พระมหาสิทธิการ รองเจ้าอาวาสวัดเพชรสมุทรวรวิหาร ต.แม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ในฐานะหัวหน้าศูนย์ครูพระปริยัตินิเทศก์จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันการพัฒนาประเทศชาติได้มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญก้าว หน้าและหลั่งไหลเข้าสู่สังคมไทยในทุกทิศทาง ส่งผลให้ประชาชนมีวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เร่งรีบ ข้าวของมีราคาแพงขึ้น ขณะที่เด็กและเยาวชนขาดการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร โดยเฉพาะในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งค่านิยมที่ดีงาม และจิตสำนึก ตลอดจนความรับผิดชอบยังลดน้อยลงอีกด้วย
ดังนั้น เพื่อเป็นการปลูกฝังค่านิยมดังกล่าวให้กับนักเรียนทั้งในระดับประถมศึกษาและ มัธยมศึกษาซึ่งเป็นเยาวชนของชาติ ศูนย์ครูพระปริยัตินิเทศก์จังหวัดสมุทรสงคราม จึงได้กำหนดจัดอบรมให้ความรู้ ด้านคุณธรรมจริยธรรมแก่นักเรียนในจังหวัดสมุทรสงครามและต่อต้านยาเสพติดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 ทุกวัน วันละ 2 โรงเรียน รวม 104 โรงเรียน ยกเว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยได้รับการอุปถัมภ์จาก พระธรรมปริยัติเวที เจ้าคณะภาค 15 และเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม มอบเงินสนับสนุนโครงการดังกล่าวจำนวน 100,000 บาท
โดยจะเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคมนี้ รอบเช้าเวลา 09.00 น. ที่โรงเรียนถาวรานุกูล และรอบบ่ายเวลา 13.00 น. ที่โรงเรียนวัดลาดเป้ง เป็นวันแรก ทั้งนี้นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการปลูกฝังคุณธรรมและ จริยธรรมอันดีงามแล้ว ยังจะรู้จักการป้องกันตนเองให้รอดพ้นจากยาเสพติดอีกด้วย
๑. ท่านเจ้าคุณมหาสิทธิการ มีเจตนามุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ในการเปิดอบรมให้ความรู้ ด้านคุณธรรมจริยธรรม แก่นักเรียน จ.สมุทรสงคราม ๑๐๔ โรงเรียน ตลอดช่วงเข้าพรรษา มามากกว่า ๑๐ ปีแล้วครับ ขออนุโมทนา ในเจตนา อันเป็นมหากุศลของท่านเจ้าคุณ และคณะ รวมทั้งผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆด้วย
๒. เคยไปร่วมบรรยายกับท่านเจ้าคุณ และคณะเมื่อปี ๔๙ โดยใช้ยานพาหนะส่วนตัว ปีนั้นน้ำมันยังลิตรละ ๒๐ กว่าบาท ปีนี้ น้ำมันลิตรละ ๔๐ กว่าบาท เคยเสนอแนะเลขาท่านเจ้าคุณ ควรจัดรถตู้ แทนรถเก๋งที่จะบรรทุกคณะวิทยากร ประมาณ๑๐ ท่าน เป็นพระวิทยากร๔ รูป และฆราวาส ๖ คน ซึ่งสามารถไปพร้อมๆกันได้ ทราบว่า งป.ค่ายานพาหนะ และ สป.๓ มีสนับสนุนอยู่แล้ว ไม่ทราบปีนี้จะเปลี่ยนแปลงยานพาหนะใหม่ หรือไม่
๓. การดำเนินการอบรม ถ้ามีวิทยากรเกิน ๔ ท่านขึ้นไป จะมีเวลาบรรยายท่านละ ๕-๑๐ นาที จากเวลา ๒.๕ ช.ม. รวมพิธีการเปิด และปิดอบรมด้วย
๔. แนวการอบรม พระ-ฆราวาสวิทยากร จะมีลีลาแตกต่างกันตามถนัดแต่ละท่าน บางท่านมีแนวสนุกสนาน เด็กๆก็หัวเราะชอบใจ บางท่านออกแนววิชาการ บางท่านอบรมทีหลังก็ขัดแย้งกับวิทยกรท่านก่อน ฯลฯ รู้ไม่รู้ ไม่มีการประเมินผลแต่ประการใด นักเรียนจะต้องนั่งพับเพียบ(เด็กนร.หญิง)บ้าง นั่งขัดสมาธิ(เด็กนร.ชาย)บ้าง ตลอด๒.๕ ช.ม.
๕. จุดเด่นของการอบรม คือ ทุก รร. ๆจะคัดเด็ก ๕คน เป็นผู้รับมอบทุนๆ ละ๕๐๐ บาท และ นร. ที่เข้าอบรมทุกๆคน จะได้รับประกาศฯ คนละ๑ ใบ สุดยอดของการอบรมคือ นร.ที่ได้รับมอบทุน ทุกคน จะเป็นตัวแทนเข้าเฝ้าในหลวง ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของปีนั้นๆ(๕*๑๐๔ = ๕๒๐คน)
๖. จากประสบการณ์ตั้งแต่รับราชการ จนเกษียนณอายู เมื่อเข้าร่วมโครงการท่านเจ้าคุณสิทธิการ ทำให้สงสารเด็กไทยยุคหลัง ๒๔๗๕ ที่คณะเปลี่ยนแปลงการปกครองยกเลิกวันโกน-วันพระ มาเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ และเพิ่มวันหยุดพิเศษ ที่ตรงกับวันพระ โดยสมมุติว่าเป็นวันสำคัญทางศาสนา ที่คนไทยจะลืมมิได้ มี๕ วัน คือวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา
๗. การที่พุทธศาสนิกชนทิ้งศาสนา เหลือแค่สร้างภาพว่ามีศาสนา ทำให้พระต้องวิ่งเข้าหาคน แทนที่คนจะวิ่งเข้าหาพระ จึงดู ตลกๆอย่างไรไม่ทราบ ผู้นำไทยลืม"ปัจฉิมโอวาท"ของพระบรมศาสดาไปแล้วหรือ ว่า "ชีวิตคนเรารักษาได้ยากอยู่แล้ว เพราะตกอยู่ในกฎพระไตรลักษณ์ จงมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด" ฉะนั้นการทิ้งวันโกน-วันพระ เท่ากับเป็นการพาคนไทยตกอยู่ในความประมาท ๆก็ได้ชื่อว่าเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ ประการหนึ่งด้วย มิใช่หรือ
๘. เคยถามพระคุณเจ้าระดับเจ้าอาวาส ว่าวันโกน-วันพระ มีที่มาที่ไปอย่างไร ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ท่านไม่ทราบจริงๆ หรือเกรงใจพระผู้บังคับบัญชาระดับสูงๆขึ้นไปหรือเปล่า ที่รณรงค์ขณะนี้ ม.เถรสมาคมคงสนับสนุนเพียง วันอาทิตย์เท่านั้น เฉพาะเด็กๆด้วย การที่เด็กมีคุณธรรมสูงกว่าผู้ใหญ่ หรือพ่อแม่ตน จะฝืนภาษิต"แม่ปู-ลูกปู หรือ ผลไม้หล่นไม่ไกลต้นหรือไม่"
๙. ข้อเสนอเพื่อพัฒนาสำหรับกิจกรรมท่านเจ้าคุณมหาสิทธิการ คือ
๙.๑ สมควรจัดยานพาหนะรวมมากกว่ารถส่วนตัว
๙.๒ วิทยากรทั้งพระ และฆราวาส สมควรมีการประชุมหารือ แนวทางอบรมเด็ก ให้เป็นในทิศทางเดียวกัน ภายใต้เวลาจำกัด ควรทำทั้งก่อนอบรม และมีการประเมินผลหลังอบรม
๙.๓ สำคัญยิ่งสิ่งใด พระ-ฆราวาสวิทยากรทุกท่าน ควรเข้ารับการอบรมจาก ม.จุฬาฯ หรือ ม.มกุฎฯ เพื่อความมั่นใจว่า ที่วิทยากรไปให้ความรู้แก่เด็กๆ นร. สถาบันสงฆ์เบื้องบนให้ความเห็นชอบแล้ว
จึงขอฝากผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือสนใจ ได้ติดตามต่อไป ว่ากิจกรรมดังกล่าวแม้ไม่ดีที่สุด แต่ในภาวะที่บ้านเมืองขาดพวงมาลัย หรือหางเสือนำนาวา พระสงฆ์ไทยคงทำได้ดีที่สุดเท่านี้ จะให้คนไทยสามัคคี เป็นก้อนเป็นกำคงยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา สู้ทะเลาะกันไม่ได้ เหมือนขาดพ่อขาดแม่อย่างไรอย่างนั้น
แสดงความคิดเห็น