การเปลี่ยนแปลงบทบาทเจ้าอาวาสวัด กรณีศึกษาการรื้อเจดีย์ราชสกุลประวิตร

โดย ปฐมฤกษ์ เกตุทัต-ฆรณี แสงรุจิ ศูนย์ศึกษาชุมชนและวัฒนธรรมเมือง คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ.

ท่ามกลางวิกฤตทางการเมือง การแบ่งขั้วทางความคิดอันหลากหลายในสังคมไทย

ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าจำเป็นต่อการยังชีพที่ถีบตัวสูงขึ้นรายวัน จนผู้มีรายได้น้อยแทบดำรงชีพต่อไปอีกไม่ได้ วัดจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯกลับสวนกระแส โดยโครงการพัฒนาทางกายภาพด้วยงบประมาณนับร้อยล้านบาท โครงการเหล่านั้นล้วนเครือบฉาบด้วยชื่อและวัตถุประสงค์ที่ฟังดูน่าเลื่อมใส เช่น ศูนย์การเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ชุมชน โรงเรียนพระปริยัติธรรม ฯลฯ และลงท้ายด้วยการฟ้องขับไล่ชาวบ้านที่เช่าอาศัยบนที่ดินวัดนานนับชั่วอายุคน หลายกรณีพบว่าชาวบ้านเหล่านั้นคือทายาทของผู้ที่บริจาคที่ดินให้วัดนั้นเอง

กรณีล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเย็นวันที่ 30 พฤษาคมที่ผ่านมา วัดกัลยาณมิตร เขตธนบุรี ได้ให้ผู้รับเหมารื้อเจดีย์บรรจุอัฐิของราชสกุลประวิตรลงโดยไม่ได้แจ้งให้ทายาททราบล่วงหน้าแต่อย่างใด กว่าทายาทจะทราบข่าวจากชาวบ้านในชุมชน สิ่งของต่างๆ ภายในเจดีย์ก็ถูกขโมยสิ้น แผ่นจารึกและอัฐิภายในแตกกระจายปนอยู่กับซากอิฐปูนประหนึ่งสิ่งไร้ค่า แผ่นจารึกเหล่านั้นปรากฏพระนามและนามเจ้าจอมมารดาแช่ม ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม กรมหลวงปราจิณกิติบดี, ม.จ.จิตรปรีดี ประวิตร, ม.จ.วิกรม สุรสีห์ ประวิตร, ม.จ.กนิษฐากุมารี ประวิตร, ม.ล.เหมือนจันทร์ ประวิตร, หม่อมชื้น ประวิตร ณ อยุธยา และ ท่านผู้หญิงพุ่ม สุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ เหตุการณ์ดังกล่าวนอกจากจะนำมาซึ่งความเศร้าสลดสู่ทายาท ยังสร้างความหดหู่ต่อผู้คนในย่านกุฎีจีนและในสังคมโดยทั่วไป

1 สายสกุล และ 1 สายราชสกุล ผู้มีความจงรักภักดีและได้รับใช้ใกล้ชิดสนองใต้เบื้องพระยุคลบาทมาช้านานนับ แต่ครั้งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นจวบจนถึงรัชกาลปัจจุบัน หลักฐานสำคัญที่เห็นเป็นประจักษ์ของความสัมพันธ์นี้คือ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นโท

เมื่อพิจารณาจากชื่อของวัดกอปรทั้งประวัติความเป็นมาจะพบว่าวัดนี้เจ้าพระยานิกรบดินทร์ มหินธรมหากัลยาณมิตร (โต กัลยาณมิตร) ที่สมุหนายก ผู้เป็นข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มาตั้งแต่ในครั้งรัชกาลที่ 1 ครั้นยังเป็น พระยาราชสุภาวดี เจ้ากรมพระสุรัสวดีกลาง ได้อุทิศที่บ้านของบิดา (หลวงพิไชยวารี เจ้าสัว มั่ง แซ่อึ้ง) พร้อมกราบบังคมทูลขอพระราชทานที่หมู่บ้านกุฎีจีน จากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ และได้จัดซื้อที่เพิ่มเติมบางส่วน

วัดนี้สร้างใน พ.ศ. 2368 (ปีที่ 2 ในรัชกาลที่ 3) ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ พระราชทานนามว่าวัดกัลยาณมิตร และโปรดให้สร้างปูชนียสถาน และถาวรวัตถุเป็นอเนกประการ อาทิ พระวิหารหลวงสร้างพระราชทานช่วยเจ้าพระยานิกรณ์บดินทร และเสด็จพระราชดำเนินก่อพระฤกษ์พระประธานในพระวิหารหลวงหรือพระโตโดยพระองค์เองเมื่อ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2380 ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้เหมือนครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี คือ มีพระโตอยู่นอกกำแพงเมือง ดังเช่นวัดพนัญเชิง

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดเกล้าให้สร้างหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแก่พระชนกและพระชนนีของสมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์ผู้เป็นพระชนนีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสุพรรณบัตรให้พระยาราชสุภาวดีเป็น เจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินธรมหากัลยาณมิตร ที่สมุหนายก

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จฯถวายผ้าพระกฐินใน พ.ศ.2445 และโปรดเกล้าฯ ให้กรมโยธาธิการจัดการซ่อมแซมหอพระธรรมมณเฑียรเฉลิมพระเกียรติ ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ พระราชทานพระบรมรูปหล่อทรงเครื่องจอมพลทหารมหาดเล็ก พร้อมกับธรรมาสน์สลักลายปิดทองประดับกระจกและหนังสือปาติโมกข์สมุดไทย

รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงบรรจุอุณาโลมทองคำหนัก 40 บาท ที่พระพุทธไตรรัตนนายก (พระโต)

เจ้าพระยานิกรณ์บดินทร (โต กัลยาณมิตร) มีบุตรธิดาหลายท่านซึ่งล้วนแต่รับราชการสนองพระเดชพระคุณอย่างสุดความสามารถ

หลานปู่ 2 คนของท่านได้ถวายตัวเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯคือ เจ้าจอมมารดาแสง บุตรีพระยาไชยาวิชิตประสิทธิศาสตร์ประเทศาธิบดี (ช่วง กัลยาณมิตร) และเจ้าจอมมารดาแช่ม บุตรีพระยามหาอำมาตยาธิบดีพิริยะพาหะ (ชื่น กัลยาณมิตร)

เจ้าจอมมารดาแสงมีพระองค์เจ้ารวม 4 พระองค์ แต่สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ 2 พระองค์ คงเหลือแต่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงบีเอตริศภัทรายุวดี แล พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงเจริญศรีชนมายุ

พระองค์เจ้าหญิงทั้ง 2 ได้ถวายที่ดินเพื่อเป็นพุทธบูชาแก่บรรพชน จำนวน 36 ไร่ ตั้งอยู่ที่ซอยช่างนาค ถนนสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพฯ แก่วัดกัลยาณมิตรให้เป็นธรณีสงฆ์ เก็บดอกผลบำรุงวัดเรื่อยมา เจ้าจอมมารดาแช่มมีพระราชโอรสทรงพระนามว่าพระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม ซึ่งเป็นต้นราชสกุลประวิตร

สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดี (พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม) เป็นพระเจ้าลูกยาเธอองค์ที่ 15 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ กับเจ้าจอมมารดาแช่ม (กัลยาณมิตร) ทรงเป็นพระราชโอรส 1 ใน 5 พระองค์แรกที่เสด็จไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อมีพระชนม์ได้ 30 ชันษา ทรงสมรสกับคุณชื้น ธิดา เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) กับ ท่านผู้หญิงสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (พุ่ม) ภายหลังท่านสู่ขอคุณช้อย น้องสาวร่วมบิดากับคุณชื้นมาเป็นหม่อมอีกท่านหนึ่ง

สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงปราจิณกิตติบดีฯทรงมีความผูกพันกับวัดกัลยาณมิตรอย่างมาก ถึงกับรับเป็นมรรคนายกวัดกัลยาณมิตรด้วยพระองค์เอง

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่วัดกัลยาณมิตรมิใช่ครั้งแรก หากเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว

สังเกตได้จากช่องบรรจุอัฐิตามเจดีย์อื่นๆ ภายในวัด และก็มิได้เกิดเฉพาะที่วัดกัลยาณมิตรเพียงแห่งเดียว คำขอโทษและเสียใจดูจะไม่เป็นการเพียงพอ

วัดกัลยณมิตรนอกจากจะมีความสำคัญต่อสกุลทั้ง 2 ทางประวัติศาสตร์ยังมีสถานะเป็นสมบัติของชาติและประชาชนทั้งประเทศ มิใช่ทรัพย์ส่วนตัวของเจ้าอาวาส ทั้งนี้ เนื่องจากวัดกัลยาณมิตรเป็นโบราณสถานขึ้นทะเบียนทั้งวัดตั้งแต่ 22 พฤษจิกายน 2492 การก่อสร้างภายในวัดโดยมิได้รับอนุญาตเป็นการละเมิดกฎหมาย (พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ระวางโทษทั้งปรับและจำ

ไม่ว่าบทสรุปของกรณีวัด กัลยาณมิตรจะเป็นอย่างไร การสร้างเจดีย์ขึ้นใหม่เพื่อชดใช้ต่อสกุลทั้ง 2 และต่อแผ่นดินเป็นการเพียงพอหรือไม่ ผู้กระทำผิดควรได้รับโทษหรือไม่อย่างไร สำนักงานพระพุทธศาสนาและมหาเถรสมาคมควรมีบทบาทรับผิดชอบต่อเรื่องนี้เพียงไร

ประเด็นที่สังคมไทยควรรับรู้และแก้ไขต่อไป คือบทบาทหน้าที่ (ความเป็นนิติบุคคล) ของเจ้าอาวาสและวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินวัดซึ่งมีสถานะเป็นที่ดินหลวง แต่อำนาจการตัดสินใจฟ้องขับไล่หรือให้นายทุน (บางกรณีเป็นตัวแทนทุนต่างชาติ) เช่าใช้ประโยชน์ทางธุรกิจกลับอยู่ในมือของเจ้าอาวาสเพียงผู้เดียว

อำนาจดังกล่าวมีผลต่อการดำรงอยู่หรือสูญสลายของประวัติศาสตร์และศิลปกรรมในท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่นับรวมถึงวิถีชีวิตผู้คนในชุมชนที่เช่าอยู่ในที่ดินวัดนานนับชั่วอายุที่ถูกฟ้องขับไล่และการสูญสลายของชุมชนเหล่านั้น

สาเหตุสำคัญของเหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการแต่งตั้งเจ้าอาวาสที่เป็นคนต่างถิ่นที่ไร้สำนึกและความผูกพันต่อท้องถิ่น การดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสจึงเป็นเสมือนบันไดสร้างสมผลงานเพื่อเลื่อนสมณศักดิ์ให้สูงขึ้น โดยสร้างโครงการพัฒนาวัดที่มีมูลค่าสูงตามเกณฑ์การเลื่อนสมณศักดิ์ สักวันหนึ่งเมื่อสมณศักดิ์สูงพอก็จากย่านนั้นไปทิ้งไว้แต่ปัญหาความเดือดร้อนไม่สิ้นสุด

ยิ่งไปกว่านั้นการแต่งตั้งกรรมการวัดก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ในอดีตกรรมการวัดมักจะมาจากผู้ทรงภูมิ กลุ่มศรัทธาวัด ผู้เฒ่าในชุมชน แต่ปัจจุบันกรรมการวัดกลับเป็นนักการเมือง ข้าราชการชั้นสูง นายทหาร ตำรวจ ทนายความ พ่อค้า ผู้รับเหมา และนายทุน ความสัมพันธ์ระหว่างวัดและชุมชนจึงจบสิ้นลง สิ่งเหล่านี้มีผลต่อศรัทธาอย่างปฏิเสธได้ยาก คำถามจึงเกิดขึ้นต่อไปว่าใครเล่าคือผู้บ่อนทำลายพระศาสนา

อนึ่ง บทความนี้มิได้หมายรวมถึงพระอริยสงฆ์ผู้ประพฤติดีประพฤติชอบโดยมิได้หวังลาภยศและสมณศักดิ์ซึ่งเชื่อว่ายังมีอยู่มากในสังคมไทย ตัวอย่างของสงฆ์ผู้อุทิศตนเพื่อชาวบ้านและสังคมก็ปรากฏอยู่เนืองๆ แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นในสังคมไทยนานแล้วและสมควรได้รับความสนใจ ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องปฏิรูปคณะสงฆ์ไทย หรือต้องการเพียงบรรจุในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

จาก น.ส.พ.มติชน http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01way02080651&day=2008-06-08&sectionid=0137

 

ผมเคยแสดงความเห็นไว้หลายแห่งว่า บทบาทหรืออำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาสที่กำหนดไว้ในกฎหมาย พรบ.คณะสงฆ์ นั้น จะเป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์ วันนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า มันเริ่มเป็นพิษจริง เพราะการให้อำนาจหน้าที่อย่างล้นฟ้า ทั้ง ๆ ที่ตามพระวินัยแล้ว หลาย ๆ เรื่อง ต้องใช้สงฆ์เป็นผู้ตัดสิน (ในที่นี้ให้หมายถึงการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจากบุคคลหลายฝ่าย) บางทีก็ใช้คณะบุคคลตัดสิน บางทีตัดสินใจได้เพียงแค่ภิกษุรูปเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ เราต้องแก้กฎหมายให้ล้อไปตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่ไปเขียนกฎหมายให้มันขัดหรือแย้งกับพระธรรมวินัย ซึ่งถือว่าเป็นโมฆะ ใช้การไม่ได้ อย่างการไล่พระภิกษุหรือสามเณรออกจากวัดก็ดี ต้องมีระเบียบปฏิบัติให้ชัดเจน ก่อนที่เจ้าอาวาสจะมีคำสั่งขับไล่ ต้องมีกระบวนการในการสืบสวนสอบสวนความผิด บันทึกไว้เป็นหลักฐาน มีพยานบุคคล มีวัตถุพยาน และเจ้าอาวาสจะขู่บุคคลใด ๆ หาได้ไม่ จึงอยากจะขอเสนอว่า ให้แก้ไขกฎหมาย พรบ.คณะสงฆ์ ซึ่งว่าด้วยเรื่อง อำนาจหน้าที่เจ้าอาวาส ขอให้กำหนดบทบาทเจ้าอาวาสให้เป็นผู้อำนวยการ ไม่ใช่เป็นผู้บังคับบัญชา คล้าย ๆ กับ ครูเป็นผู้อำนวยการในห้องเรียน ไม่ใช่เป็นผู้บังคับการ อำนวยการจัดสรรให้เกิดกระบวนการตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่ไปจัดการเอง ซึ่งบางเรื่องก็นอกเหนือพระธรรมวินัย

แสดงความคิดเห็น