คุณธรรม (คุณ นะ... ทำ!!!)
________________________________________ ู้
อบรม... คุณ นะ! ทำ
ทุกครั้งที่มีการจัดอบรมคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม สารพัดจะทำ...
พระอาจารย์มักจะได้ยินการบ่นจากผู้ปกครองและครูเสมอ ๆ
ว่า ทำไม? เด็กที่ผ่านการอบรมแล้วบางคนจึงกลับไปมีพฤติกรรมที่ไม่ดีเหมือนเดิม
"อบรมแล้วไม่เห็นดีขึ้นเลย"
เหล่านี้คือคำถามของคณะครูอาจารย์และผู้ปกครองของนักเรียนที่ส่งนักเรียนเข้าอบรม
อาจเป็นเพราะท่านเหล่านั้นคาดหวังกับการอบรมมากเกินไป?
การปรับพื้นโลกที่สูง ๆ ต่ำ ให้เท่ากันมันย่อมเป็นไปไม่ได้ฉันใด
การจะทำให้นักเรียนทุกคนฉลาดทั้งหมด เก่งทั้งหมด และดีทั้งหมด ย่อมเป็นไปไม่ได้ฉันนั้น
แต่อย่างน้อยที่สุด
การลงมือเอารถมาไถพื้นโลกให้เรียบ
ถึงแม้ว่ามันจะทำให้โลกเรียบเป็นหน้ากลองทั้งหมดไม่ได้ก็ตามที
แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำใช่ไหม?
-------------
สิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งหนึ่ง
ที่นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการผู้มาอยู่ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันทุกคนจะต้องได้รับก็คือ
“ประสบการณ์ชีวิต”
ซึ่งหาซื้อไม่ได้...
และไม่สามารถตีค่าออกมาเป็นวัตถุหรือสิ่งของได้
ทั้งในด้านของการเข้าสังคม
การรู้จักช่วยเหลือตนเอง การเข้าใจผู้อื่น
การคิดแก้ปัญหา ความอดทน ความสามัคคี
ความขยัน ระเบียบวินัย
และการได้เข้ามารู้จักและใกล้ชิดพระพุทธศาสนา
---------------------
โดยปกตินั้น
นักเรียนที่ผ่านการอบรมไป
ส่วนใหญ่จะมีทัศนคติที่ดีต่อพระพุทธศาสนา
และมีการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน มากกว่านักเรียนที่ไม่ได้เข้า
แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง
เด็กก็อาจจะหลงลืมคำสอนหรือสิ่งที่ได้เคยปฏิบัติธรรมมา
นี่คือสิ่งธรรมดาเสมอ....
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการพัฒนาคุณธรรมในตัวนักเรียนตลอดเวลา...
คือสภาพแวดล้อม และปัจจัยด้านชีวสังคม ที่กระตุ้นการปลูกฝังคุณธรรมในตัวเด็ก
ทั้งในสถาบันโรงเรียน และสถาบันครอบครัว
ปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งที่จะช่วยพัฒนาคุณธรรมของนักเรียนได้อย่างยั่งยืนที่สุด...
และเป็นตัวแปรที่อาจจะทำให้เด็กไร้คุณธรรมได้อย่างยั่งยืนเหมือนกัน..
ปล.ฉะนั้น! อย่าไปโทษพระหรือเกมส์ GTA เลยครับ
ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่านผมบ่น(จนจบ)ครับ ^^
ท้ายอาสน์สงฆ์
๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๑
- เทวประภาส's blog
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 5613 ครั้ง

ความคิดเห็น
คุณธรรมจะเกิดขึ้นในจิตใจของเด็กได้ดีดังนี้
๑.สถาบันครอบครัวมีคุณธรรมปฏิบัติประจำในครอบครัวอยู่เป็นเชื้อ
๒.สถาบันการศึกษาเน้นการเรียนการสอนทุกวิชาควบคุณธรรมไว้ภายในวิชานั้น ๆ
๓.สถาบันสังคม บุคคลที่สือมวลชนว่าเป็นคนมีชื่อเสียงในสังคมนั้น มีคุณธรรมในตนจริง
๔.บุคคลผู้ทรงเกียรติ ที่สังคมยกย่องนั้น เป็นบุคคลมีคุณธรรมประจักษ์แก่สายตาเด็ก
๕.คำพังเพยไทยว่า ผู้ใหญ่ อย่าขี้ก้อนหลวงให้เด็กเห็น
สำคัญมากคือเชื้อไฟแห่งคุณธรรมของครอบครัว ต้องมีและปฏิบัติกันทุก ๆ ตนในครอบครัวคุณครับ
พระสงฆองค์เจ้าเพียงแต่จุดไฟ หากไม่มีเชื้อเพลิงไฟที่ไหนจะติดครับ
ธมฺมกวิอุบาสก
6 October 2007
12 สัปดาห์ 4 วัน
เออ... ไม่ได้ถามผมใช่ไหมครับ จะได้ไม่ตอบ ฮา ๆ
26 March 2008
17 สัปดาห์ 4 วัน
สงสารแม่ปูใจจะขาด อยากให้ลูกปูเดินตรงทางเสียเหลือเกิน
ถ้าพ่อปู -แม่ปู เป็นพุทธมามกะที่จริง คุณพ่อคุณแม่ปู ควรรู้
๑. อริยสัจจ์๔
๒. ปฏิจจสมุปปบาท
๓. ขันธ์๕
๔. ปรมัตถ์ธรรม ว่าด้วย จิต เจตสิก รูป นิพพาน
๕. ปัญญา๓ ประกอบด้วย สุตมยปัญญา(การฟัง) จินตมยปัญญา(การจินตนาการ) และภาวนามยปัญญา(สมถะ/ฌาน และวิปัสสนา/ญาณ)
๖. สติปัฎฐาน๔
๗. ไตรลักษณ์
๘. ไตรภูมิพระร่วง(วิถีพราหมณ์) ประกอบด้วย กามภูมิ(อบายภูมิ๔-มนุษย์ภูมิ๑-เทวภูมิ๖)
รูปภูมิ๑๖ และอรูปภูมิ๔ ภูมิที่๔(วิถีพุทธ)ได้แก่ โลกุตตรภูมิ๔(โสดาบัน-สกทาคามี-อนาคามี -อรหันต์) เป็นสุดยอดภูมิ ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบการพ้นทุกข์ทางจิตวิญญาณ ที่เรียกว่า"นิพพาน"หรือบรมสุข หรือ"ความว่าง-สูญญัง"
๙. พุทธภาษิต และคำพังเพยบางคำที่ควรทราบ
๙.๑ ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว
๙.๒ กิเลสหนา ปัญญาหยาบ
๙.๓ ฝูงสัตว์ต้องต้อน ฝูงชนต้องนำ
๙.๔ แม่ปู ลูกปู หรือ พายเรือให้โจรนั่ง
๙.๕ ตัดไฟแต่ต้นลม หรือ ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก(ใช้ในการตรวจสอบทุจริต ข้าราชการ-นักการเมือง ตั้งแต่ระดับรากหญ้า ถึงปลัดกระทรวง-นายกรัฐมนตรี)
ทั้ง ๙ ข้อ คงจะขยายคำตอบ คุณ-น่ะ-ทำ และกระทู้ท่านเทวประภาส ในระดับหนึ่ง
• พระสงฆ์สามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้หรือไม่
• เมื่อพระสงฆ์สามารถถ่ายบัตรประชาชนได้ท่านสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้
• รูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์แก่เยาวชนควรมีวิธีการอย่างไรให้เข้าถึงประชาชน
• ทำไมพระแสดงหนังไม่ได้
• เนื่องจากมีการสร้างสถาปัตยกรรมที่สร้างผิดกันมากในปัจจุบัน สำนักพุทธฯ มีการควบคุมสถาปัตยกรรมหรือไม่
• พระสามารถขับรถยนต์ได้หรือไม่
• ผู้หญิงสามารถขับรถไปรับพระสองต่อสองได้หรือไม่
• การเผยแผ่ธรรมควรมีรูปแบบใดที่ชัดเจน
• พระรับใบปวารณาบัตรผิดหรือไม่ เพราะอะไร
• ทำไมพระพุทธเจ้าถึงห้ามพระภิกษุฉันอาหารในตอนเย็น
๑.พระสงฆ์ก็เป็นกลุ่มชนที่เป็นพลเมืองของรัฐ อยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐทุกบททุกมาตรา เหมือนพลเมืองทั้งปวง เมื่อเป็นเช่นนี้พระสงฆ์ย่อมมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ แต่พระสงฆ์อยู่ในระบบพระธรรมวินัย ก็ต้องตรวจตราดูว่า วิถีการเมืองใดขัดต่อพระธรรมวินัย ก็เว้นเสีย วิถีการเมืองใดสอดคล้องกับพระธรรมวินัย พระสงฆ์ก็เดินไปบนวิถีนั้น เช่น กฎหมายว่าด้วยครอบครัวผัวเมีย นี่!พระสงฆ์เว้นเสีย กฎหมายว่าด้วยบัตรประชาชน พระสงฆ์มีกฎระเบียบออก บัตรประชาชนมาก่อนบ้านเมือง ประมาณพ.ศ.๒๔๕๐
เรียกว่าใบสุทธิเป็นเล่มสมุด มีรายการละเอียดมากกว่าบัตรประชาชน พระสงฆ์ต้องพกติดตัวทุก ๆ รูป หากทำบัตรประชาชน ก็คือ รับสภาพเป็นคฤหัสถ์เท่ากับสึกไปแล้ว ส่วนกฎหมายรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติห้ามพระภิกษุ-นักพรต เป็นสมาชิกพรรคการเมือง/กฎหมายยกเว้นพระภิกษุสามเณรและนักพรต ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง พระสงฆ์ก็ไม่เคยเรียกร้องหาสิทธิอันนี้ แต่สนับสนุนให้ชาวพุทธ ไปเลือกตั้ง มิใช่สนับสนุนพรรคหรือนักการเมืองคนใด ๆ พระสงฆ์มีส่วนร่วมทางการเมืองได้ ที่ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัยและสังฆาณัติของพระสงฆ์
๒.พระสงฆ์มีรูปแบบเผยแผ่พระพุทศาสนา ตามหลักการในพระธรรมวินัยและสังฆาณัติ การแสดงหนังมิใช่วิธีการสอนพระธรรมวินัยที่ดี มันเป็นการตีต่างเท่านั้น มิใช่ปฏิบัติจริง จะนำพระธรรมวินัยไปผูกเป็นหนังสอนไม่ได้ผลดีเลย พระสงฆ์กระทำไม่ได้ผิดพระธรรมวินัย อุบาสกอุบาสิกาจะนำเอาพระธรรมวินัยไปผูกเป็นเรื่องราวชีวิตแสดงภาพยนต์ ก็ย่อมทำได้เพราะมิใช่พระสงฆ์ แต่ก็ต้องผ่านการตรวจสอบจากพระสงฆ์ผู้เชี่ยวชานชำนาญการในพระธรรมวินัย และเข้าใจบทบาทของตัวละครเป็นต้น จึงจะไม่ก่อความเสียหายแก่พระศาสนา รูปแบบเผยแผ่ธรรมที่คณะสงฆ์ทำอยู่ปัจจุบันดีอยู่ เพียงแต่ต้องการพัฒนาให้สอดคล้องกับเทคโยโลยีใหม่เท่านั้น
๓.สถาปัตยกรรมของพุทธธรรมไม่มีกำหนดไว้ รูปแบบของสถาปัตยกรรมเป็นศิลปกรรมอินเดีย มาถึงไทยก็รับเอารูปแบบสถาปัตยกรรมไทย พระธรรมวินัยออกแบบเฉพาะผ้าสบงจีวร-บาตร-เตียงนอน-ตั่งนั่ง-ขนาดกว้างแคบของกุฎิ ไม่มีกำหนดรูปทรงว่าต้องเป็นไทย-อินเดีย-ฝรั่ง สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เป็นหน่วยงานรัฐสนองงานพระสงฆ์ ย่อมทำได้ไม่เกี่ยวกับพระสงฆ์ แต่พระสงฆ์ยอมรับรูปทรงสถาปัตยกรรมของรัฐได้อยู่ ไม่มีพระธรรมวินัยห้าม มีแต่ให้อนุโลมตามรัฐนั้น ๆ (ประเทศนั้น ๆ )
๔.ก็น่าจะได้แต่ไม่นิยม เพราะพระธรรมวินัย ห้ามเฉพาะรถ/เกวียนล้อเทียมสัตว์ตัวเมีย และที่สตรีขับเคลื่อน/สตรีเป็นสารถี ปัจจุบันรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ และพลังงานเชื้อเพลิง ก็น่าจะขับเองได้ แต่ชาวพุทธไม่นิยมให้พระสงฆ์ขับรถเอง เพราะไม่งามไม่เหมาะสมกับสมณวิสัย
๕.พระรับใบปวารณาไม่น่าจะผิด เพราะใบปวารณาบอกค่าของปัจจัย ๔ ที่ถวาย ไม่ได้บอกว่าถวายเงินทอง บอกถวายปัจจัยสี่มีค่าเท่านั้นเท่านี้ ให้เรียกจากไวยาวัจกรณ์ คือ เจ้าหน้าที่การเงินสงฆ์ คือ เหรัญญิกของวัด ไม่ใช่ร้องเรียกเอาเงินทอง แต่ร้องเรียกเอาปัจจัย ๔ ตามที่จำเป็น
๖.พระสงฆ์ดำรงชีวิตโดยอาหารที่ชาวบ้านจัดถวาย แค่สองมื้อพระสงฆ์บางคณะก็ยังรู้สึกว่ามากไป คณะสงฆ์นี้เรียกว่าพระป่าฉันเพียงหนึ่งมื้อ เหตุหนึ่งของมื้อที่สาม คือ เป็นมื้อของผู้เสพกาม พระสงฆ์ต้องการตัดกามทั้งหลาย ออกไปจากวงจรชีวิต พระพุทธเจ้า ถือเหตุสองสามประการนี้ห้ามฉันสามมื้อ ทรงมีพุทธบัญญัติเป็นสีลสิกขาไว้
ผมตอบดังนี้ จะถูกใจสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือไม่
อุลาสก กวี ธมมกวิ เฟื่องฟูชาติ เชียงใหม่