ชี้สันติอโศกไม่เข้าข่ายเลียนสงฆ์
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติชี้สันติอโศกไม่เข้าข่ายแต่งกายเลียนแบบ สงฆ์ตามกฎหมายคุ้มครองพระพุทธศาสนาที่จ่อเข้า ครม. ด้านท่านจันทร์ นักบวชแห่งสันติอโศกชูมือหนุนกฎหมายฉบับนี้ แต่ต้องใช้ความเข้มงวดกวดขันในพระธรรมวินัยกับพระผู้ใหญ่ทั้งเรื่องเงินและผู้หญิง
ภายหลังจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เตรียมนำร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ....เสนอให้นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล พศ.เพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีนั้น
นายอำนาจ บัวศิริ ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ว่า สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะมาตราที่ 6 กำหนดว่ารัฐต้องจัดให้มีการสอดส่องดูแลและปกป้องกิจการเกี่ยวกับพุทธศาสนา ทั้งในส่วนศาสนธรรม ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนวัตถุและศาสนพิธี มิให้ถูกละเมิดลอกเลียน หรือทำให้วิปริตผิดเพี้ยน อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่กล่าวกันว่ามีการออกกฎหมายนี้เพื่อเล่นงานสันติอโศกในข้อหาแต่ง กายเลียนแบบสงฆ์นั้น ขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง เพราะสันติอโศกไม่ได้แอบอ้างเป็นพระสงฆ์
"เราออกกฎหมายนี้เพื่อจัดการผู้ดูหมิ่น ย่ำยีและจาบจ้วงพระพุทธศาสนา ไม่ได้มุ่งกล่าวหาสันติอโศก ซึ่งผมเห็นว่าไม่เข้าข่ายแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ เพราะประกาศชัดเจนว่า ขอแยกตัวออกมาจากมหาเถรสมาคม เป็นนักบวชอีกนิกายหนึ่งและได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน" นายอำนาจกล่าว
ท่านจันทร์ หรือ สมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ นักบวชแห่งสันติอโศก เปิดเผยว่า เป็นเรื่องน่ายินดี ถ้าจะมีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว แต่เพียงขอให้มีการเข้มงวดกวดขันมิให้มีการล่วงละเมิดพุทธศาสนธรรม พุทธศาสนวัตถุ พุทธศาสนพิธีและพุทธศาสนสมบัติอย่างแท้จริง ที่ต้องเน้นคำว่าพุทธนั้นก็เพราะว่าในเมืองไทยไม่ค่อยมั่นคงอยู่ในแนวทาง พุทธ ซึ่งต้องเป็นไปในแนวทางโลกุตระและอเทวนิยม วัดวาอารามของพุทธศาสนาทั่วไปทุกวันนี้รกรุงรังด้วยแนวปฏิบัติและแนวความ เชื่อแบบเทวนิยมและบูชาเทวรูป อีกทั้งควรให้ประชาชนเข้าใจในพระพุทธศาสนาที่แท้จริงจากพระไตรปิฎก เปลี่ยนหลักสูตรนักธรรมและบาลีที่เรียนกันอยู่ จึงจะถือได้ว่าเป็นการคุ้มครองพระพุทธศาสนา
"เรื่องการแต่งกายเลียนแบบสงฆ์แล้วออกมาเรี่ยไรเงินนั้นก็ควรจัดการอย่าง จริงจัง แต่ในส่วนของพระบางรูปที่ออกมาให้ความเห็นว่ากฎหมายใหม่นี้จะมุ่งจัดการ สันติอโศกนั้น อาตมาเห็นว่าเป็นการสนับสนุนด้วยซ้ำ เพราะสันติอโศกดำเนินตามคำสอนในพระไตรปิฎกอยู่แล้ว จึงไม่รู้สึกเดือดร้อนแต่อย่างใด"
สมณะเพาะพุทธกล่าวฝากไปถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติด้วยว่าขอให้ เคร่งครัดในการตรวจสอบพระธรรมวินัย เช่น การที่พระรับเงินและมีเงินเป็นของตนเองอยู่มากมายล้วนเป็นเรื่องผิดพระวินัย เป็นที่มาแห่งความเสื่อมเสียแก่นักบวชพุทธแบบเถรวาทในเมืองไทยจำนวนมาก จึงเห็นว่าต้องเร่งใช้กฎหมายตรวจสอบทรัพย์สินพระสงฆ์ ตลอดจนเรื่องผู้หญิง ซึ่งทุกวันนี้มีเจ้าอาวาสกว่าครึ่งหนึ่งต้องอาบัติปฐมปาราชิก ซึ่งควรต้องจัดการส่วนที่เป็นซากศพออกไปจากพระพุทธศาสนาให้หมดสิ้น
นายสมพร เทพสิทธา ประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ กล่าวว่า ในฐานะผู้มีส่วนร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ไม่ได้มุ่งกล่าวหาสำนักสันติอโศกว่าเข้าข่ายแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ เนื่องจากเห็นว่าสันติอโศกไม่ได้แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ เพียงแต่เป็นนักบวชนิกายหนึ่งเท่านั้น และยังถือศีลปฏิบัติธรรมตามคำสอนพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม คงจะต้องมีการตีความโดยคณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาเป็นผู้ พิจารณา
ส่วนกรณีที่ พระมหาโชว์ ทัสสนีโย รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นว่า สำนักสันติอโศกเข้าข่ายมีความผิดแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว นายสมพรระบุว่า เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของพระมหาโชว์ ซึ่งไม่ได้เป็นกรรมการร่างกฎหมายนี้ ทั้งนี้ เจตนารมณ์ในการออกกฎหมายต้องการลงโทษผู้ปลอมบวช เนื่องจากกฎหมายอาญามีบทลงโทษเบา ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เข้มงวดกวดขัน จึงต้องให้อำนาจแก่คณะกรรมการในฐานะผู้เสียหายสามารถดำเนินการฟ้องร้องผู้ กระทำผิดได้
"การออกกฎหมายนี้ไม่ได้ต้องการกีดกันนิกายใดนิกายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสันติอโศกหรือธรรมกาย เราให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองทุกนิกาย ชาวพุทธศาสนิกชนต้องให้ความเคารพและยอมรับซึ่งกัน นอกจากนี้ผมยังเสนอให้รัฐบาลนำร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่ ที่ถูกดองอยู่ในคณะกรรมการกฤษฎีกาขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง กฎหมายคณะสงฆ์นี้จะเป็นการคานอำนาจคณะปกครองสงฆ์ แต่กลับถูกมองว่าฆราวาสไม่ควรเข้ามายุ่งเรื่องพระ เป็นความคิดคับแคบของพระผู้ใหญ่จะทำให้พระพุทธศาสนาไปไม่รอด" ประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติกล่าว.
- อ่าน 2870 ครั้ง

ความคิดเห็น
เมื่อปี 2532 เคยสนใจสันติอโศกว่าจะเป็นทางเลือกใหม่ แต่ว่า โพธิรักษ์มันมั่วว่าได้รับราชโองการมาจากเง็กเซียนฮ่องเต้ โดยมีเจ้าแม่กวนอิมเป็นคนสั่งการลงมา เลยเลิก เพราะมันตั้งใจหลอกคนที่ไม่มีความรู้ ไม่ประสา มีแต่ศรัทธาล้วนๆ ไร้ปัญญา
แล้วมันก็ตั้งศาสนาใหม่บนชื่อและพื้นฐานของศาสนาเดิม อยากรู้ความจริงก็สืบถามได้ง่ายเพราะเรื่องมันปิดไม่มิด ว่ามันถูกขับออกจากธรรมยุติกนิกาย แล้วมาบวชใหม่ในมหานิกายก็ถูกขับออกไปอีก จึงจำเป็นต้องตั้งตัวเป็นศาสนพุทธนิกายใหม่ (จริงๆไม่มี) ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าใช้ศาสนาและศรัทธาของชาวบ้านตาดำๆไว้หากิน (แบบแยกเป็นองค์กรอิสระจะได้ไม่ต้องแบ่งส่วยให้ใคร)
แล้วก็เรื่องหลักภาษาทีเป็นหลักการมากที่สุดคือภาษาบาลี มันแปลตัณหา แปลว่าตัณคือทางตันหา ทางออกม่ายเจอ เณรอายุ 12 ขวบยังรู้เลยว่ามั่วบาลี
แล้วเมื่อปีเรา 49 ได้รับเชิญไปที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ประหลาดใจมากเพราะอ้ายอลัชชี (คนไม่มีความละอาย) ที่ใช้ชื่อว่าหลวงปู่พุทธอิสระตั้งแต่อายุไม่ถึง 50ปี) เขียนหนังสือเกี่ยวกับสติปัฏฐาน 4 มากมาย ก็เลยงง เอ๊ะ ยังงัยเมื่อก่อนมันยังขายสติ๊กเกอร์สวัสดิกะที่วัดอ้อน้อยอยู่เลยนิหว่า เป็นพวกพระโพธิสัตว์อะไรเทือกนั้น หงัยกลับลำแบบ 180 องศา งง! มาก ก็เลยมาถามพระมหาเถระผู้ใหญ่ว่า "ก็อ้ายนี่ลาสิกขาไปเพื่อทดสอบตัวเอง ว่าจะรู้สึกอย่างไรเมื่อไปนั่งอยู่ปลายแถว (พระบวชใหม่ต้องนั่งอยู่ปลายแถวตามลำดับบวชก่อนหลัง) ไม่ใช่หรือ แล้วหงัยกลับมาบวชได้เร็วทันใจมารยังงี้ หลวงพ่อท่านก็แจ้งให้ทราบว่าถ้ามันไม่ลาสิกขาเอง เขาก็จะจับมันสึกน่ะสิ เพราะดันไปโกงระเบียบการเป็นพระอุปัชฌาย์เขา (โกงอายุพรรษาทั้งที่อายุพรรษาไม่ถึงกำหนด)
แสดงความคิดเห็น