พุทธมณฑล "ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก" อย่ารอจนสายเกินแก้

มติจากที่ประชุมชาวพุทธนานาชาติเนื่องในวันวิสาขบูชาโลกปี 2548 ที่ไว้วางใจให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาโลก

นับเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว ที่ชาวพุทธทั่วโลกเฝ้าดูการพัฒนาของพุทธมณฑล แต่จนถึงวันนี้ เหมือนทิศทางในการพัฒนาพุทธมณฑลเพื่อยกระดับเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก กลับยังไม่มีความชัดเจน ที่สำคัญ ผู้ที่ดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพุทธมณฑล ซึ่งนับว่าเป็นกลไกหลักที่จะขับเคลื่อนงานพุทธมณฑล ก็ยังไม่มีตัวจริง มีแต่ผู้รักษาการแทนเท่านั้น

และสิ่งที่น่าวิตกที่สุดขณะนี้ คือ ชาวพุทธประเทศต่างๆ เริ่มรอไม่ไหว และหันมาพัฒนาประเทศตัวเองบ้าง เพื่อหวังเป็นศูนย์กลางที่เก็บข้อมูลของพระพุทธศาสนา


พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ในฐานะ ประธานคณะกรรมการสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ เล่าว่า เจตนาของมติที่ประชุมชาวพุทธนานาชาติเมื่อปี 2548 คือ ต้องการให้พุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางของข้อมูลของพระพุทธศาสนาจากทั่วโลก ซึ่งชาติต่างๆเตรียมระบบข้อมูลเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาจากทั่วโลกพร้อมแล้ว เหลือเพียงรอดูแผนแม่บทในการพัฒนาพุทธมณฑลของไทย เพื่อที่จะดูว่าจะเข้ามาให้การสนับสนุนในเรื่องใดได้บ้าง โดยเบื้องต้นจะมีการเข้ามาช่วยพัฒนาห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ รวมทั้งจะมีการรวบรวมพระไตรปิฎกจากทั่วโลกเข้ามาไว้ที่พุทธมณฑล

"ยอมรับว่าการดำเนินการของพุทธมณฑลยังช้าอยู่ และในการร่วมประชุมชาวพุทธระดับนานาชาติแต่ละครั้ง จะถูกสอบถามความคืบหน้าในการพัฒนาพุทธมณฑลโดยตลอด เพราะอย่างประเทศศรีลังกาก็รอดูต้นแบบของพุทธมณฑล เพื่อไปพัฒนาสร้างพุทธมณฑลในศรีลังกา จะถามมาตลอดว่าดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนก็เตรียมที่จะสร้างพุทธมณฑลเช่นกัน ส่วนประเทศญี่ปุ่นก็มีการลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเตรียมสร้างศูนย์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเช่นกัน หากประเทศไทยยังดำเนินการช้าอยู่ก็เป็นไปได้ว่า ต่อไปศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก จะเปลี่ยนจากไทยเป็นประเทศอื่น" พระธรรมโกศาจารย์กล่าว


ขณะที่มหาเถรสมาคมเองก็มองเห็นปัญหาในความล่าช้าของการพัฒนาพุทธมณฑล โดยล่าสุดได้มีมติให้มีการปรับปรุงคณะกรรมการพัฒนาพุทธมณฑลในส่วนของพระสงฆ์ ซึ่ง พระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม กล่าวว่า หลังจากที่ประชุมชาวพุทธนานาชาติมีมติให้พุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา โลก ตั้งแต่ปี 2548 นั้น จนถึงขณะนี้กลับพบว่ายังไม่มีการดำเนินการพัฒนาพุทธมณฑลเท่าที่ควร ประกอบกับคณะกรรมการพุทธมณฑลในส่วนพระสงฆ์นั้นมีหลายรูปที่ได้มรณภาพไป ที่ประชุมมหาเถรฯจึงมีมติให้ปรับปรุงคณะกรรมการพัฒนาพุทธมณฑล ซึ่งขณะนี้ได้มีการคัดเลือกคณะกรรมการเสร็จแล้ว และจะสามารถนำรายชื่อคณะกรรมการพัฒนาพุทธมณฑลชุดใหม่ เสนอที่ประชุมมหาเถรฯได้ในวันที่ 11 ส.ค.นี้

"คณะสงฆ์เห็นว่าต้องเริ่มดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะหลังจากที่ประชุมชาวพุทธโลกมีมติดังกล่าวออกมาจนถึงวันนี้ก็ 3 ปีแล้ว แต่ยังไม่เห็นการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม" โฆษกมหาเถรฯกล่าว

หันมาทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ก็นับว่ามีการส่งสัญญาณที่ดี หลังจากปล่อยมา 3 ปี โดยในเร็วๆนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาฯจะลงนามความร่วมมือกับอีก 6 องค์กรทางพระพุทธศาสนา คือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสำนักงานใหญ่องค์การพุทธศาสนิกชนสัมพันธ์แห่งโลก

เป้าหมายหนึ่งของการลงนามครั้งนี้อยู่ที่การพัฒนาพุทธมณฑล ให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกอย่างแท้จริง

ทีมข่าวศาสนา มองว่า นับเป็นจุดเริ่มที่ดีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จะร่วมมือกับองค์กรทางพระพุทธศาสนาอีก 6 องค์กร ขณะที่มหาเถรสมาคมเองก็เริ่มขยับ เพื่อเริ่มพัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นรูปเป็นร่าง สมกับได้รับความไว้วางใจให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกอย่างจริงจังเสียที

เพราะ เราเชื่อว่าการที่หลายชาติเริ่มขยับ และพัฒนาศูนย์กลางพระพุทธศาสนาขึ้นในประเทศตัวเองนั้น ไม่น่าจะเป็นเพราะต้องการแย่งชิงความเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกจากประเทศ ไทย แต่อาจต้องการที่จะมีแหล่งเป็นศูนย์กลาง ในการจะรวบรวมข้อมูลด้านพระพุทธศาสนาจากทั่วโลก เมื่อเห็นว่าเวลาผ่านมากว่า 3 ปีแล้ว ยังเหมือนกับเรานิ่งเฉย จึงต้องพัฒนาศูนย์ของตัวเองขึ้นมา

เราจึงหวังที่จะเห็นการพัฒนาพุทธมณฑลอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ภายหลังการลงนามความร่วมมือ

ของสำนักงานพระพุทธศาสนากับ 6 องค์กรพุทธ และแผนแม่บทการพัฒนาพุทธมณฑลผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

เพราะการเริ่มต้นแม้จะช้า ก็ยังดีกว่าไม่มีการเริ่มต้น

แต่หากมีแผนในการพัฒนาที่ชัดเจนแล้ว ทุกอย่างยังอืดเหมือนเดิม จนทำให้หลายประเทศเลิกรอศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของไทย และหันไปพัฒนาศูนย์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลพระพุทธศาสนาจากทั่วโลกเองแล้ว

ถึงวันนั้นประเทศไทยและพุทธศาสนิกชนไทย คงได้ "ขายหน้า" ชาวพุทธทั่วโลก!!!

ผู้เขียน:
ทีมข่าวศาสนา
ที่มา:
ไทยรัฐ

๑.ประเทศไทยรับพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี นับได้๗๐๐-๘๐๐ปีถึงปัจจุบัน
๒.ณ วันนี้พระพุทธศาสนายังเป็นศาสนาของคนไทยส่วนใหญ่อยู่แล้ว แม้ไม่มีบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ๒๕๕๐ก็ตาม ความภูมิใจอยู่ที่พระมหากษัตริย์ไทย และพระราชินีทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภ์ทุกศาสนา
๓.ก่อนปฏิรูปการปกครอง๒๔๗๕ ประเทศไทยปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช พระมหากษัตริย์ทรงรับผิดชอบการบริหารบ้านเมืองโดยตรง การโปรดเกล้าตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเริ่มแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรเป็นต้นมา
๔.เป็นไปได้หรือไม่ว่าระบอบกษัตริย์กับศาสนาพราหมณ์เป็นของคู่กันมาแต่สมัยโบราณ ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมที่อ่อนโยนเรียบร้อยสวยงามเป็นการผสมผสานอย่างกลมกลืนจนแยกไม่ออก และคนไทยทุกคนไม่ว่านับถือศาสนา หรือลัทธิ ความเชื่อใดๆรับได้และอยู่ร่วมกันได้อย่างอัศจรรย์
๕.การสังคยานาพระไตรปิฎกในประเทศไทยครั้งกรุงสุโขทัย ถึงกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี นับได้ ๙ ครั้ง(ครั้งที่๑ สังคายนาหลังพุทธกาล มีพระอานนท์เป็นพระอรหันต์องค์ที่๕๐๐ ยังไม่มีการบันทึกเป็นรายลักษณ์อักษร ใช้วิธีท่องจำกันมา เหตุผลเนื่องจากหลังพระบรมศาสดาปรินิพพานได้๓ เดือน พระสงฆ์มีการแตกแยกเป็น๒ ฝ่ายคือ มหายาน(แนวเซ็น)และหินยาน(เถรวาท) ครั้งที่๓ สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช หลังพุทธกาล๓๐๐ ปี มีการบันทึกเป็นรายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ครั้งที่๗,๘ และ๙ สังคายนาในประเทศไทย)และครั้งที่๙ เมื่อรัชสมัย รัชกาลที่๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
๖.เป็นไปได้ไหมว่า การสังคายนาแต่ละครั้ง น่าจะเกิดจากมีการตีความคลาดเคลื่อนในพระไตรปิฎก หรือพระธรรมวินัย และแน่นอนว่าแนวความคิดแบบพราหมณ์ซึ่งเคยรุ่งเรืองมาก่อนพุทธกาล จะถูกบรรจุอยู่ในพระไตรปิฎก สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เป็นเครื่องมือในการปกครองของพระมหากษัตริย์ เรารู้จักไตรภูมิพระร่วง คัมภีร์ไตรเภท ตำราวิสุทธิมรรคของพระอนุรุธาจาริย์ ตำราเหล่านี้ท่านพุทธทาสได้วิเคราะห์แล้ว มีแนวโน้มว่าแนวความคิดแบบพราหมณ์ถูกบรรจุมากมายในพระไตรปิฏก เป็นต้นว่าชาติก่อน-ชาติหน้า-กรรมเก่าแบบข้ามภพข้ามชาติ-นรก-สวรรค์-วิญญาณกับการเวียนว่ายตายเกิด คำตอบสุดท้ายคือนิพพานแปลว่าตายแล้วไม่เกิด เลยไม่ทราบว่าพระพุทธศาสนามีประโยชน์ต่อสติปัญญาเพื่อนำไปพัฒนาชาติบ้านเมือง หรือประโยชน์ต่อโลกอย่างไร ถ้าเป็นคำตอบสมัยการปกครองแบบโบราณเพื่อให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินกลัวบาป ไม่คิดทรยศ ต้องจงรักภักดี ใตรทำดีได้รับผลตอบแทนดีหรือตายแล้วขึ้นสวรรค์ ใครทำชั่วมีโทษหนักแบบทารุณถึงประหารชีวิต หรือตายแล้วตกนรก
๗.น่าเห็นใจที่ผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาจะยึดถืออะไรเป็นมาตรฐานในการเข้าถึงพระพุทธศาสนาเท่าคัมภีร์พระไตรปิฎกเป็นไม่มี โดยเฉพาะพระสงฆ์องค์เจ้าที่บรรพชาตั้งแต่เป็นสามเณร และเจริญก้าวหน้าเป็นพระเถระผู้ใหญ่ในบ้านเมืองย่อมถือพระไตรปิฎกเป็นหลักการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระไตรปิฎกเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญ ถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงต้องถือฉบับเดิมถูกต้อง การสอนพระอภิธรรมของพระ และฆารวาส เริ่มต้นหลักการดีว่าด้วยปรมัตถ์ธรรมล้วนๆ มีองค์ประกอบ จิต เจตสิก รูป นิพพาน สอนรายละเอียดยิ่งลึกลงเท่าใดจนกลายเป็นการเวียนว่ายตายเกิดกันอีกหลายภพหลายชาติกว่าจะบรรลุนิพพาน แยกไม่ออกว่าธรรมะใดเป็นบุคคลาธิษฐาน ธรรมะใดเป็นธรรมาธิษฐาน
๘.ผมมีโอกาสได้ไปอินเดีย๑๒ วันสัมผัสชาวอินเดียในพื้นที่ทีเป็นประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา หรือเรียกว่าสังเวชนียสถานทั้ง๔ แห่งคือ ที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ที่แสดงปฐมเทศนา และที่ปรินิพพาน แถมท้ายด้วยทรากมหาวิทยาสัยนาลันทา วิเคราะห์ดู เป็นเพราะเรานับถือพระพุทธศาสนาหลงทางกันหรือไม่ จึงเหลือแต่ทรากปรักหักพังไว้ให้ดูเป็นที่ระลึก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวว่าครั้งหนึ่งพระพุทธศาสนาเคยเจริญรุ่งเรืองสุดๆมาแล้ว คนอินเดียเองยังรักษาไม่ได้เพราะวัฒนธรรมวิถีพราหมณ์ครองใจพวกเขาอยู่ หลังอังกฤษเข้ายึดครองอินเดียไม่มีกษัตริย์ปกครองอีกต่อไป วิถีพราหมณ์เปลี่ยนชื่อเป็นศาสนาฮินดู การนับถือเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย้งหลากหลายเช่นเดิม วรรณะศูทร และจัณฑาลเป็นชนชั้นต่ำไม่เปลี่ยนแปลง วัดไทยในอินเดียกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างเข้ากันไม่ได้เลย คล้ายเมืองไทยที่วัดไทยอร้าอร่าม แต่รอบๆวัดเป็นสลัมหาความเจริญหูเจริญตาเจริญใจไม่ได้ ทราบว่าวัดไทยในอินเดียถูกปล้นบ่อย และขอทานเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายของอินเดียด้วย สุขอนามัยที่อุจจาระปัสสวะไม่ต้องพูดถึง ข้างๆทางคือแดนสุขาวดี จะปลดทุกข์ต้องใช้สติมากๆ มิฉะนั้นอาจเหยียบทุกข์ของคนก่อนๆนั้น ถ้ามองอินเดียแบบชาวพุทธตามพระไตรปิฎกจะได้คำตอบว่า อ้อมันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นเวรเป็นกรรมแต่ชาติปางก่อน ดูแล้วทำใจปลงเสียเถิด ถ้าเราไม่อยากเป็นเช่นเขาก็จงเร่งทำบุญมากๆ ตายแล้วจะได้เกิดในสวรรค์ แต่ถ้ามองแบบถึงแก่นธรรมในพระพุทธศาสนา คำตอบคือการแบ่งชั้นวรรณะ การไม่เคารพในสิทธิมนุษยชน ความไม่เท่าเทียมกันในความเป็นคน การตรัสรู้ของพระพุทธองค์ทำให้ทราบว่า คนและสัตว์เกิดมาต่างมีรูปมีนาม ที่เรียกว่าขันธ์๕เหมือนๆกัน ธรรมชาติติดตั้งโปรแกรมมาให้เท่าๆกัน คือในเจตสิก๕๒ ดวงประกอบด้วย ชั่ว๑๔ ดี๒๕ และธรรมดา๑๓ สัตว์ต่างกับคนตรงมันสมองของสัตว์เล็กกว่าคน ฉะนั้นการปรุงคิดปรุงแต่งมีจำกัด เป็นสัตว์ที่อาภัพ ธรรมชาติของสัตว์จึงมีลำตัวขนานกับพื้น ภาษาธรรมะเรียกว่า สัตว์เดรัจฉาน พระพุทธองค์ทรงเรียกเดรัจฉานวิชา กับคนที่ใช้ไสยศาตร์สิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกตัว การทำนายทายทัก ฯลฯ เพราะวิชาเหล่านี้เป็นเรื่องทางโลก มีแต่เสริมสร้างกิเลสตัณหา อัตตาตัวตน เวียนว่ายตายเกิดคนแล้วคนเล่า ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง วิชชาของพระพุทธองค์คือการค้นพบกฎธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่นั่นคือพระไตรลักษณ์ ว่าด้วย อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา ใครเข้าถึงกฎธรรมชาติข้อนี้ปฏิบัติต่อเนื่องบ่อยๆเนืองๆ นอกจากจะพ้นทุกข์แล้วยังได้บรมสุขของแท้อีกต่างหาก นอกจากประโยชน์ตนแล้วยังเผื่อแผ่แก่เวไนยสัตว์เพื่อนร่วมโลกไม่มีประมาณ
๙.ถ้าพวกเรายังยึดคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับอนุรักษ์โบราณ ต่อไปเมืองไทยอาจเป็นเช่นอินเดียปัจจุบันนี้ก็ได้ ไม่ต้องดูไกลในประเทศไทย โบราณสถานความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมเช่นวัง วัดวาอาราม สถูปเจดีย์ พระปราค์แบบขอม ไม่ว่าที่สุโขทัย อยุธยา ลพบุรี เป็นการบรรยายถึงความไม่สามัคคีของคนในชาติช่วงนั้นๆ แม้การรบทัพจับศึกกับอริราชศัตรูช่วงใดก็ตาม เราก็ยังทะนุถนอมเก็บรักษาทรากปรักหักพังอันขมขื่นไว้เป็นอย่างดีชั่วลูกชั่วหลาน ไปดูประเทศที่เจริญรุ่งเรืองทางวัตถุ และเป็นประเทศมหาอำนาจตะวันตก ทรากปรักหักพังจะไม่มีเลย มีแต่จะพัฒนายิ่งๆขึ้นไป เพราะเขาไม่อนุรักษ์ความยากจน ไม่อนุรักษ์คนฉลาดแกมโกงไว้ในประเทศ(แต่ไปฉลาดแกมโกงนอกประเทศกับประเทศที่ฉลาดน้อยกว่าได้)
๑๐.ความเชื่อนอกพระพุทธศาสนามี๓ ประการคือ
๑๐.๑ การเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอกว่าสามารถบันดาลทุกข์บันดาลสุข ด้วยการสวดมนต์อ้อนวอนบนบานสานกล่าว ถ้าไม่ปฏิบัติตาม หรือนับถือสิ่งอื่นจะเป็นคนไม่ดี
๑๐.๒ การเชื่อหลักกรรมประเภทข้ามภพข้ามชาติ เช่นชาติก่อนทำกรรมไม่ดี ชาตินี้จึงมีแต่ทุกข์ หรือยากจน คล้ายทำนองพรหมลิขิตมาแล้วจะให้เป็นเช่นไร
๑๐.๓ การเชื่อเรื่องดวง หรือชีวิตขึ้นอยู่กับการเสี่ยง จะจนหรือรวยอยู่ที่โชควาสนา
หลักพระพุทธศาสนาอยู่ที่ ตนเป็นที่พึ่งของตน ไม่มีสิ่งศักดิสิทธิ์ใดมาบันดาลทุกข์สุขให้ได้ คนจะพ้นทุกข์ประสบสุขได้เพราะความเพียร และความอดทนเท่านั้น
หลักความเชื่อในพระพุทธศาสนา มีในกาลามสูตร๑๐ เช่นเชื่อตามตำรา เชื่อตามคำบอกเล่าของคนที่น่าเชื่อถือ เชื่อว่านี่คือคำสอนของครูบาอาจารย์เรา ฯลฯ จะเชื่อได้เชื่อไม่ได้ ต้องมีการพิสูจน์กันก่อนบนหลักการ ๕ ประการคือ
๑. เชื่อแล้วเป็นโทษเป็นภัยหรือไม่
๒. เชื่อแล้วเบียดเบียนตนเองหรือไม่
๓. เชื่อแล้วเบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่
๔. เชื่อแล้วผู้รู้ ติเตียน หรือยกย่อง
๕. เชื่อแล้วเป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์หรือไม่
ข้อสุดท้าย"ความพ้นทุกข์"น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของวิถีพุทธ
๑๑. พระพุทธองค์ทรงกำเนิดในวิถีพราหมณ์ ด้วยพระอัจฉริยะ และพระกรุณาของพระพุทธองค์ การแบ่งชั้นวรรณะ การเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นต่างวรรณะ ความยากจนค่นแค้น ด้วยการประสบสภาพแท้จริงนอกวัง เห็นความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นทุกข์ เห็นสมณะเป็นภาวะอันสงบปราณีตกว่าอื่นๆ และสุดท้ายเห็นการเกิดของพระราหุลในวัง ก็เป็นทุกข์ จึงตัดสินพระทัยออกบวชค้นหาความจริงเป็นเวลา๖ ปีจึงค้นพบทางพ้นทุกข์ ทรงค้นพบความสว่างในความมืด ทรงหงายของที่คว่ำ ทรงปราบอวิชชาด้วยปัญญา ทรงค้นพบบรมสุขบนบรมทุกข์ ด้วยพระปัญญาที่เห็นว่าโลกนี้มีของคู่กัน ทรงตรัสรู้อริยสัจจ์๔ เห็นว่าชีวิตมีแต่ทุกข์ ตั้งแต่เกิด จนกระทั่งแก่-เจ็บ-ตาย ในที่สุดซึ่งเป็นทุกข์ประจำ(สภาวทุกข์)ของทุกชีวิตในโลกนี้ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดยิ่งกว่าชีวิต คือจิตวิญญาณที่ต้องประสบกับ ความรัก-ความชัง-ความหลง และความกลัว ซึ่งถือเป็นทุกข์จร(ปกิณณกะทุกข์) ธรรมชาติคนต่าง "รักสุขเกลียดทุกขื"ทั้งสิ้น จึงมีผู้กล้าค้นหาความจริงจะพ้นทุกข์อย่างไรหลายๆรูปแบบ แนวของฤษีชีพราหมณ์ เห็นว่ารูปฌาน-อรูปฌาน คือทางออกสูงสุด แนวสุดโต่งฝ่ายกามสุขัลลิกานุโยค เห็นว่าเสวยกามารมณ์มากๆเป็นสุข ฝ่ายอัตตกิลมถานุโยค เห็นว่าทรมานตนทุกรูปแบบเป็นทางพ้นทุกข์ พระพุทธองค์ทรงใคร่ครวญโดยรอบคอบแล้วเห็นว่าทั้ง๓ หนทางเป็นเรื่องของการยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตน(อัตตา) หรือพูดตรงๆคือทุกวิธีการมีความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง อย่างไรเสียไม่มีทางพ้นทุกข์ได้ ในอริยสัจจ์๔ ประกอบด้วย ทุกข์(ทั้งทุกข์จร-ทุกข์ประจำ)ควรกำหนดรู้ สมุทัย(ต้นเหตุแห่งทุกข์ คือตัณหา) ควรกำหนดละ นิโรธ(การดับทุกข์ คือดับตัณหาได้มีผลเป็นสุข) ควรทำให้แจ้ง และมรรคมีองค์๘(เริ่มด้วยปัญญา-ศีล-สมาธิ ไปสู่ไตรสิกขา คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา บำเพ็ญจนเห็นพระไตรลักษณ์ อนิจจังเป็นนิจจัง ทุกขังเป็นสุขขัง เห็นอนัตตาชัดเจนจากอัตตาที่สั่งสมมานับไม่ถ้วน นำไปสู่สุดยอดของวิชชาคือ พระปัญญาคุณ(หมดความเห็นแก่ตัว หรือชนะใจตนเอง) พระบริสุทธิคุณ(จิตบริสุทธิ์) และพระกรุณาคุณ(ปรารถนาปวงเวไนยสัตว์พ้นจากกองทุกข์ ไปสู่ความสุขตั้แต่ ปกติสุขด้วยศีล-สงบสุขด้วยสมาธิหรือฌาน บรมสุขด้วยปัญญาหรือวิปัสสนาญาณ) ควรทำให้เจริญ
พระปัญญาคุณ และพระบริสุทธิคุณ พระพุทธองค์ทรงรับประโยชน์โดยตรง ทรงเป็นต้นแบบ แบบอย่าง บุคคลใดปฏิบัติตามนี้ย่อมได้รับผลนี้เหมือนพระองค์ท่าน ส่วนพระกรุณาคุณเป็นประโยชน์ต่อบุคคลอื่น และโลกอย่างไม่มีประมาณ อันนำมาซึ่งสันติสุขอย่างบูรณาการ-สมานฉันท์ เป็นการพิสูจน์ว่าสิ่งที่ องค์การสหประชาชาติ ยอมรับพระพุทธศาสนา และวันวิสาขะบูชา เป็นวันสากลของโลก เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่แท้จริงที่นำมาซึ่งสันติภาพถาวรกับโลกกลมๆใบนี้ และยูเอ็น ยังให้เกียรติประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก ไม่ธรรมดาเลย
๑๒. การสร้างสันติภาพถาวรอย่างบูรณาการ-สมานฉันท์ ตามหลักการพระพุทธศาสนา มิใช่การที่ทุกประเทศในโลกต้องเปลี่ยนมาปฏิบัติตามแนวพุทธ ประเทศใดนับถือศาสนาใด ลัทธิใด ความเชื่อใดๆ หรือไม่มีศาสนาแต่ยึดแนววิทยาศาสตร์ทางกายภาพที่พิสูจน์เป็นรูปธรรมจากผัสสะทั้ง๕ ทุกศาสนา ทุกลัทธิความเชื่อ และหลักวิทยาศาสตร์ ต่างอยู่บนพื้นฐาน"รักสุขเกลียดทุกข์ และรักดีเกลียดชั่ว"ทั้งสิ้น พระพุทธศาสนามีจุดเด่นตรง "ลดความเห็นแก่ตัว หรือชนะใจตน"มากกว่าหนทางอื่น สิทธิมนุษย์ควรได้รับการยอมรับ สุขภาพอนามัย การศึกษา สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครองควรได้รับการพัฒนา การแบ่งปันความสุข การมีส่วนร่วมคิด-แก้ไข-สร้างสรรค์ เป็นความจำเป็น การสร้างคนดีมีความสำคัญสูงสุด บนหลักการที่ว่า"ฝูงสัตว์ต้องต้อน-ฝูงชนต้องนำ" พระพุทธศาสนาแก้ปัญหาทุกข์ประจำไม่ได้ เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง แต่ทุกข์จร ไม่ว่ารัก-ชัง-หลง-กลัว พระพุทธศาสนาแก้ไขได้คือการพัฒนาจิตวิญญาณให้หลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัว เมื่อหลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัวแล้วยังได้รับความสุขบนพื้นฐานความกรุณา ความไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม-ความสุข และความกรุณา คงไม่ใช่คำตอบว่าตายแล้วไม่เกิด เดี๋ยวจะไปพ้องกับคำว่าทำชั่วมากๆตายแล้วไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ตามที่เราเชื่ออย่างผิดๆมานานแสนนาน เราจะทำอย่างไร สังคายนาใหม่เพราะรูปแบบการปกครองเปลี่ยนแปลง? ปรับปรุงโครงสร้าง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และพัฒนาองค์กรสงฆ์อย่างมีมาตรฐาน ? แยกอาณาจักร์-พุทธจักร์ เช่นศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ? คงสภาพแบบเดิมเช่นศาสนาคริสต์นิกายโปเตสแต้นท์ของอังกฤษ(CHURCH OF ENGLAND ) ? อย่างไรก็อย่าลืมวันโกน-วันพระด้วยก็แล้วกัน ช้านักมักสายเกินแก้ คนสบายแล้วย่อมไม่ปรารถนาการเปลี่ยนแปลง(สุขสุดโต่ง)

แสดงความคิดเห็น