กรณีมีผู้ร้องเรียนเข้ามายัง "ไทยรัฐ" ว่าที่วัดสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ มีการเขียนป้ายติดไว้ด้านหน้าองค์พระพุทธรูปว่า "ทองเหลืองหล่อนี้ไม่ใช่พุทธเจ้าแน่ ไม่ต้องกราบมัน" และ "ห้ามนำดอกไม้และเครื่องบูชามาวางบริเวณนี้" โดย พระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าอาวาสวัดสามแยก อธิบายว่าเป็นกุศโลบายในการสั่งสอนไม่ให้ชาวพุทธยึดติดกับวัตถุที่เป็นพุทธ พาณิชย์ แต่เน้นให้ยึดถือคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ตามพระไตรปิฎกมากกว่า จนเป็นที่วิพากษ์ วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสมหรือไม่นั้น
ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 26 ก.ค. พระครูวิชัยพัชรกิจ เจ้าอาวาสวัดศิลาวดี หมู่ 3 ต.หินฮาว อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ในฐานะเจ้าคณะตำบลหลักด่าน สายธรรมยุต ซึ่งดูแลรับผิดชอบวัดสามแยก กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จาก ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อวานนี้ จึงเพิ่งทราบเรื่องราวดังกล่าว คงจะต้องเข้าไปตรวจสอบดูอีกทีก่อน
สำหรับ พระพุทธรูปนั้นเป็นเสมือนสัญลักษณ์แทนพุทธองค์ การเขียนป้ายติดแบบนั้นน่าจะไม่เหมาะสม หากพบว่ามีข้อความอยู่ในวัดดังกล่าวจริง คงต้องไปแจ้งแก่พระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าอาวาส ให้เอาออก หากไม่ทำตามคงต้องหารือพระเถระชั้นผู้ใหญ่ต่อไป สำหรับพระเกษมนั้น บวชมานานกว่า 20 พรรษาแล้ว และไม่ได้มีสมณศักดิ์แต่อย่างใด
ด้าน นายสว่าง พุทธิวงศ์ กำนันตำบลวังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า เคยเข้าไปศึกษาธรรมกับพระอาจารย์เกษมที่วัดอยู่บ้างเป็นบางครั้ง โดยสิ่งใดที่นำมาประพฤติได้ก็จะทำ หากสิ่งไหนทำไม่ได้ก็ไม่ทำ ส่วนตัวเห็นว่าแนวทางคำสอนของพระอาจารย์เกษมจะเน้นเรื่องของพระไตรปิฎก เกี่ยวกับนรกสวรรค์บาปบุญคุณโทษ พระอาจารย์เป็นคนพูดเสียงดัง คนที่ไม่เข้าใจอาจมองว่าท่านเป็นคนดุ แต่เท่าที่เห็นท่านก็จะช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงที่มีความ เดือดร้อน ท่านจะมอบข้าวของเครื่องใช้ที่มีคนมาถวายให้ไปบรรเทาความเดือดร้อนอยู่เสมอ
ส่วน นายมนูญ คำแพร นายก อบต.วังกวาง กล่าวว่า ไม่ค่อยได้เข้าไปที่วัดสามแยกสักเท่าใด ทราบแต่เพียงว่า อดีต ผกก.สภ.น้ำหนาว เคยนิมนต์พระอาจารย์เกษม ไปเทศน์ที่โรงพักบ่อยครั้ง ในวันนี้ตนก็ได้รับโทรศัพท์จากปลัดอำเภอน้ำหนาวคนหนึ่งว่า ให้เข้าไปดูที่วัดดังกล่าวด้วยเพราะเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งในช่วงบ่ายวันนี้ทราบว่า ผกก.สภ.น้ำหนาว ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปสอบถามข้อเท็จจริงจากชาวบ้านถึงเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นแล้ว โดยชาวบ้านที่เข้าวัดนี้ส่วนใหญ่จะเป็นราษฎร หมู่ 9 ที่อยู่ใกล้วัด ส่วนตำบลอื่นจะไม่มีคนเข้าไป แต่มีคนจากต่างจังหวัด มาจากอุดร ขอนแก่น โคราช กรุงเทพฯ เป็นประจำ บางครั้งมาจากทางภาคใต้ก็มี เคยทราบข่าวว่ามีการอัดเทปออกอากาศทางสถานีวิทยุเกี่ยวกับอาจารย์ว่าสามารถ รักษาโรคได้ จึงมีผู้คนจากต่างจังหวัดหลั่งไหลเข้ามาพบเสมอ
"ก่อนหน้านี้เคยทราบมาอีกเหมือนกันว่า หลวงตามหาบัวได้ส่งพระมาเตือนพระอาจารย์เกษมว่า ให้ระมัดระวังในการสอนธรรมะแก่พุทธศาสนิกชน อย่าให้ผิดแปลกจากแนวทางทั่วไปนัก และเคยนิมนต์ให้ออกจากพื้นที่ไปอยู่ที่วัดอื่นด้วย แต่จะเท็จจริงอย่างไรไม่ขอยืนยัน" นายก อบต.วังกวางกล่าว
ขณะที่ลูกศิษย์ใกล้ชิดของพระเกษม อาจิณณสีโล ผู้หนึ่งซึ่งไม่ขอเปิดเผยนาม กล่าวว่า คำสอนของพระเกษมนั้น เน้นให้ทำบุญโดยวิธีโอนบุญ ทำได้ทุกที่ทุกเวลา อยู่บ้านก็ทำได้ เช่น นำเงินเหรียญหรือธนบัตรมาวางบนโต๊ะ หรือถ้านั่งพื้นก็วางที่พื้น พร้อมกล่าวหรือคิดในใจว่า ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญข้าฯให้ญาติ ให้เทพที่รักษา ให้นายเวร ให้เชื้อโรคของข้าพเจ้า หรือหากมอบบุญให้ผู้อื่นก็ให้เปลี่ยนจากคำว่าของข้าพเจ้าเป็นชื่อบุคคลนั้นๆ จากนั้นก็นำเงินไปทำทานแก่ผู้ยากไร้ หรือใครก็ตามที่เราอยากช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้เกิดการยึดติดในวัตถุสิ่งของและทรัพย์สมบัติใดๆ
"การทำบุญไม่จำกัดเฉพาะเงินทอง แต่สามารถทำได้ทุกอย่าง อาหารก็ทำได้ หรือการโอนบุญเมื่อไปวัดให้กล่าวว่า บุญนี้ให้แก่นายเวรที่มาถึงข้าฯ เทวดารักษาข้าฯ และคนในครอบครัว พร้อมใส่เงิน เช่น เหรียญบาทลงในตู้รับโอนบุญภายในวัด หรือขณะกราบพระก็ให้คิดโอนบุญ ตั้งแต่กราบครั้งแรกจนถึงครั้งสุดท้ายว่า บุญนี้ให้แก่ภูตผีปิศาจ เทวดาผู้สถิต ณ บริเวณนี้ได้บุญแล้วอย่ากวนข้าฯนะ ทุกอย่างเป็นกรรมทั้งสิ้น หากเราถูกใครทำให้เราเจ็บปวดก็ให้คิดตระหนักไว้ว่า ชาติที่แล้วเราไปทำให้เขาเจ็บปวดก็ให้ยอมรับไปตามนั้นแล้วชีวิตจะเป็นสุข" ลูกศิษย์พระเกษมกล่าว
ลูกศิษย์คนเดิมยังกล่าวถึงแนวทางการทำบุญตามวิธีของพระเกษมต่อไปว่า พระอาจารย์เกษมยังสอนให้รู้จักการเบิกบุญ อุทิศบุญ ส่งบุญ และโอนบุญ โดยถือว่าเครื่องรางของขลังมีอำนาจกันไม่ให้อุทิศบุญออก หรือการติดผ้ายันต์ภายในบ้านก็ไม่ดี ทำให้เป็นการเบียดเบียนวิญญาณชั้นต่ำ ทำให้วิญญาณชั้นต่ำเดือดร้อน อันจะส่งผลให้เจ้ากรรมนายเวรจองเวรเราไม่สิ้นสุด ที่ถูกต้องควรจะแผ่บุญอุทิศส่วนกุศลให้ไปจะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่างมีความสุข และจะส่งเสริมให้เราประสบความสำเร็จด้วยเช่นกัน หรือหากใครที่มีญาติป่วยหนักไม่รับรู้อะไรใกล้เสียชีวิตแล้ว ให้อุทิศบุญให้แก่เขาโดยตรงเลย หรือเข้าไปกระซิบบอกเขาใกล้ๆก็ได้ว่า "คิดถึงบุญเอาไว้ หรือระลึกถึงพุทโธเอาไว้"
วันเดียวกัน นางจุฬารัตน์ บุณยากร ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ได้รับรายงานจากนายอินทภร จั่นเอี่ยม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบูรณ์แล้ว ซึ่งวัดสามแยกมีสถานะเป็นเพียงที่พักสงฆ์เท่านั้น มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ 7 รูป ทั้งนี้ ได้สั่งการให้นายอินทภรไปสำรวจอย่างละเอียดว่าพระเกษม อาจิณณสีโล เป็นใคร มาจากไหน และให้รายงานโดยเร็วที่สุด เพื่อจะนำเข้ารายงานต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ในวันที่ 30 ก.ค.นี้ ขณะเดียวกัน ในการประชุม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ทั่วประเทศ ที่จะประชุมในเดือน ส.ค.นี้ จะกำชับไปยัง พศจ.ทุกจังหวัดให้สำรวจวัด สำนักสงฆ์ รวมทั้งที่พักสงฆ์ ในแต่ละจังหวัด เพื่อจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นมาอีก ยอมรับว่าตั้งแต่ทำงานด้านพระพุทธศาสนามายังไม่เคยเจอพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรม แบบนี้มาก่อน
พระเทพวิสุทธิกวี เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่พระเกษม อาจิณณสีโล เป็นพระสงฆ์แต่ไม่นับถือพระพุทธรูป ทั้งยังห้ามพุทธศาสนิกชนกราบไหว้พระพุทธรูปอีกถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม เนื่องจากพระพุทธรูปเป็นสื่อทางพระพุทธศาสนาที่ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า
ขณะที่ พระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวว่า ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาแล้วไม่นับถือพระพุทธรูป ถือว่าไม่ผิดหลักคำสอนตามพระไตรปิฎก แต่ไม่ควรลบหลู่ หรือห้ามไม่ให้คนอื่นไม่นับถือพระพุทธรูป เพราะพระพุทธรูปถือเป็นอุเทสิกเจดีย์ ซึ่งเป็นรูปสักการะแทนพระพุทธเจ้า และมีระบุในพระไตรปิฎกว่า องค์แทนพระพุทธเจ้าจะเรียกว่าเจดีย์ทั้งหมด แต่ไม่ ได้หมายถึงเจดีย์ที่มียอดแหลมๆ ทั้งนี้ จะประกอบด้วยเจดีย์ 4 รูปแบบ คือ 1.พระธาตุเจดีย์ คือ พระบรมสารีริกธาตุ 2.บริโภคเจดีย์ คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคยใช้สอย เช่น ต้นโพธิ์ 3.ธรรมเจดีย์ คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน และ 4.อุเทสิกเจดีย์ คือ รูปเหมือน เช่น พระพุทธรูป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สังคมกำลังเกิดความแตกแยก พระสงฆ์ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่ชี้นำความถูกต้องให้ประชาชนไม่ควรที่จะสร้าง ความแตกแยกขึ้นในสังคมอีก
๑. "วัดสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ มีการเขียนป้ายติดไว้ด้านหน้าองค์พระพุทธรูปว่า "ทองเหลืองหล่อนี้ไม่ใช่พุทธเจ้าแน่ ไม่ต้องกราบมัน" และ "ห้ามนำดอกไม้และเครื่องบูชามาวางบริเวณนี้" โดย พระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าอาวาสวัดสามแยก อธิบายว่าเป็นกุศโลบายในการสั่งสอนไม่ให้ชาวพุทธยึดติดกับวัตถุที่เป็นพุทธ พาณิชย์ แต่เน้นให้ยึดถือคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ตามพระไตรปิฎกมากกว่า "
๒. "การทำบุญไม่จำกัดเฉพาะเงินทอง แต่สามารถทำได้ทุกอย่าง อาหารก็ทำได้ หรือการโอนบุญเมื่อไปวัดให้กล่าวว่า บุญนี้ให้แก่นายเวรที่มาถึงข้าฯ เทวดารักษาข้าฯ และคนในครอบครัว พร้อมใส่เงิน เช่น เหรียญบาทลงในตู้รับโอนบุญภายในวัด หรือขณะกราบพระก็ให้คิดโอนบุญ ตั้งแต่กราบครั้งแรกจนถึงครั้งสุดท้ายว่า บุญนี้ให้แก่ภูตผีปิศาจ เทวดาผู้สถิต ณ บริเวณนี้ได้บุญแล้วอย่ากวนข้าฯนะ ทุกอย่างเป็นกรรมทั้งสิ้น หากเราถูกใครทำให้เราเจ็บปวดก็ให้คิดตระหนักไว้ว่า ชาติที่แล้วเราไปทำให้เขาเจ็บปวดก็ให้ยอมรับไปตามนั้นแล้วชีวิตจะเป็นสุข"
ผมยกมา ๒ ข้อความที่เป็นข้อควรพิจารณา ว่าเจ้าอาวาสองค์นี้มีธรรมทัศน์ ในการบูชาพระพุทธรูปอย่างไร
ผมขออนุญาตอ้างอิงฆราวาสท่านหนึ่ง ที่ไม่นิยมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆมาปนเปื้อนกับพุทธศาสนาอันบริสุทธิ์ของท่าน ท่านนั้นคือ คุณ"ไสว แก้วสม" ท่านปฏิเสธผีสางนางไม้ จิตวิญญาณที่ล่องลอยไปเกิดที่โน่นที่นี่ โดยเฉพาะ"ศาลพระภูมิ" ถึงกับเชิญชวนให้ผู้ที่มีศาลพระภูมิในบ้าน และศรัทธาแนวความคิดนี้ นำศาลพระภูมิไปกองไว้นอกบ้าน(คล้ายๆกองขยะ)
ขณะนั้นผมยังหนุ่มแน่นอยู่ มีหลักสูตรหนึ่ง ที่ผมจะต้องเดินผ่านห้องพักเรือนแถวนายทหารอากาศสะพานแดง บางซื่อ กทม. เห็นศาลพระภูมิหน้าเรือนพักหลายหลังเหมือนกัน คิดในใจแบบเด็กหนุ่มว่า ทำไมไทยพุทธจึงต้องตั้งศาลพระภูมิ คิดลึกๆว่าพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ทั้งมนุษย์ เทวดา พรหม แล้วคนไทยที่นับถือพุทธ ยังบูชาพรหมอีกหรือ บางวันดูรายชื่อเจ้าของห้องพัก เป็นถึงนายทหารสัญญาบัตร ยังงมงายกับสิ่งไร้สาระ แล้วประเทศชาติจะเจริญได้อย่างไร นึกดูถูกคิดถึงขนาดจะถอนศาลพระภูมิทิ้ง ถ้าเจ้าของบ้านยินยอม
หลังจากบวชเรียนฝึกศึกษาสมถะ-วิปัสสนากรรมฐาน และศึกษาตำราพุทธศาสนา ที่มีผู้เขียนทั้งพระ และฆราวาส ก็เข้าใจ และเห็นใจพุทธศาสนิกชนคนไทยที่มีความหลากหลาย ในการเข้าถึง"วิถีพุทธ" พระพุทธองค์ทรงเปรียบ"บัวสี่เหล่า" บางคนปัญญามาก บางคนปัญญาปานกลาง บางคนปัญญาน้อย บางคนไร้ปัญญา การที่เราเข้าถึง"พุทธธรรม"ระดับหนึ่ง มิใช่ว่าคนอื่นๆจะต้องเข้าถึงเหมือนเรา หรือเก่งเหมือนเรา มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว ใครทำใครได้ จะทำแทนกัน หรือคิดแทนกันเป็นไปไม่ได้
เป้าหมายสุดท้ายของการเข้าถึงสมถะ และวิปัสสนา คือ"ความสงบ"
องค์ฌาน ประกอบด้วย วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เอกัตคตา และอุเบกขา
วิปัสสนาญาณ ๙ ประกอบด้วย "สังขารุเปกขาญาณ = สังขาร+อุเบกขา+ญาณ ความหมาย วางใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย"
แม้ในบารมี๑๐ ประกอบด้วย ทาน ศีล เนกขัม ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา
จะเห็นว่า"อุเบกขา" เป็นองค์ธรรมสูงสุด ที่ผู้เข้าถึงธรรม พึงได้รับ ฉะนั้นการแสดงออกของพระ หรือฆราวาสใดๆ ที่ยังแสดงอาการรังเกียจ เหยียดหยาม ดูถูก บุคคลผู้ยัง"ศรัทธา" แต่ปัญญายังไม่แก่กล้า ดังเช่นตัวอย่าง(ของจริง)ที่ยกมานี้ ผู้รู้คงต้องให้อภัยพระ หรือฆราวาสนั้นๆ ว่าท่านเหล่านั้นก็ยังรู้ไม่จริงนัก
แต่ในการบริหารการปกครอง พระผู้ทำหน้าที่บังคับบัญชาเหนือเจ้าอาวาสที่มีปัญหา จะต้องนิมนต์มารับฟังปัญหา และแก้ปัญหาในทางที่ถูกต้องเหมาะสม ตราบใดยังเป็นพระภิกษุในกรอบ"เถรสมาคม" พระภิกษุนั้นๆต้องยอมรับกฎกติกา"มหาเถรสมาคม" โดยเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นต้องถอนตัวไปอยู่กับคณะ"สันติอโศก"ต่อไป
ข้อควรพิจารณาสำคัญคือ การประชุมเป็นเนืองนิตย์ ตามหลัก"อปริหานิยธรรม๗" คณะสงฆ์ระดับจังหวัด(เจ้าคณะจังหวัด)มีการประชุมสม่ำเสมอหรือไม่(ลักษณะการประชุมประจำเดือนระดับจังหวัด คือเจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะตำบล จะมาประชุมพร้อมกัน แต่ระดับเจ้าอาวาส จะเป็นการประชุมระดับอำเภอ หรือระดับตำบลเรียกประชุม ซึ่งสมควรจะมี ถ้ามี ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดง่ายๆ แต่ถ้าไม่มี ปัญหาเกิดแน่ๆ เหมือนจับปูใส่กระด้ง วาระการประชุมของฆราวาส ไม่ว่าพลเรือน ตำรวจ ทหาร แน่นอนมากปัญหาจึงไม่พบบ่อย คณะสงฆ์สมควรนำไปพิจารณาด้วย)
ตามที่ติดตามมาโดยตลอด พอที่จะทราบและเข้าใจพระเกษม ผู้นี้บ้าง ก็ขอแสดงความคิดเห็นอย่างนี้ว่า อวิชชา (ความไม่รู้) คือความพาล โง่ เป็นสาเหตุให้เกิดการคิดผิด พูดผิด กระทำผิด
พระเกษมเป็นผู้บวชมานาน ไม่น่าจะเป็นคนอวิชชา (พาล โง่) หควรศึกษาให้ทราบว่า รูปเหมือนของพระพุทธเจ้านั้นสำคัญอย่างไร, มีที่ไปที่มาอย่างไร, มีผลต่อจิตใจของผูนับถือพระพุทธศาสนาอย่างไร,
แสดงความคิดเห็น