เสียงกลองยาวกระหึ่ม ขบวนเทียนยาวเหยียดที่ปรากฏตามข่าวทีวี หรือภาพหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน ไม่ว่าจะเป็นงานแห่เทียนที่ จ.อุบลราชธานี นครราชสีมา รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ สร้างความอิ่มเอิบใจให้พุทธศาสนิกชนไม่น้อย
แต่กลับกลายเป็นภาพบาดใจลึกๆ ในความรู้สึกของชาวพุทธส่วนน้อยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) มันเหมือนกับความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่า ทำไมเราไม่สามารถจัดการแห่เทียน และเดินทางไปถวายเทียนพรรษากันตามวัดต่างๆ ได้อย่างสุขใจ เหมือนกับชาวพุทธ และวัดในจังหวัดอื่นๆ บ้าง
เมื่อก่อนทุกหมู่บ้านจะทำพิธีหล่อเทียนกันขึ้นมาบ้าง ไปจัดหาจัดซื้อเทียนสำเร็จที่มีวางขายในร้านสังฆภัณฑ์ และร้านดอกไม้ในตัวจังหวัดมา เพื่อเอามาประดับตกแต่ง
ขณะเดียวกันก็ชักชวนเพื่อนบ้านในละแวกนั่งรถกระบะหรือรถยนต์เท่าที่จะมีกันใน หมู่บ้านนั้น แล้วไปกันเป็นขบวนตามหลังกันลัดเลาะไปตามหมู่บ้านตามถนนลาดยางบ้าง ถนนดินแดงบ้าง ฝุ่นตลบอบอวล แต่ไม่มีใครจะเอะอะว่าฝุ่นเยอะ แต่ทุกคนมีใบหน้ายิ้มแย้มหัวเราะร่วน ชอบใจกับความลำบากในการฝ่าฝุ่นไปสู่จุดหมาย คือ วัดในหมู่บ้านอื่นๆ ที่ตนหวังจะนำเทียนพรรษาไปถวาย
ความกังวลใดๆ ไม่มี จะกลับพลบค่ำดึกดื่นเพียงใดไม่เคยคิด เพียงแต่ขอให้ได้ไปถวายเทียนพรรษา พร้อมผ้าอาบน้ำฝน ตามวัดเป้าหมายที่วางโปรแกรมเอาไว้แล้วจนครบถ้วน จึงจะเสร็จภารกิจบุญที่ต่างคนก็ต่างเก็บบุญพากลับบ้านกัน จนแววตาบ่งบอกมาอย่างชัดเจนว่า สุขใดๆ ไม่เท่ากับสุขแห่งบุญที่ได้ทำนุบำรุงพระศาสนาวัดวาอาราม นั่นคือภาพในอดีตเมื่อถอยหลังไป ๔ ปีที่ผ่านมา
หากจะทบทวนเรื่องอดีตที่สุขสดชื่นของคนต่างถิ่น ก็ต้องนึกถึงสภาพของรถบัสจากกรุงเทพฯ จากหาดใหญ่ และทั่วทุกสารทิศ แม้จากประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองคือ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ก็ทยอยกันมาจอดและแวะเวียนยังวัดช้างให้ เสียงกระหึ่มไปด้วยเสียงเครื่องยนต์ เสียงแตร และพร้อมผู้คนหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย
บางคณะมีรถกระบะคันเล็กๆ วิ่งนำหน้ามาบ้าง ตามหลังมาบ้าง เราได้เห็นอะไรบนรถนั้น สิ่งนั้นก็คือ เทียนพรรษา ต้นขนาดต่างๆ ตั้งแต่เล็กเท่าแขน จนถึงโตเท่าต้นเสาศาลาการเปรียญก็ยังมี
กลิ่นธูปควันเทียนลอยละล่องไปทั่วบริเวณ เสียงโฆษกป่าวประกาศเรียกร้องให้ร่วมกันซื้อเทียน เพื่อถวายคนละต้นสองต้น เมื่อเสียงโฆษกเงียบ พิธีเริ่ม กองเทียนก็ปรากฏเหลืองอร่ามวางกองอยู่ข้างหน้าของทุกคน เป็นภาพที่สามารถเรียกรอยยิ้ม และความเอิบอิ่มบุญมาปรากฏบนใบหน้าของผู้จาริกแสวงบุญอย่างถ้วนทั่วหน้า ดูทุกคนช่างมีความสุขอย่างเป็นธรรมชาติจริงๆ
"เข้าพรรษาปี ๒๕๕๑ มีคณะนำเทียนพรรษามาถวาย ก็เห็นแต่นักเรียนในโรงเรียนใกล้ๆ วัด และหน่วยงานราชการที่พยายามสนับสนุนและส่งเสริมให้ทั้งนักเรียนและชาวพุทธใน พื้นที่ร่วมกันประกอบพิธีถวายเทียนพรรษากันอย่างทุลักทุเล เพื่อรักษาและคงไว้ซึ่งประเพณี แต่ขบวนเทียนพรรษาจากต่างถิ่นจากแดนไกลไม่มีมาให้เห็น ไม่มีมาให้ชื่นชม ไม่มีมาให้ชื่นใจ ไม่มีให้จุดบูชาพระรัตนตรัยอีกแล้วหรือ เทียนพรรษาหายไปไหน ใครได้ยินบ้าง คำถามคำนี้ โปรดช่วยขานรับที บอกได้ไหม?" นี่คือเสียงสะท้อนของ พระครูศรีจริยาภรณ์ (ชรัช อุชุจาโร) รองเจ้าคณะจังหวัดปัตตานี รองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้)
ขณะเดียวกัน พระครูศรีจริยาภรณ์ยังบอกด้วยว่า กิจกรรมส่งเสริมสุขและการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในพื้นที่ที่มีประชากรของ กลุ่มเพียงแค่ไม่ถึง ๒๐% ที่นำพาไปสู่ความสุขสงบร่มเย็นแห่งชีวิตสบายๆ แบบชาวพุทธที่สนุกสนานได้ทุกกิจกรรม กลับถูกตัดรอน และยากต่อการทำกิจกรรมเรื่องนี้ เพราะทุกคนรู้ดีว่า เส้นทางที่เคยเดินผ่านเพื่อไปวัดในหมู่บ้านนั้น บัดนี้ไม่มีความปลอดภัยแล้ว
อะไรคือความไม่ปลอดภัย คำตอบของชาวพุทธนั่นก็คือ การลอบฆ่าและซุ่มหรือประกบแล้วยิง เป็นอุปสรรคและเงามืดของความโหดเหี้ยมแห่งกองโจรแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ที่ คอยสังหารผู้คนในเส้นทางเดินเมื่อสบโอกาส นี่คือเหตุแห่งการงดกิจกรรมแห่เทียนพรรษาในช่วงก่อนวันเข้าพรรษา จะมีบ้างก็ไม่กี่กลุ่มนักที่ทำกิจกรรมนี้อยู่ ก็คือคนในพื้นที่ที่ปลอดภัยสูงเท่านั้น หรือไม่ก็เป็นเทียนพรรษาที่ญาติโยมจากส่วนกลางฝากทหารหาญลงมาถวาย
ผู้คนที่เคยมีรอยยิ้มที่เคยอิ่มเอมและปราศจากความกังวลใดๆ บัดนี้มีแต่รอยยิ้มเจื่อนๆ เศร้าและกังวลในผลกระทบที่มาบั่นทอนจิตบริสุทธิ์ของทุกคนไปหมดแล้ว
ความรื่นเริงจะเกิดบ้าง ก็เพียงแค่ใจที่คิดว่า เราได้ทำหน้าที่ชาวพุทธในการรักษาประเพณีเอาไว้เท่านั้น และเพื่อบอกให้ใครบางคนรู้ว่า ชาวพุทธยังมีลมหายใจอยู่ หากคุณจะทำลายคุณก็ทำลายไปได้แต่กายเท่านั้น ส่วนจิตวิญญาณแห่งความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนานั้นมั่นคงยิ่งนัก
ถึงเราจะถูกโดดเดี่ยว แต่เราก็มั่นคงในพุทธดำรัสที่ตรัสว่า "สทฺธา ทุติยา ปุริสสฺส โหติ"
เทศกาลเข้าพรรษาปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ ยังคงเป็นปีแห่งความหวัง หวังเพื่อให้ทุกอย่างกลับสู่ความปกติ ความปกติดั้งเดิมที่เคยมีทุกคนโหยหาและรอคอยมันกลับมา รอและรอต่อไปตราบใดที่มนุษย์ยังแสวงหาความอยากใหญ่ อยากได้ อยากเป็น ตราบนั้นมนุษย์ก็ไม่สามารถหาความสุขมาได้ ความจริงของพื้นที่คือ ความที่มนุษย์อยากใหญ่ อยากได้ อยากเป็น จนมองไม่เห็นคนว่าเป็นคน
"แสงเทียนที่เคยส่องสว่างไสวในใจคน ที่ส่งผลไปสู่ความสว่างไสวของพื้นที่ วัดวาอารามที่เคยมีแสงเทียน ก็เริ่มริบหรี่จนยากที่จะลุกโชน ต้นเทียนอันเป็นเหมือนแสงแห่งพรรษา ที่วนเวียนมาบรรจบครบอีกหน แสงเทียนกลับมืดมนเหมือนใจคนผู้โหดร้าย แสงเทียนเริ่มมลายเทียนสลายเป็นน้ำตา หยดลงพื้นดินและพื้นหญ้า เกินไปกว่าที่ใครจะช่วยซับ แสงเทียนดูริบหรี่เกินกว่าที่จะป้องปัด ป้องกันไม่ให้ดับหรือขยับไปพ้นที่ ลมแรงสุดต้านสุดทานที มันริบหรี่อย่างน่ากลัว ความมืดอาจกลายกล้ำมันขย้ำเขย่าจิต ความตายมาประชิดชีพก็ปลิดพร้อมหมดเสียงเทียน" พระครูศรีจริยาภรณ์กล่าวอย่างเศร้าใจ
อย่างไรก็ตาม พระครูศรีจริยาภรณ์ยังฝากพุทธภาษิตเตือนจิตทุกคนไว้อย่างน่าคิดว่า "อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺญา มรณํ สุเว น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา หมายถึง ความเพียรเป็นสิ่งที่ต้องทำในวันนี้ ใครจะรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ เพราะไม่มีการผัดเพี้ยนต่อพญามัจจุราชที่มีเหล่าเสนามากมายได้ขอแสงเทียน เป็นแสงนำทางความสว่างแห่งสันติสุขกลับคืนมาอีกครั้งด้วย เทอญ"
เป็นเพราะพุทธศาสนิกชนคนไทยละทิ้งวันโกน-วันพระซึ่งเป็นมรดกธรรม-มรดกไทย อันถือเป็นเอกลักษณ์พระพุทธศาสนา ประเทศไทยเลิกทาสสมัยรัชกาลที่๕ ปี พ.ศ.๒๔๓๑ นับได้๑๒๐ ปี ณ ปัจจุบัน ความเป็นไทยแต่หัวใจเป็นทาสยังตราตรึงอยู่ในจิตวิญญาณคนไทยทุกผู้ทุกนาม พุทธภาษิตที่ว่า "ฝูงสัตว์ต้องต้อน ฝูงชนต้องนำ" ยังจำเป็นต้องใช้กับคนไทยสักระยะหนึ่งจนกว่าพุทธศาสนาจะอยู่ในหัวใจชาวไทย อุปมาเหมือนขังนกในกรงเป็นเวลานานแล้วปล่อยเป็นอิสระ นกย่อมหลงทางเป็นเหยื่อสัตว์ร้ายที่หิวโหย คนไทยคงเช่นเดียวกัน ยังขาดผู้นำเหมือนเรือไร้พวงมาลัยไร้หางเสือนั่นเทียว
พุทธประเพณี ๕ วันสำคัญของคนไทยได้แก่ วันวิสาขะ วันมาฆะ วันอาสาฬหะ วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา ก็คือวันพระธรรมดาๆนั่นเอง แต่คนไทยจะแห่แหนแน่นขนัดแค่วันทั้ง๕ นี้เท่านั้น เหมือนคลื่นสินามิ โถมมาครั้งเดียวแล้วก็เงียบหายสนิทจนกว่าวันสำคัญอื่นๆจะมาอีกก็โถมเข้ามาอีก แล้วเงียบหายสนิท เป็นเช่นนี้ๆ
แล้วอย่างนี้พวกเราจะไปสู้รบปรบมือกับศาสนิกชนอื่นๆ ที่เขารักษาวันสำคัญของเขาได้ตลอดปีอย่างไร ไม่ว่าวันพฤหัส-ศุกร์ของพี่น้องมุสลิมทั่วโลก หรือวันเสาร์-อาทิตย์ของพี่น้องคริสต์ชนทั่วโลก
ที่ยังรักษาประเทศไทยถึงปัจจุบันได้ เพราะพวกเรากินบุญเก่าที่บรรพบุรุษไทยสร้างไว้ให้ แต่เราไม่มีปัญญารักษาของดีๆได้ เพราะความเกียจคร้าน สารพัดจะอ้าง หรือที่เรียกหรูๆว่า"กิเลสมาร อภิสังขารมาร " ซึ่งเป็น๒ ใน๕ พญามารมันขวางกั้นเราไว้ รวมถึงพร้อมด้วยความประมาทเต็มๆ จึงทำให้รักษาวันพระไม่ได้
พูดถึงความประมาท เห็นซากนาลันทาที่อินเดียแล้ว ใหญ่โตมโหฬารกว่าเมืองไทยหลายเท่า นักรบมุสลิมทั้งเผาทั้งฆ่าจนเหลือแต่ซาก ถ้าเมืองไทยคนไทยยังแตกสามัคคีอยู่ดังทุกวันนี้ อดใจหายไม่ได้เหมือนกัน คงต้องอุทานว่า "มันเป็นเช่นนั้นเอง"
ถามว่า ถ้าพุทธศาสนิกชนคนไทยทั้ง ๗๖ จังหวัดไม่ทิ้งวัดไม่ทิ้งวันพระ ผู้นำตั้งแต่กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-นายกอบต.-ปลัดอบต.-นายอำเภอ-ปลัดอำเภอ-นายกเทศมนตรี-ปลัดเทศบาล-นายกอบจ.-ปลัดอบจ.-ผู้ว่าราชการจังหวัด-ปลัดจังหวัด ร่วมกับเจ้าคณะจังหวัด-เจ้าคณะอำเภอ-เจ้าคณะตำบล จนถึงเจ้าอาวาสทุกวัดของแต่ละจังหวัด กระทำกิจกรรมสำคัญทุกวันพระ มีอะไรที่ข้าราชการไทยจะทำไม่ได้(ขนาดฉีกรัฐธรรมนูญมา๑๗ ฉบับแล้วยังทำได้เลย) แล้วใครจะมีบัญชาให้ผู้นำระดับท้องถิ่น-ภูมิภาคปฏิบัติ จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดคิดเองทำเอง........ตอบได้คำเดียวว่า...ยากกกกส์....มากๆ
คงเป็นอนุสสติเตือนใจให้กับพุทธศาสนิกชนคนไทยทั้ง ๗๓ จังหวัด เผื่อแผ่ไปยังพี่น้องพุทธศาสนิกชนคนไทยใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยความเห็นใจยิ่ง คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้า๕ แกนนำพันธมิตร-สันติอโศกเรียกร้องเรื่องนี้กับรัฐบาล จะขอเข้าร่วมกิจกรรมด้วย โดยเฉพาะคณะสงฆ์-ฆราวาส ที่เรียกร้องให้บัญญัติพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ยิ่งต้องมีมากกว่าใครๆ
แสดงความคิดเห็น