ประกาศจากสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง

ขอเชิญเพื่อสมาชิกชาว phrathai.net  ทุกท่านเข้าไปตรวจดูประกาศจากแม่กองธรรมนามหลวงได้แล้วครับ ที่  http://www.gongtham.org/news.php

  

กำหนดวันสอบธรรมสนามหลวง ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๑

           เนื่องจากปีการศึกษา ๒๕๕๑ นี้ มีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งตรงกับกำหนดการสอบนักธรรมชั้นโท - เอก และธรรมศึกษาทุกชั้นตามปกติของสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง คือ วันแรม ๒ - ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ของทุกปี เพื่อให้วัดทั่วพระราชอาณาจักรร่วมจัดงานโดยเสด็จพระราชกุศลพระราชพิธีดังกล่าว สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม จึงเลื่อนกำหนดการสอบนักธรรมชั้นโท-เอก และธรรมศึกษาทุกชั้นออกไป และมีกำหนดให้นักเรียนนักธรรมและธรรมศึกษาเข้าสอบวัดความรู้การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมตามหลักสูตรของคณะสงฆ์ พร้อมกันทั่วราชอาณาจักร ในวันและเวลา ดังต่อไปนี้

นักธรรมชั้นตรี

          วันพุธ ที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ ( ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๑๑ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม
          วันพฤหัสบดี ที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๑ ( ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๑ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาธรรม
          วันศุกร์ ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๑ ( ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๑ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาพุทธ
          วันเสาร์ ที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ( ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๑ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาวินัย

นักธรรมชั้นโท - เอก

          วันศุกร์ ที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ( แรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๒ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม
          วันเสาร์ ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ( แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาธรรม
          วันอาทิตย์ ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ( แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาพุทธ
          วันจันทร์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ( แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาวินัย

ธรรมศึกษาชั้นตรี - โท - เอก

          วันอังคาร ที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ( แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๒ )
                    เวลา ๐๘ . ๐๐ น . - ๑๑ . ๓๐ น . สอบวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๓ . ๕๐ น . สอบวิชาธรรม
                    เวลา ๑๔ . ๐๐ น . - ๑๔ . ๕๐ น . สอบวิชาพุทธ
                    เวลา ๑๕ . ๐๐ น . - ๑๕ . ๕๐ น . สอบวิชาวินัย

สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง

๓๑ กรกฎาคม  ๒๕๕๑

     ตามที่หลายท่านได้แสดงความคิดเห็น ส่วนใหญ่อาจจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าระบบการศึกษาสงฆ์มันตัน พูดง่ายๆ คือไม่เป็นต้องการของตลาด แม้แต่ มส. (มหาเถรสมาคม) แทบไม่มีน้ำยาจัดการ การเรียนการสอน ส่วนใหญ่แล้วมุ่งเน้นไปที่ยศฐาบรรดาศักดิ์ ปีนี้จะเสนอพระครูกี่รูป (ชั้นตรี-โท-เอก) ใครจะเลื่อนเป็นเจ้าคุณบ้าง อยากรู้จริงตอนที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่มันเป็นแบบนี้หรือ นับวันทางพระผู้ใหญ้เองมองไปที่รูปนั้นๆ เป็นเด็กของใคร สายใคร โดยที่ไม่มองไปที่พระธรรมวินัยอันเป็นตัวบทของกฏหมาย คือพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ดีแลเว ชอบแล้ว แล้วนี้อะไร น่าเบื่อ ถึงจะอธิบายไปมากก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยวแปลง     ขอย้อนมาที่การศึกษาสงฆ์ ทุกวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น คณะ มส. ไม่มีปัญญาจัดการสงฆ์แล้วหรือ ที่ต้องให้พระภิกษุสามเณรไปเรียนตามมหาวิทยาลัยดัง ไม่ว่าจะเป็น ม.มหิดล, ม.เชียงใหม่, ม.ราชภัฏ, ม.รามคำแหง,ม.สุโขทัย, และหลายมหาวิทยาลัย รวมทั้ง ม.ของเอกชนก็เยอะ นี้แสดงว่าการศึกษาวิชาการทางพระพุทธศาสนาไม่เป็นที่รอบรับของพระพภิกษุใช่หรือไม่      มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีพระภิกษุไปเรียน เอกวิชาพระพุทธศาสนา ๑๕ รูป ญาติโยม ๑๑๓ คน (คณะเดี่ยว) แล้วที่เหลือไปเรียนอะไร....     บางรูป ไปเรียนนิติศาสตร์ บางรูปไปเรียนการเมืองการปกครอง บางรูปไปเรียนการเมืองระหว่าประเทศ บางรูปไปเรียนนิเทศาสตร์ บางรูปไปเรียนการบริหารการจัดการและการบัญชี บางรูปไปเรียนวิทยาการจัดการ บางรูปไปเรียนการเงินและการคลัง มันสุดยอดพระสงฆ์ไทยยุคอาจารย์เกี่ยวเป็นประธาน มส. ที่เหลืออีกสิบกว่ารูปรอรับแต่ผลประโยชน์จากศาสนสมบัติ นี้ยังไม่รวมที่แอบไปเรียนสายอาชีพ (ปวช.-ปวส.) ที่บางหน่วยรับำพระเณรเข้าเรียน จบมามีงานรองรับอีกต่างหาก คิดๆ ดูมันเท่ไปอีกอย่าง คือมันน่าคิด สำหรับพระสงฆ์ผู้ทรงศีลทั้งหลายเข้าลักษณะที่ว่าข้างในอยากออก ข้างนอกนอกอยากเข้า ธรรมะธรรโม ไม่กระดิกหู แล้วต่อไปจะให้ใครเรียน
ไว้ไว้เป็นข้อคิด หลวงตาบ้านนอก ที่ไม่มีโอกาสเป็นเจ้าคุณ เพราะไม่มีเงินสู้กับผู้มีอิทธิพลได้

ความคิดเห็นผู้เยี่ยมชม เมื่อ 21 กย. 51
"ส่วนใหญ่เจ้าอาวาสทั่วประเทศ นักธรรมตรี ๕๖% นักธรรมโท ๒๗ % ส่วนใหญ๋จบ ป.๔ ร้อยละ ๖๒ ... จบปริญญาตรี ร้อยละ ๓ แล้วจะเอาอะไรไปประกาศ หรือเทศนาสั่งสอนประชาชน นี้แหละคือความล้มเหลวของระบบการศึกษาสงฆ์ ที่มีมานานกว่า ๑๒๐ ปี หลักสูตร ๘๐ - ๙๐ ปีที่แล้วอย่างไร ปัจจุบันก็อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง นับวันบุคคลากรทางศาสนาจะลดลงทุกๆ ปี "
เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อไร  จะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต สังคายนาสงฆ์ไทยเพื่อการพัฒนา สักครั้ง(แค่ฝัน)
อีกมุมมองหนึ่ง     
1. ถ้าเป็นวัดเอกชน เจ้าอาวาสทำอะไรไม่ผิดหรอก เพราะวัดไทยปัจจุบันก็เหมือนร้านอาแป๊ อาโก ขายสินค้า ที่เรียกว่าพุทธพาณิชย์ดีๆนั่นเอง  ลองเปิดวิทยุ เอเอ็ม เอฟเอ็ม ฟังซิ พูดธรรมะ50 เรี่ยไรเงินเข้าวัด50 ธรรมะประเภทตายแล้วขึ้นสวรรค์ทุกสถานี  มันน่าจะเป็นวัดของชุมชนช่วยกันดูแล มากกว่าเรี่ยไรทั้งประเทศ ภิกขุจริงๆ  ญี่ปุ่นยิ่งน่าอนาถพระเจ้าอาวาสมีเมียได้ เมืองไทยคงใกล้เข้าไปแล้ว อีกไม่นานหรอก    
2. ถ้าเป็นวัดหลวง ผู้มีหัวใจในพุทธศาสนาที่เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ และมหาเถรสมาคม สมควรยึดหลักการบริหารแบบสากล มาใช้กับคณะสงฆ์ไทย เช่นกระทรวงทบวงกรมทั้งหลาย เช่น    
2.1 พระเจ้าอาวาส ควรมีพื้นฐานสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางพุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา ไม่สมควรให้พระความรู้ต่ำมาบริหาร พระความรู้ต่ำ ชาวบ้านที่มีความรู้ที่ไหนอยากจะเข้าวัด เทศน์ทีไร ก็ป้วนเปี้ยนแต่นรกสวรรค์ ชาติก่อนชาติหน้า ทำบุญลูกเดียว น่าเบื่อๆๆ    
2.2 พระเจ้าอาวาส และพระระดับบริหารตั้งแต่ เจ้าคณะตำบลขึ้นไป จนถึงสมเด็จพระสังฆราช ควรเกษียณอายุนักบริหารไม่เกิน65 ถึง 70 ปีเป็นอย่างสูง อายุมากๆก็พยุงสังขารตัวเองไม่ไหว แล้วจะบริหารพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ได้อย่างไร สติปัญญาไม่คล่องแคล่วเหมืนพระหนุ่มๆ  เกษียณแล้วมีตำแหน่งพระมหาเถระ จะได้พักผ่อน ปฏิบัติสมถะ วิปัสสนามุ่งพระนิพพานในชาตินี้ให้ได้

2.3 ควรมีสำนักบริหารของพระเจ้าคณะตำบล ไปจนถึงสำนักสมเด็จพระสังฆราชอย่างเป็นรูปธรรม  พระบริหารอยู่ติดวัด ผิดหลักการบริหาร และขัดหลักไตรลักษณ์ อย่างสิ้นเชิง เทศน์สอนชาวบ้านทั้งโลกีย์-โลกุตตรธรรม แต่ผู้สอนปฏิบัติไม่ได้ แล้วใครจะเชื่อ  พระบริหารต้องย้ายสำนักตามตำแหน่ง เมื่อถึงฤดูกาลโยกย้าย (พระสายเถรวาทตามอุดมคติไทย มาแต่ตัวอยู่แล้ว) บางวัดมีเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล อยู่วัดเดียวกัน ไม่รู้จะบังคับบัญชากันอย่างไร  บางวัดเป็นเจ้าอาวาสธรรมดา แต่ต้องปกครองเจ้าคณะอำเภอ เพราะเจ้าอาวาสอาวุโสพรรษากว่าเจ้าคณะอำเภอ  ฯลฯ  คนที่เป็นข้าราชการจะรู้ดีว่า การบริหาร การปกครองคณะสงฆ์ไทย  หลวมๆพิลึก อยู่มาได้ตั้ง 76 ปี (2551-2475) เก่งอัศจรรย์
2.4 พระสงฆ์ ถือเป็นอาชีพนักบวชอาชีพหนึ่ง มีบทบาทเผยแผ่ และรักษาพระศาสนา ถ้าเปรียบเทียบตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เท่ากับปลัดกระทรวง จะทำให้การบริหารทั้งทางโลก และทางธรรมควบคู่กันไปเป็นปกติ มิใช่แยกส่วนอย่างปัจจุบัน เหมือนพระกับชาวบ้านอยู่คนละโลก    
2.5 หลักธรรมคำสั่งสอนในพระไตรปิฎก ควรเป็นเหตุเป็นผล สอดคล้องหลักการทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถพิสูจน์ได้  ว่าวิทยาศาสตร์พิสูจน์สิ่งนอกกาย แล้วสามารถสร้างสรรค์เป็นเทคโนโลยีให้ประโยชน์ และมีความสุขทางวัตถุต่อกายตน เป็นสามิสสุข  ส่วนพระพุทธศาสนา พิสูจน์การเข้าถึงจิตวิญญาณ ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา  ทำอย่างไรให้ผู้เข้าถึงไตรสิกขา ได้รับความสุขตั้งแต่ปกติสุขด้วยศีล  สงบสุขด้วยสมาธิ และบรมสุขด้วยปัญญา ที่เรียกว่า นิรามิสสุขให้ได้  ถ้าทำได้ดังนี้ย่อมได้ชื่อว่า  พุทธศาสนาเกื้อกูลวิทยาศาสตร์  วิทยาศาสตร์ก็เกื้อกูลพระพุทธศาสนาเช่นกัน    
2.6 ถึงเวลาแล้วที่มหาเถรสมาคมต้องปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร การปกครองคณะสงฆ์ไทยให้ก้าวทันโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ถ้านิ่งเมื่อไร เท่ากับหยุดอยู่กับที่ และจะถอยหลังล่มจมลงเรื่อยๆ  แต่ถ้าพัฒนาเมื่อใด  เมืองไทยไม่หยุดเท่านี้ จะเจริญรุ่งเรืองสถาพรนิรันดร์กาลจวบโลกสลาย นั่นแหละ

นับตั้งแต่ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ตาม พรบ. คณะสงฆ์ ๒๕๐๕ แก้ไข พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นมา ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เนื้องหาส่วนใหญ่ เน้นแต่การปกคอง การก่อสร้าง ส่วนการศึกษา แทบไม่มีมาตรไหนระบุที่คณะจัดการศึกษาที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นสายนักธรรม - สายบาลี พอๆ กัน เข้าลักษณะที่ว่าต่างคนต่างทำ แม้แต่แม่กองเอง อย่างเก่งแค่วัดผลประจำปี (จัดสอบ) ไม่รู้ว่าตามหัวเมืองหรือต่างจังหวัดเรียนจบ หรือเรียนเป็นกิจลักษณะหรือไม่ หรืออย่างเก่งออกระเบียบให้เจ้าอาวาสกวดขันให้พระเณรศึกษาพระธรรมวินัย ที่ไหนได้ ส่วนใหญ่เจ้าอาวาสทั่วประเทศ นักธรรมตรี ๕๖% นักธรรมโท ๒๗ % ส่วนใหญ๋จบ ป.๔ ร้อยละ ๖๒ ... จบปริญญาตรี ร้อยละ ๓ แล้วจะเอาอะไรไปประกาศ หรือเทศนาสั่งสอนประชาชน นี้แหละคือความล้มเหลวของระบบการศึกษาสงฆ์ ที่มีมานานกว่า ๑๒๐ ปี หลักสูตร ๘๐ - ๙๐ ปีที่แล้วอย่างไร ปัจจุบันก็อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง นับวันบุคคลากรทางศษสนาจะลดลงทุกๆ ปี โดยที่แม่กอง หรือผู้มีอาจใน มส. ทั้งหลาย ยังไม่มีมาตรการณ์รองรับ เข้าลักษณะที่ว่า " เรียนนักธรรมบาลีดีแค่อยู่ เป็นพระครูเป็นเจ้าคุณเป็นมหา สึกออกไปผลที่ได้คือไถนา อนิจจาการศึกษาสงฆ์แค่นี้เอง " ขอขอบใจ จาก จัวน้อย บ้านนอก

แสดงความคิดเห็น