหนา ปัญญาหยาบ"
และ " ฝูงสัตว์ต้องต้อน ฝูงชนต้องนำ "
พุทธภาษิต ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุดครับ เพราะคนไทย ตัวเป็นไทย ใจเป็นทาส มานานกว่า๗๐๐ ปี ท่านนายกรัฐมนตรี และคุญหญิง คงต้องขยันตื่นเช้าวันพระหน่อยนะครับ อย่าเอาอย่างท่านจอมพล ป. ฯ ที่กรุณาหยุดวันพระ กับวันอาทิตย์ แต่ปฏิบัติได้๒ ปี ก็ยกเลิก เพราะไม่มีใครเข้าวัดวันพระ ขาดผู้นำสำคัญ คงจะได้แค่ คุณ น่ะ ทำ มิใช่ คุณธรรม
๑๔. หวังว่าพระคุณเจ้า คงให้อภัยกับผู้รู้น้อย ที่ห่างเหิรพระพุทธศาสนเป็นเวลานาน ซึ่งมักกระทำความรำคาญใจให้กับพุทธมามกะที่ใฝ่ในธรรม สูงกว่าพวกเขาเหล่านั้นและ รณรงค์ "วันโกน-วันพระคืนมา จะไม่พาเมืองไทยพินาศ"
นมัสการมาด้วยความเคารพครับ
ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ไปฟ้องศาลนั้น คงจะฟ้องไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องที่กระทบกับความมั่นคงของประเทศ
ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คนไทยเชิดชูสามสบันนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับชาติ แต่ความมั่นคงของศาสนาละ ไม่มีใครคิดเลยหรือ
การแสดงออกทางศิลปะไม่ควรเหมารวมทั้งหมดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น ผมเชื่อว่ามีพระสงฆ์ไทยบางรูปที่เสื่อมทรามลง มีวัตรปฏิบัติที่มิได้อยู่ในคำสอนของพระพุทธองค์ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่จากภาพของนายอนุพงษ์ จันทร วาดแบบรวมเหมาทั้งหมด เพราะไม่ได้ระบุว่าชื่อพระอะไร แล้วบอกว่านี่เป็นการแสดงออกทางศิลปะที่บริสุทธิ์เพื่อต้องการะท้อนให้เห็นภาพอีกมุมหนึ่งของพระสงฆ์ไทย
ผมถามหน่อย ถ้ามีคนวาดรูปสุนัขแล้วนำชุดครุยของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แล้วพูดว่านี่เป็นภาพศิลปะเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันฯ นี้ มีนิสิตที่ประพฤติตัวไม่ดีเข้ามาศึกษาอยู่ พวกคุณที่ออกมาด่าพระสงฆ์และประชาชนที่ออกมาประท้วงภาพดังกล่าวคุณจะยอมรับคำพูดนี้ได้ไหม ลองทบทวนดูใหม่ดีมั๊ย
ภาพนี้ ดี และมีประโยชน์ต่อพระศาสนามาก ครับ ขอย้ำว่า..มีประโยชน์มาก ๆ
แต่ ..แต่ ...แต่ ต้องให้พระภิกษุสามเณรดูเพียงเท่านั้น ....ห้ามให้เยาวชนดูเป็นอันขาด
และ...ที่ท่านทั้งหลาย กำลังวิจารณ์พระสงฆ์ด้วยจิตอกุศล..สร้างบาปให้ตนเองอยุ่ในขณะนี้ ...ก็เพราะรูปนี้เป็นเหตุมิใช่หรือ
เดี๋ยวนี้ เยาวชน เปลี่ยนศาสนากันเยอะมากครับ แต่พวกเขายังไม่กล้าบอกพ่อแม่...ลองเข้าไปเว็ปคริสต์ดู...
อยู่มาวันหนึ่ง ลูกมาบอกว่า เขารับพระเจ้ามา 10 ปีแล้วครับ .....คุณจะรู้สึกอย่างไร
แสดงความคิดเห็น