พระภิกษุย่อมฟ้องได้

อายกบ้านและที่ดินให้หลานขณะที่อายังมีชีวิตอยู่ หลังจากนั้นหลานบวชเป็นพระภิกษุ ลูกชายของอาได้เข้าไปอยู่ในบ้านดังกล่าว อ้างสิทธิอาศัยเจ้าของเดิมเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด เจ้าของกรรมสิทธิ์ขอให้ออกจากบ้านดังกล่าวไปเสียแต่ไม่เป็นผล จึงฟ้องขับไล่

มีประเด็นน่าคิดว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนั้นขณะยื่นฟ้องเป็นพระภิกษุ มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เพราะขณะบวชเรียนเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา จะเรียกร้องเอาทรัพย์ในฐานะทายาทโดยธรรมไม่อาจทำได้ ต้องสึกจากสมณเพศเสียก่อน คดีนี้เป็นเช่นที่กล่าวหรือไม่

พระภิกษุผไท บวชเรียนอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งที่ในเมือง จังหวัดอุทัยธานี ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 11 ปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 3321 โดยได้รับการยกให้จากนางนุชผู้เป็นอาตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 มาหลายปีแล้ว

ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2539 จำเลยได้เข้าไปอยู่ในบ้านดังกล่าวโดยอ้างสิทธิอาศัย โจทก์บอกกล่าวให้ออกจากบ้านเสีย แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านดังกล่าว

จำเลยให้การว่า บ้านหลังนี้เป็นของนางนุชมารดาจำเลยไม่คนอื่นไกล บิดาจำเลยและจำเลยจึงเป็นเจ้าของบ้านดังกล่าว จำเลยและบริวารมีสิทธิอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าว โจทก์มิใช่เจ้าของบ้าน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยออกจากบ้านและที่ดินที่โจทก์ได้รับการยกให้จากผู้เป็น อาตามพยานหลักฐานที่อ้างมา จำเลยต่อสู้ว่าบ้านพิพาทเป็นของจำเลยและบิดาจำเลย จึงเป็นประเด็นเฉพาะราคาบ้านพิพาท ซึ่งคู่ความตีราคาในชั้นอุทธรณ์ไว้ 2 แสนบาท เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามกฎหมาย จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายข้อ 2.3 เท่านั้นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่

โดยที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เป็นพระภิกษุฟ้องคดีในฐานะทายาทโดยธรรมจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้ วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2534 นุชผู้เป็นอาของพระภิกษุผไทได้จดทะเบียนยกบ้านและที่ดินพิพาทแก่โจทก์ โดยโจทก์ให้นางนุ่มญาติห่างๆ ดูแลบ้านดังกล่าว

ครั้นวันที่ 21 กันยายน 2539 จำเลยได้เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าวอ้างว่าเป็นของนุชผู้เป็นมารดา

สำหรับ ปัญหาที่จำเลยฎีกามานั้น ศาลฎีกาเห็นว่า พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความคดีมรดกตามหลัก กฎหมายนั้น ต้องหมายถึงกรณีที่เจ้ามรดกตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ และพระภิกษุเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิในการรับมรดกด้วย ได้ฟ้องทายาทคนอื่นๆ ขอแบ่งมรดก

แต่คดีนี้โจทก์ได้รับการยกให้ซึ่ง บ้านและที่ดินจากนุชผู้เป็นอา ขณะที่อายังมีชีวิตอยู่เช่นนี้ โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินดังกล่าว การฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกร้องเอาส่วนแบ่งทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดย ธรรม

แม้โจทก์เป็นพระภิกษุก็ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 5587/2543

ผู้เขียน:
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
ที่มา:
มติชน

แสดงความคิดเห็น