นิตยภัต

               เศรษฐกิจแย่อย่างนี้  ทางฝ่ายคฤหัสถ์เงินเบี้ยบำเหน็จบำนาญ โบนัส เงินเดือนขึ้นทุกปี เมื่อปรียบเทียบกับฝ่ายพระสงฆ์แล้วห่างกันเหมือนฟ้ากับดิน ใครรับผิดชอบช่วยทีเถอะ !!! พระเดือดร้อนจริง ๆ

พระเราบางรูปทำงานกันยิ่งกว่าฆราวาส ทำงานทุกอย่างเพื่อพระพุทธศาสนา ไม่เคยเรียกร้องอ้อนวอนขอเงินจากรัฐแม้แต่แดงเดียว ทั้งที่การดำรงชีพดิ้นรนอยู่ในสังคมปัจจุบันอันเชี่ยวกราดไปด้วยกระแสแห่งวัตถุกิเลสนิยม พระสงฆ์เริ่มตั้งแต่สามเณรตัวเล็ก ๆจนถึงระดับเจ้าขุนพระคุณนายก็อาศัยอยู่ในสังคมเยี่ยงนี้เหมือนกัน ถูกกระแสโลกชัดโกรกให้สะบักสะบอมอยู่ทุกๆวินาที แล้วจะเหลือสักกี่รูปเล่าที่จะมีแรงศรัทธา และสติปัญญาเอาชนะเอาชนะข้าศึกภายในและภายนอกได้ คิดดูแล้วก็เหนื่อยแทนเหมือนกัน (เขาบอกว่านิตยภัต ความหมายก็รู้อยู่แล้ว คือเงินที่ชื้ออาหารได้เพียงนิดๆ) ทำอะไรได้เห้ย........ยิ่งพระเถระผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบเรืองนี้ ในกรุงเทพก็ดีฯเขาไม่เดือดร้อนเรื่องเงินนิตยภัตรหรอกเพราะเงินจากกิจนิมนต์และเงินส่วนแบ่งที่จะได้รับจากทางวัดนั้นเดือนละหลายแสน หวานหมู จะไปเดือดร้อนอะไรกับพวกพระบ้านนอก ที่หลงเพ้อกับเบี้ยกันดาร .... บ่นต่ออีกนิด.......... ยิ่งปัจจุบันพระสงฆ์เราจะทำอะไรผิดหูหิดตานิดๆหน่อยๆก็ถูกรุมโทรมด้วยคำพูดวาจาสติปัญหาของฆราวาสนักปาดวิชาเกิน เราต้องเผชิญกับปัญญา ที่ต้องคอยตอบยิ่งกว่าปัญหาพระยามิลินท์ (ปัญหาตรงข้ามกันยิ่งฟ้ากับเหวเพราะไม่เอื้อต่อปัญญา) ระบบโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์สมัยนี้ยิ่งสร้างปัญหา เพราะเราใช้ระบบศักดินาปกครองกันแทนหลัก เมตตาธรรม(พระผู้ใหญ่)สังวรธรรม(ผู้น้อย) พระผู้ใหญ่ขาดเมตตาธรรมพระผู้น้อยขาดสำนึกสำเหนียกต่อพระเถระผู้ใหญ่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคมพระสงฆ์ไทยอย่างมาก ระบบที่วางไว้ในการปกครองสงฆ์ดีมากแต่แต่ผู้ที่ใช้ระบบและเข้าไปอยู่ในระบบนั้นไม่ดีเท่าที่ควร ขาดความรู้ความเข้าใจ ในหลักธรรม หลักวิชาการทางโลก จึงทำให้พระพุทธศาสนาในเมืองไทยไม่เจริญนับวันจะย่ำแย่ การศึกษาเท่านั้นที่จะพัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาพระพุทธศาสนานั้นให้เจริญขึ้นได้ เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการศึกษา พระสงฆ์เราปัจจุบันก็เช่นกันไม่ได้ศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง จึงไม่สามารถที่จะพัฒนาตนเองและสังคมพระพุทธศาสนาได้ ปัจจุบันการศึกษาของพระสงฆ์องค์เณร ด้อยลงมากทั้งทางโลกและทางธรรม รัฐไม่ได้สนุบสนุนส่งเสริมอย่างจริงจังปล่อยให้บริหารจัดการไปตามมีตามเกิด ผลผลิตที่ออกมาจึงไม่งอกงามเท่าที่ควร เปลี่ยบเสมือนกับการทำนา เจ้าของนาไม่เอาใจใส่ดูแล ให้น้ำ ให้ปุ๋ย กำจัดแมลงรบกวน ผลผลิตข้าวที่ออกมา ก็ลีบ ดีหนึ่งส่วน เสียเก้าส่วน ส่วนที่เก้าเสียจะเอาไปขายให้ใครก็ไม่มีใครซื้อ จึงจำใจก้มหน้านำมาปริโภคเองทั้งๆที่รู้ว่าเมล็ดข้าวนั้นต่างๆดำๆ จะโทษใครเล่าจะโทษดินฟ้าอากาศก็ไม่ใช่เหตุ พุทธศาสนาก็เช่นกัน ชาวไทยทุกคนเป็นชาวพุทธเปรียบเหมือนเป็นเจ้าของนา ท่านหว่านอะไรลงไปในนาท่านรู้ดี ท่านให้น้ำให้ปุ๋ยสูตรอะไร ท่านรู้ดี ผลผลิตที่จะเกืดขึ้นวันข้างหน้าท่านต้องยอมรับ และอีกอย่างที่อยากให้มีการพัฒนาคือระบบการปกครองตั้งแต่ เจ้าอาวาสถึงระดับที่สูงขึ้นไปถึง เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ ระดับเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบลมีปัญหามากที่สุดเพราะพระที่มาดำรงตำแหน่งนี้ขอให้พรรษาถึง คือบวชให้ครบ ๕ ปี ว่างั้นเถอะสามารถเป็นเจ้าอาวาสได้ ไม่ต้องมีวุฒิการศึกษาอะไรเลย เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอบางอำเภอก็เช่นกัน ทำไม่ไม่คัดสรร พระที่มีภูมิธรรม ภูมิรู้สักนิด เอาอะไรมาทำงาน มาปกครองกัน อย่านับที่บวชนานอย่างเดียวก็ไม่ถูก พระที่บวชนานๆ ไม่ดีไม่มีความรู้ทุกรูปเสมอไป (แล้วพระนิสิตที่จบจากมหาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งไปอยู่ใหนกันหมด ทำไมไม่สนองงานพระศาสนา มีทั้งหมดกี่รุ่นไม่ทราบตั้งแต่เริ่มเปิด มหาวิทยาลัยมา) กิจการงานคณะสงฆ์เจ้าคณะหน คณะภาค ควรที่จะตรวจสอบตรวจงานที่รับผิดชอบกันบ้าง ดูแต่ละจังหวัดแต่ละอำเภอมีผลงานอะไรบ้าง ถ้าไม่รู้จะทำอะไรกันก็นิมนต์พิจารณาความรู้ความสามารถ เพราะบางที่ รายงานแบบโมเมเท็จๆส่งผู้ปกครองไปให้พ้นๆ เพราะรายงานใส่กระดาษ แนบรูปถ่ายจัดฉาก ก็เรียบร้อย ส่งไปพระผู้ใหญ่ไม่รู้หรอก มันเลยไม่เจริญ เอาละโยมมาถวายสังฆทานพอดีเดี๋ยวมีโอกาสจะมาบ่นกถาให้ฟังอีก...เดี๋ยวปั๊ด...

แสดงความคิดเห็น