ผลสำรวจพบพุทธศาสนิกชนไทยไกลวัด-ห่างธรรมะ

วันนี้ (24 ส.ค.) ที่วัดยานนาวา  มีการแถลงข่าว “เข้าวัดทุกวันอาทิตย์  ชีวิตเป็นสุข  ” โดย พญ.ผกา วราชิต โครงการวัดเป็นศูนย์กลางสร้างสุขของชุมชน กล่าวว่า การสำรวจ “พุทธศาสนิกชนกับการทำกิจกรรมทางศาสนา” ของเครือข่ายครอบครัว  เมื่อเดือน  พ.ค. ที่ผ่านมา พบว่ากิจกรรมทางศาสนาที่ทำร่วมกันมากที่สุดคือ  ตักบาตร  57.5%   มีโอกาสฟังธรรมเพียง  8.2% เท่านั้น, นั่งวิปัสสนา  3.2%    เมื่อถามถึงความถี่ของการทำกิจกรรมทางศาสนา  42.7% ทำเพียงเดือนละครั้งเดียว, รองลงมา 30.3% แล้วแต่โอกาส,  11.2% ทำ 3 เดือนครั้ง,  8.8% ทำ 6 เดือนครั้ง, อีก 7.1% ทำปีละครั้ง  ซึ่งกิจกรรมที่อยากให้มีในวัดหรือสถานที่เรียนรู้ทางศาสนา คือ 1. มีพระมาบรรยายธรรม 2. มีกิจกรรมสำหรับครอบครัว 3. มีห้องสมุดธรรมมะให้คนทั่วไปมาศึกษา

“ข้อมูลข้างต้นสะท้อนความจริงว่าในขณะนี้พุทธศาสนิกชนห่างวัด ไกลศาสนา จะเข้าวัดเมื่อมีประเพณีสำคัญเท่านั้น บางคนอาจเข้าวัดบ่อยที่สุดเพราะไปงานศพ ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้วัดกลับมาเป็นศูนย์กลางสร้างสุขโดยอาศัยพระธรรมช่วยกล่อม เกลาจิตใจให้สงบสุขและมีสติปัญญา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในวันที่สังคมมีแต่ความร้อนแรง ทั้งความแตกแยกทางการเมือง   เศรษฐกิจที่ซบเซา โครงการสนับสนุนวัดเป็นศูนย์กลางสร้างสุขของชุมชน(วศช.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงจัดโครงการวัดวิถีพุทธเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมายุ 80 พรรษา มีวัดร่วมโครงการ 80 วัดทั่วทุกภาค ดูรายละเอียดได้ที่  www.thaihealth.or.th ” พญ.ผกา กล่าว

พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะประธานอำนวยการโครงการวัดวิถีพุทธเฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า โครงการนี้คำขวัญคือ  “เข้าวัดทุกวันอาทิตย์ ชีวิตเป็นสุข”  วัดที่ร่วมโครงการจะได้ป้าย “วัดวิถีพุทธเฉลิมพระเกียรติ” หลักการคือวัดจัดกิจกรรมทุกวันอาทิตย์ในวัดตลอดทั้งวัน โดยวัดอาจร่วมมือกับชุมชนจัดกิจกรรมให้หลากหลาย เพื่อเด็กและเยาวชนเข้าร่วมได้ ต้องยอมรับว่าเยาวชนเข้าวัดน้อยลง ทางมหาเถรสมาคม ก็เห็นความสำคัญเรื่องนี้ จึงมีมติสนับสนุนให้วัดจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อหาทางส่งเสริมให้เยาวชนเข้าวัดมากขึ้น

“วัดวิถีพุทธจะเน้นกิจกรรมหลัก 4 ข้อ 1.สงบร่มเย็น สะอาดตา  สว่างใจ คือวัดสะอาด บรรยากาศสงบร่มรื่น 2.สืบต่อพระศาสนา ร่วมใจศึกษาพระไตรปิฎกสนับสนุนให้สาธุชนอ่านธรรมะ 3.บวชเนกขัมมะบารี  คือฝึกตนลดละกิเลส รักษาศีล 8 เป็นเวลา 1 วัน 1 คืน 4.พุทธอาสา สะสมบุญได้  ไม่ต้องใช้เงิน เน้นความเข้าใจที่ถูกว่าการทำบุญหรือทำความดีไม่ต้องใช้เงิน ทางโครงการฯ ได้จัดทำและมอบ “สมุดบันทึกพุทธอาสา”ให้วัดแจกผู้เข้าร่วมกิจกรรมใช้เขียนบันทึกการทำบุญ ทำความดีของตนและในแต่ละเดือน วัดอาจจะประกาศรายชื่อ เชิดชูยกย่องพุทธอาสาที่ทำความดีมากหลากหลายประการ เพื่อสร้างค่านิยมที่ถูกต้องในการยกย่องคนที่ ความดี ไม่ใช่เงินทอง” พระพรหมวชิรญาณ กล่าว

สุดยอดครับ นี่คือควายจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ของคณะสงฆ์ไทย
พระหลวงตาคือผู้รักษาพระศาสนาในชนบท ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ

สงสารก็แต่ฆราวาสญาติโยมเด็ก ๆ บ้านนอกละครับ
วัดแทบไม่ได้เป็นที่พึ่งทางจิตใจภายในอีกต่อไปแล้ว
เข้าไปหาพระก็ไม่ค่อยแจ้งพระธรรม จึงจำมาแถลงไม่กระจ่าง ฆราวาสงง!

ส่วนพระเถรเณรน้อย เรียนเก่ง ๆ เข้า ก็เป็นอันลาสึก หรือไม่ก็อยู่แต่ในเมืองเจริญ
ไอ้ึครั้นมีโครงการออกชนบท พ่อก็ไปนั่ง ๆ นอน ๆ รอกลับ
มิใคร่กระตือรือร้นเผยพระวจนะธรรมอะไร ศาสนาอื่นเขาเลยลากไปจนหมด
"วัด" อยู่ในซอก "โบสถ์" อยู่ยอดเขา

ว่าไป ติดเขี้ยวเล็บให้พระหลวงตาดีกว่าครับ
เพราะพระหลวงตาดูจะใกล้ชิดกับพุทธศานิกชนได้มากที่สุด

ทำไไมพระสงฆ์ที่มีการศึกษาจึงติดในวัตถุโดยเฉพาะพระสงฆ์ในเขตกรุงเทพ ลองหันไปดูแถวชนบทซิว่าพระเณรในชนบทท่านอยู่อย่างไรลำบากขนาดไหน อันที่จริงพระสงฆ์ในกทมมีความรู้มากมายแต่ไม่กล้าไปเผชิญกับโลกความจริงคือความลำบาก ไม่ได้ศึกษาเพื่อที่จะมุ่งมาพัฒนาชนบทให้มีความเจริญเหมือนกับสังคมที่เจริญแล้ว มีแต่พระหลวงตาบวชเป็นเจ้าอาวาส แสดงว่าคณะสงฆ์ไทยฝากพระพุทธศาสนาไว้พระหลวงตาว่างั้นเถอะ ก็ดีเหมือนกัน ขอให้พระทธศาสนาจงเจริญเฉพาะในกรุงเทพ
ส่วนในชนบทก็สุดแล้วแต่เวรกรรมของพระหลวงตานะ เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคมที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปประชุมคณะสงฆ์บุรีรัมย์ จำนวนเจ้าอาวาส ๑๐๐๐ กว่ารูปมี่แต่พระหลวงตาเป็นเจ้าอาวาสมีพระหนุ่มไม่กี่รูป คณะสงฆ์ไทยทำถูกแล้วที่ฝากพระพุทธศาสนาไว้กับพระหลวงตาที่ไม่ทันบ้านทันเมืองอะไร พระหนุ่มมีมากมาย แต่กระจุกอยู่ในเมือง กลัวความยากลำบาก จึงไม่กล้าออกชนบท

.๑. สังคมไทยมีค่านิยม "แฟชั่นผู้นำ" ตรงพุทธภาษิต ที่ว่า "ฝูงสัตว์ต้องต้อน ฝูงชนต้องนำ"
๒. ถ้าความริเริ่มเกิดจาก ท่านนายกรัฐมนตรี กระทำตัวอย่างโดย นรม. และคุณหญิง เช่นเทิดพระเกียรติ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๑ - ๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ และมอบนโยบายนี้ ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง ๗๖ จังหวัด สังคมไทยอาจสามัคคี ไม่แยกขั้วแยกฝ่าย เช่นปัจจุบันนี้ก็ได้
๓. ขอฝากคติธรรมเตือนใจ
๓.๑ ชีวิตตธรรม ๒ (อ่านว่าชีวิต-ตะ-ธรรม) ประกอบด้วย
ก) ชีวิตตโลกุตตร ๒ (อ่านว่า ชีวิต-ตะ-โลกุตตะ-ระ) ได้แก่
๑) อกุศล/บาป/ชั่ว กับ กุศล/บุญ/ดี
๒) ทุกข์ กับ สุข
สิ่งปรารถนาสูงสุดทางจิตวิญญาณ ในพระพุทธศาสนา คือ "ทำดีมีสุข"
ข) ชีวิตตโลกียะ ๒ (อ่านว่า ชีวิต-ตะ-โลกียะ) ได้แก่
๑) โง่ กับ ฉลาด
๒) ขี้เกียจ กับ ขยัน
สิ่งปรารถนาสูงสุดทางโลกีย์ปัญญา ในพระพุทธศาสนา คือ "ฉลาดด้วยขยันด้วย"
ถ้าพุทธศาสนิกชนคนไทย เข้าถึง "ชีวิตตธรรม ๒ " ชีวิตนี้จะดำรงอยู่ด้วย"โลกธรรม ๘" อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แม้จะประสบวิกฤตการณ์อย่างไรก็ตาม

๑. สังคมไทยมีค่านิยม "แฟชั่นผู้นำ" ตรงพุทธภาษิต ที่ว่า "ฝูงสัตว์ต้องต้อน ฝูงชนต้องนำ"
๒. ถ้าความริเริ่มเกิดจาก ท่านนายกรัฐมนตรี กระทำตัวอย่างโดย นรม. และคุณหญิง เช่นเทิดพระเกียรติ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๑ - ๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ และมอบนโยบายนี้ ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง ๗๖ จังหวัด สังคมไทยอาจสามัคคี ไม่แยกขั้วแยกฝ่าย เช่นปัจจุบันนี้ก็ได้
๓. ขอฝากคติธรรมเตือนใจ
๓.๑ ชีวิตตธรรม ๒ (อ่านว่าชีวิต-ตะ-ธรรม) ประกอบด้วย
ก) ชีวิตตโลกุตตร ๒ (อ่านว่า ชีวิต-ตะ-โลกุตตะ-ระ) ได้แก่
๑) อกุศล/บาป/ชั่ว กับ กุศล/บุญ/ดี
๒) ทุกข์ กับ สุข
สิ่งปรารถนาสูงสุดทางจิตวิญญาณ ในพระพุทธศาสนา คือ "ทำดีมีสุข"
ข) ชีวิตตโลกียะ ๒ (อ่านว่า ชีวิต-ตะ-โลกียะ) ได้แก่
๑) โง่ กับ ฉลาด
๒) ขี้เกียจ กับ ขยัน
สิ่งปรารถนาสูงสุดทางโลกีย์ปัญญา ในพระพุทธศาสนา คือ "ฉลาดด้วยขยันด้วย"
ถ้าพุทธศาสนิกชนคนไทย เข้าถึง "ชีวิตตธรรม ๒ " ชีวิตนี้จะดำรงอยู่ด้วย"โลกธรรม ๘" อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แม้จะประสบวิกฤตการณ์อย่างไรก็ตาม

แสดงความคิดเห็น